การดำเนินชีวิตคริสเตียน

59. เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

ในชีวิตของทุกคนต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงทำให้ตั้งตัวไม่ติดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงมีทั้งดีและไม่ดี เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงที่ดี เช่น ได้รับรางวัล ได้รับมรดก และอื่นๆที่ทำให้เรามีความสุข แต่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงที่เรากลัวคือเหตุการณ์ร้าย ในขณะที่เรามีความสุขอยู่นั้น เหตุการณ์ที่ทำให้เราเป็นทุกข์ก็อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างได้แก่ การเจ็บป่วยหรือการตายอย่างกระทันหันในครอบครัว การตกงานทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาครอบครัวที่คาดไม่ถึง เช่น สามีหรือภรรยาฟ้องหย่ากัน ลูกถูกตำรวจจับเพราะไปขโมยของ เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงที่เรากลัวไม่ใช่สิ่งใหม่ เราทุกคนมีประสบการณ์มาแล้วไม่ว่าเป็น ผู้ใหญ่หรือเด็ก ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ เรายิ่งพบเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงบ่อยขึ้น แล้วเราจะเผชิญกับมันอย่างไร ในฐานะของคริสเตียน มีเหตุการณ์ในพระคัมภีร์มากมายที่ช่วยเตือนสติแก่เรา เช่น ดาวิดจงรักภักดีต่อกษัตริย์ซาอูล และคาดไม่ถึงว่า กษัตริย์ซาอูลอิจฉาเขาและทำร้ายเขาจนเขาต้องหนี แซมสันคาดไม่ถึงว่า คนรักของเขาชื่อนางเดลิลาห์ทรยศโดยโกนผมเจ็ดแหยมออกจากศีรษะของแซมสัน ทำให้เขาหมดแรงและถูกเจ้านายฟีลิสเตียจับไป เมื่อมีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้น เราแก้สถานการณ์ที่คับขันอย่างไร ในฐานะของคริสเตียน ให้เรามาพิจารณาว่าพระเยซูคริสต์ทรงแก้ไขเหตุการณ์คับขันอย่างไร มีตัวอย่างเหตุการณ์คับขันที่เกิดขึ้นกับสาวกของพระเยซู เมื่อสาวกซึ่งติดตามพระเยซูไปประกาศข่าวประเสริฐ ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปด้วยดี อยู่ๆวันหนึ่ง พระเยซูได้ทำนายถึงมรกรรมของพระองค์ถึงสามครั้ง (มัทธิว 16:21; 17:22-23; 20:17-18) พระเยซูยังตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า คนหนึ่งในพวกท่านจะอายัดเราไว้” (ยอห์น 13: 21) นี่เป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง พวกสาวกตั้งตัวไม่ติดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขาเมื่อพระเยซูไม่ได้อยู่กับพวกเขา พระเยซูจึงต้องการแสดงให้พวกสาวกรู้ว่า เวลามีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้น พวกเขาควรทำอย่างไร พระเยซูปลอบใจสาวกของพระองค์ว่า พระองค์จะอยู่กับพวกเขาเสมอ ในขณะที่สาวกคนหนึ่งชื่อเปโตรมีความวิตก พระเยซูได้ตรัสกับเปโตรว่า “ที่ซึ่งเราจะไปนั้น ท่านจะตามเราไปเดี๋ยวนี้ไม่ได้ แต่ภายหลังท่านจะตามไป” (ยอห์น 13:36) พระเยซูยังตรัสอีกว่า “อีกหน่อยท่านทั้งหลายก็จะไม่เห็นเรา และต่อไปอีกหน่อยท่านก็จะเห็นเรา” (ยอห์น 16:16) สาวกของพระองค์ไม่เข้าใจในตอนนั้น สาวกบางคนของพระองค์พูดกันว่า “ที่พระองค์ตรัสกับเราว่าอีกหน่อยท่านทั้งหลายก็จะไม่เห็นเรา และต่อไปอีกหน่อยท่านก็จะเห็นเรา และ เพราะเราไปถึงพระบิดา เหล่านี้หมายความว่าอย่างไร” (ยอห์น 16:17) พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี