การดำเนินชีวิตคริสเตียน
63. อิจฉาริษยา
อิจฉาแปลว่า ไม่พอใจ ความอยากได้ ไม่อยากให้ผู้อื่นได้ดี
ริษยาแปลว่า ไม่อยากให้ผู้อื่นได้ดี
ดังนั้น ความอิจฉาริษยาจึงเป็นของคู่กัน เป็นความบาปซึ่งเกิดจากผลของเนื้อหนัง (กาลาเทีย 5:20) ในพระคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายของความอิจฉาริษยา ซึ่งเป็นผลร้ายต่อผู้ที่อิจฉาริษยา การฆ่ากันครั้งแรกในประวัติศาสต์โลกก็เกิดจากความอิจฉาริษยา
ตัวอย่างที่ 1 คาอินผู้พี่อิจฉาอาเบลผู้น้องเพราะอาเบลเชื่อฟังพระเจ้าด้วยการถวายสัตวบูชา คาอินไม่เชื่อฟังพระเจ้าแต่อิจฉาไม่พอใจอาเบล เกิดอารมณ์
ร้ายไปฆ่าอาเบลในที่สุด
ตัวอย่างที่ 2 พี่ๆของโยเซฟอิจฉาโยเซฟซึ่งยาโคปผู้พ่อรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโยเซฟเล่าความฝันว่าฟ่อนข้าวของพี่ๆกราบไหว้ฟ่อนข้าวของโยเซฟ และดาวสิบเอ็ดดวงกราบไหว้โยเซฟ พวกพี่ๆจึงไม่พอใจหาทางฆ่าโยเซฟ แต่ยูดาห์พี่ชายคนหนึ่งเสนอให้ขายโยเซฟไปเป็นทาสในประเทสอียิปต์ โยเซฟไปทนทุกข์ทรมานอยู่ในประเทสอิยิปตืเพราะความอิจฉาริษยาของพวกพี่ๆ (ปฐมกาล 37)
ตัวอย่างที่ 3 กษัตริย์ซาอูลอิจฉาริษยาดาวิด เพราะประชาชนชาวอิสราเอลยกย่องดาวิดซึ่งสามารถฆ่าโกลิอัทตายมากกว่ากษัตริย์ซาอูลว่า “ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ” (1 ซามูเอล 18) ตั้งแต่นั้น กษัตริย์ซาอูลพยายามหาทางฆ่าดาวิด
ความอิจฉาริษยาเป็นความบาปซึ่งติดตัวมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความอิจฉาริษยาเกิดกับทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ส่วนมากเกิดความอิจฉาริษยาโดยไม่รู้ตัว ผลร้ายของความอิจฉาริษยารุนแรงมักจะลงท้ายด้วยการทำร้ายกัน ในพระธรรมสุภาษิตเขียนว่า “ความพิโรธก็ดุร้าย ความโกรธก็ท่วมท้น แต่ใครจะยืนต่อหน้าความริษยาได้” (สุภาษิต 27:4) และบ่อยครั้งคนที่ถูกอิจฉาริษยาไม่รู้เรื่องหรือรู้ตัว เพราะเขาทำอะไรไปโดยไม่รู้ว่าไปทำให้อีกคนหนึ่งกำลังอิจฉาเขา ดังนั้นการแก้ปัญหาความอิจฉาริษยาจึงต้องแก้ทั้งสองฝ่าย ผู้ที่ถูกอิจฉามักเป็นบุคคลซึ่งมีความเด่นหรือความดี ดังนั้น เขาต้องระวังอย่าวางตัวให้เด่นเกินไปจนไปข่มผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นเกิดปมด้อย เช่น นางฮาการ์ซึ่งเป็นหญิงคนใช้ได้ตั้งครรถ์แล้วไปดูหมิ่นนายผู้หญิงซารายว่าเป็นหมัน จนนางซารายต้องเคี่ยวเข็ญนางฮาการ์จนนางหนีไปให้พ้นหน้านางซาราย (ปฐมกาล 16:1-6) นี่คือตัวอย่างของคนซึ่งข่มผู้อื่น ส่วนลักษณะของคนอิจฉาริษยาเป็นคนที่คิดว่าตนนั้นด้อยกว่าอีกคนหนึ่งและต้องการเอาชนะ เช่นคาอิน พี่ๆของโยเซฟ กษัตริย์ซาอูล และคนอื่นๆ หรืออยากได้สิ่งของของผู้อื่นซึ่งตนเองไม่มี
แต่คริสเตียนนั้นเป็นบุคคลที่มีผลของพระวิญญาณ (กาลาเทีย 5:22-23) ไม่มีผลของเนื้อหนัง ความอิจฉาริษยาจึงไม่ควรมีอยู่ในกลุ่มคริสเตียน เพราะคริสเตียนเป็นผู้ที่เชื่อพระเยซูคริสต์ เป็นธรรมิกชน เป็นผู้ชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้า เราจึงต้องตั้งมั่นคงอยู่ในธรรมบัญญัติของพระเจ้า นั่นคือทำตามตักเตือนสั่งสอนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในใจของเราพึงรำลึกว่า เราเป็นลูกพระเจ้า เรามีความเท่าเทียมกัน เราไม่เคยด้อยไปกว่าใคร พระเยซูคริสต์ทรงสอนเราให้รักซึ่งกันและกัน ถ้าเรารักกัน เราจะไม่อิจฉาริษยากัน พระเยซูคริสต์ทรงสอนเราให้รู้จักพอเพียงและพอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ อย่าอยากได้ในสิ่งที่เกินปัญญาหรือความสามารถของตน เพราะกิเลสทำให้เราเป็นทุกข์ในพระธรรมสุภาษิตเขียนว่า “ใจที่สงบให้ชีวิตแก่เนื้อหนัง แต่กิเลสกระทำให้กระดูกผุ” (สุภาษิต 14:30)
พระเยซูคริสต์ทรงสอนเราให้แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งของในโลกนี้ วันหนึ่งสิ่งต่างๆที่เราอยากได้ในโลกนี้จะไม่มีความหมายเลยในแผ่นดินสวรรค์
คริสเตียนซึ่งยังมีผลของเนื้อหนัง นั่นคือมีความรู้สึกอิจฉาริษยาผู้อื่นได้ง่าย ให้อธิษฐานต่อพระเจ้า ขอพระองค์ทรงให้อภัยแก่เราพระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เมื่อท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าท่านมีเหตุกับผู้หนึ่งผู้ใดจงยกโทษให้ผู้นั้นเสียเพื่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะโปรดยกความผิดของท่านด้วย” (มาระโก 11:25) ตั้งแต่วันนี้ไป เราสัญญากับพระเยซูคริสต์ว่า เราเป็นลูกพระเจ้าซึ่ง
มีทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะไม่อิจฉาริษยาใครอีกต่อไป ขอพระเจ้าทรงช่วยเราเถิด