การดำเนินชีวิตคริสเตียน
8. การรู้จักบังคับตนเอง
มนุษย์ทุกคนต้องการความสะดวกสบาย ความสุขสำราญ นี่เป็นความต้องการของเนื้อหนัง เช่น การอยากมีเงินมากๆ มีอำนาจมาก มีชื่อเสียงมาก ความต้องการเหล่านี้ทำให้ตนเองไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้กับครอบครัว และในที่สุดไม่มีเวลาให้กับพระเจ้า เป็นผลร้ายต่อตนเอง เปรียบเสมือนเมืองและกำแพงที่พังลง “คนที่ปราศจากการปกครองตนเองก็เหมือนเมืองที่ปรักหักพังและไม่มีกำแพง” (สุภาษิต 25:28) นั่นคือ คนซึ่งไม่ควบคุมตนเองไม่มีพื้นฐานที่มั่นคงและไม่มีเครื่องป้องกันตนเอง
การควบคุมตนเองก็คือการรู้จักบังคับตนเอง หลายๆคนได้พยายามฝึกฝนการรู้จักบังคับตนเองด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การนั่งวิปัสนา หนีไปอยู่ที่อื่น การนับ 1 ถึง 100 เป็นต้น แท้ที่จริง
เราต้องรู้จักบังคับตนเองจากความต้องการ 2 อย่างด้วยกัน
การรู้จักบังคับตนเองจากความต้องการของอารมณ์
เมื่อเป็นคนหนุ่มสาว อารมณ์นั้นแปรปรวณได้ง่ายจากการควบคุมของฮอร์โมน ฮอร์โมนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสรีระในร่างกาย เช่น ฮอร์โมนทำให้เกิดความกล้าจนบางครั้งควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เช่น ในชีวิตประจำวันของเรา รถคันหนึ่งตัดหน้ารถอีกคันหนึ่งโดยไม่ตั้งใจแต่ฝ่ายคนที่ถูกตัดหน้ารถไม่พอใจ แทนที่จะควบคุมอารมณ์ กลับโกรธ เลยขับรถไปตัดหน้ารถอีกคันหนึ่ง จนทั้งคู่ลงจากรถมาชกต่อยกัน ฮอร์โมนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความนึกคิด เช่น เวลาโกรธไม่สามารถควบคุมอารมณ์ที่ฉุนเฉียวจนควบคุมลิ้นและปากไม่ได้ คนหนุ่มสาวมีฮอร์โมนมากกว่าผู้ใหญ่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาวจึงมีปัญหาในการบังคับควบคุมความต้องการของอารมณ์มากกว่าผู้ใหญ่
การรู้จักบังคับตนเองจากความต้องการของเนื้อหนัง
มนุษย์ทุกคนต้องการอยู่ในโลกนี้อย่างความสุข เช่น การอยากมีเงินมากๆ มีอำนาจมาก มีชื่อเสียงมากจนทำให้ตนเองไม่มีเวลาให้กับตนเอง ไม่มีเวลาให้กับครอบครัวและพระเจ้า เป็นผลร้ายต่อตนเองและต่อคนที่อยู่รอบตัวเรา หลายๆคนได้พยายามฝึกฝนการรู้จักบังคับตนเองด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การนั่งวิปัสนา การนับ 1 ถึง 100 เป็นต้น แท้ที่จริง
การรู้จักบังคับตนเองเป็นของขวัญที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่เรา “เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปร์ด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา” (2 ทิโมธี 1:7) การรู้จักบังคับตนเองยังเป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กาลาเทีย 5:22-23) เพราะว่า
1. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสอนเราให้รู้จักข่มใจ “เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวเตรียมใจของท่านไว้ให้ดี และจงข่มใจ ตั้งความหวังให้เต็มเปี่ยมในพระคุณ คือพระคุณซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่ท่านเมื่อพระเยซูคริสต์จะทรงสำแดงพระองค์ “(1 เปโตร 1:13) เราข่มใจได้ เพราะเราเตรียมเผชิญกับเหตุการณ์และตั้งความหวังที่พระเยซูคริสต์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ให้เรารู้ว่า พระเจ้ามีพระคุณต่อเราเสมอ พระองค์จะช่วยเราให้พ้นจากปัญหาต่างๆได้
2. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสอนเราให้เป็นคนอดทน “เอาความเหนี่ยวรั้งตนเพิ่มความรู้ เอาขันติเพิ่มความเหนี่ยวรั้งตน (2 เปโตร 1:6) เมื่อเราอดทน เราจะมีเวลาขบคิดแก้ปัญหา ทำให้เกิดความรอบรู้และสติปัญญาแก่เรา
3. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสอนเราให้ควบคุมความคิดไม่ดีของเรา “คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้าและน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์” (2 โครินธ์ 10:5) เอาความคิดที่เป็นคำสอนในพระคัมภีร์มาแก้ปัญหา ให้มีสติสัมปชัญญะ ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก (ทิตัส 2:1-7) อย่าใช้ความรู้สึกฝ่ายเนื้อหนังมาแก้ปัญหาทำให้เราขาดการรู้จักบังคับตนเองไป
4. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสอนเราให้ควบคุมลิ้นของเรา “บุคคลที่เที่ยวซุบซิบไปก็เผยความลับให้กระจาย ฉะนั้นอย่าเข้าสังคมกับคนปากบอน” (สุภาษิต 20:19) นั่นคือ เราต้องรู้จักบังคับตนเอง อย่าพูดถ้าไม่จริง ไม่เกิดประโยชน์ และไม่ดี
5. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสอนเราให้รักผู้อื่นได้ ถ้าเรารักเขา เราบังคับตนเองได้ไม่ให้โกรธง่าย แต่พร้อมที่จะทำดีต่อเขา เหมือนพระเยซูคริสต์ทรงรักเราทั้งๆที่เราทำบาปและออกห่างจากพระองค์
6. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสอนเราให้ตั้งมั่นคงอย่าหวั่นไหวเราก็สามารถควบคุมบังคับตนเองได้ “เหตุฉะนั้นพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า ท่านจงตั้งมั่นคงอยู่ อย่าหวั่นไหว จงปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า การของท่านจะไร้ประโยชน์ก็หามิได้” (1 โครินธ์ 15:58)
พี่น้องที่รัก ให้เราอธิษฐานขอให้พระวิญญานบริสุทธิ์สอนเราให้รู้จักบังคับตนให้ดีพร้อมอยู่เสมอในสายพระเนตรของพระเจ้า