ท่านทั้งหลายจะทุกข์โศกแต่ความทุกข์โศกจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี” (ยอห์น 16:20) “ฉันใดก็ดี ขณะนี้ท่านทั้งหลายมีความทุกข์ แต่เราจะมาหาท่านอีก และใจท่านจะมีความชื่นชมยินดี และไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้” (ยอห์น 16:22) พระเยซูต้องการบอกสาวกให้รู้ล่วงหน้าว่า เหตุการณ์ที่พระองค์จะถูกจับไปตรึงบนไม้กางเขนเป็นความทุกข์โศกของสาวกแต่เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุการณ์ของพระเยซูไปสู่กางเขนเป็นแผนการของพระเจ้าตั้งแต่มนุษย์ได้กระทำบาปต่อพระเจ้า แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระเยซูคริสต์จะอยู่กับสาวก และอยและไม่ทอดทิ้งเขา นอกจากนี้ พระเยซูคริสต์จะส่งพระผู้ช่วยอีกองค์หนึ่งมาอยู่กับพวกเขา พระเยซูตรัสว่า “เมื่อองค์พระผู้ช่วยที่เราจะใช้มาจากพระบิดาหาท่านทั้งหลาย คือพระวิญญาณแห่งความจริงผู้ทรงมาจากพระบิดานั้นได้เสด็จมาแล้ว พระองค์ก็จะทรงเป็นพยานให้แก่เรา” (ยอหฺน 15:26) แสดงว่า นอกจากพระเยซูจะอยู่กับพวกเขา พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเสด็จมาอยู่กับพวกเขา พระเยซูได้เตือนสติสาวกของพระองค์ให้พวกเขามีสคิ เช่นเดียวกัน พระเยซูต้องการเตือนเราให้มีสติในยามคับขัน ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้น เราจะไม่หวั่นไหว เพราะพระเยซูคริสต์จะอยู่กับเราและพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะมาอยู่กับเรา ดังนั้น สิ่งที่เราเรียนรู้จากพระเยซูคริสต์คือการมีสติ พระเยซูต้องการแสดงให้เห็นว่า ในโลกนี้ ความทุกข์ยากเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับทุกคนและมักจะมาพบกับเราในยามที่เราไม่คาดคิด ความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้นในโลกเพราะความบาปของมนุษย์ แต่พระเยซูมีทางออกให้เราอยู่เสมอ เพราะพระองค์สัญญาไม่ทอดทิ้งเรา เพราะพระองค์ตรัสว่า พระองค์จะส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาหาเรา “เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์ไม่ตรัสโดยพละการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:13) ดังนั้น การมีสติอย่างแรกคือ การมีสติคือการที่เราตระหนักว่า เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในเรา เราไม่ได้อยู่คนเดียว เมื่อมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ให้เรามีสติที่มาจากพระเจ้าว่า พระเจ้าอยู่กับเรา ให้เราอธิษฐานต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือปรึกษากับพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์จะสำแดงความจริงของชีวิตแก่เรา เช่น ตัวอย่างที่หนึ่ง เมื่อมีการเจ็บป่วยในครอบครัวอย่างกระทันหัน ให้เรามีสติ ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระองค์จะเปิดทิศทางต่างๆแก่เราว่าจะรักษาหรือแก้ไขอย่างไร ด้วยวิธีใด เมื่อมีการตายอย่างกระทันหันในครอบครัว ให้เรามีสติว่า ญาติพี่น้องที่จากไป เขาไปอยู่กับพระเจ้า อัครทูตเปาโลเป็นคนหนึ่งที่มีสติ ท่านไม่กลัวตายท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์” (ฟิลิปปี 1:23) เพราะสวรรค์ย่อมดีกว่าที่เราเป็นอยู่ในโลกนี้ ความอาลัยย่อมต้องมีเพราะเราจะไม่เห็นหน้าหรือพูดคุยกับผู้ที่จากเราไปอีกในโลกนี้ แต่เราจะพบเขาและคุยกันอีกในแผ่นดินของพระเจ้า ตัวอย่างที่สอง เมื่อมีการตกงาน ให้เรารู้ว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียว เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับเรา พระองค์จะนำเราให้รอดพ้นจากความยากลำบาก ตัวอย่างที่สาม เมื่อมีปัญหาในครอบครัวก็เช่นกัน ให้เรามีสติ เช่นสามีภรรยาต้องการจะเลิกกันโดยอีกฝ่ายหนึ่งคาดไม่ถึง แสดงว่าฝ่ายนั้นลืมความรักดั้งเดิมของเขา เขาเอาความรักของพระเจ้าไปทิ้งเสียแล้ว ถ้าสามีเป็นผู้บอกเลิกกับภรรยาโดยที่ภรรยาคาดไม่ถึงโดยไม่ใช่ความผิดของภรรยา เขาก็ทำบาปต่อพระเจ้า แต่ สามีหรือภรรยาต้องมีสติ พร้อมที่จะให้อภัยต่อกันเพื่อเห็นแก่คำสัญญาที่ให้ไว้ในวันแต่งงาน เช่นเดียวกัน เมื่อเวลาที่ลูกทำผิดโดยคาดไม่ถึง เราจะโทษลูกหรือโทษตัวเองหรือ แล้วใครจะช่วยเราให้พ้นจากความทุกข์ทรมานนี้ได้ ดังนั้น การมีสติจะช่วยให้ทุกอย่างคลายเครียดลง ให้อธิษฐานขอพระเจ้าให้อภัย และขอพระเจ้าให้เปิดทางแก่เรา การมีสติอย่างที่สองคือ ทำให้เรารู้จักการเตรียมตัวเตรียมใจ เหตุการณ์ที่เกิดกับพวกสาวกข้างต้นสอนเราให้รู้ว่า เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงจะเกิดขึ้นไม่วันนี้ก็วันข้างหน้า เราจะเตรียมตัวอย่างไร ถ้าเราเจ็บป่วยอย่างคาดไม่ถึง ในปัจจุบันนี้ การมีประกันสุขภาพหรือเงินก้อนหนึ่งจะรักษาโรคและซื้อเวลาไปพักหนึ่ง บางคนบอกว่า เรามีพระเจ้า พระองค์จะดูแลเราไม่ให้เจ็บป่วย แต่ตราบาปต่างหากได้ทำลายชีวิตของเรา นั่นคือร่างกายที่มีแต่จะเสื่อมลง เรามีหน้าที่ต้องรักษาร่างกายนึ้ให้ดีที่สุด เพราะเป็นที่ประทับของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายนี้ตายลง ให้เราบอกกับพระเจ้าว่า เราได้รักษาพระวิหารของพระเจ้าให้ดีที่สุดแล้ว เมื่อจิตวิญญาณของเราต้องออกจากร่างนี้ไป เรามีที่อยู่ใหม่ที่พระเจ้าตระเตรียมให้แก่เราแล้ว เช่นดียวกัน ในกรณีที่ต้องตกงานอย่างคาดไม่ถึง เราได้ตระเตรียมทุนทรัพย์ในยามขาดแคลนก็ช่วยซื้อเวลาสักพักหนึ่ง ทำให้เรามีเวลาที่จะคิดต่อไป ดังนั้น ในทุกๆวันที่เราทำงาน เราได้สะสมเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับตัวเราและครอบครัวหรือไม่ ดังนั้น เมื่อเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นกับเราให้เรามีสติที่จะขอพระวิญญาณบริสุทธิ๋ช่วยเราคิดให้ออกว่าเราจะแก้ไขอย่างไร อัครทูตเปาโลได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟีลิปปี 4:13) นอกจากนี้ ให้เราเผชิญกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงด้วยการเตรียมตัวตั้งรับกับมัน ให้เรามองไปรอบข้างของเรา คนที่มีพ่อแม่อยู่ในวัยชราหรือตัวเองอยู่ในวัยชราหรือคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรัง ให้เรามีสติและเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการบอกลูกหลานให้เข้าใจถึงความจริง ชีวิตคริสเตียนเปรียบเสมือนนักท่องเที่ยวพร้อมกระเป๋าเดินทาง โลกนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชั่วคราวของเรา วันหนึ่ง เราต้องกลับบ้าน สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราที่เราต้องตระเตรียมคือจิตวิญญาณของเราและคนที่เรารัก ถ้ามีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นกับเราในวินาทีต่อจากนี้ไป เราแน่ใจหรือไม่ว่า จิตวิญญาณของเราได้รับความรอดแล้ว ขอพระเจ้าช่วยเราให้มีสติปัญญาของพระองค์