การดำเนินชีวิตคริสเตียน
58. สัญญาใจ
สัญญาใจ หรือ Commitment เป็นข้อผูกมัดระหว่างคนสองคนหรือคนสองฝ่าย โดยไม่ต้องมีใบสัญญา การที่คนสองคนอยู่ด้วยกันในบ้านเดียวกัน เช่นสามีภรรยา หรือคนสองกลุ่มอยู่ด้วยกันในประเทศเดียวกันมีความคิดเห็นต่างกัน มีขนบธรรมเนียมแตกต่างกัน แต่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบหรืออย่างมีสันติสุขเพราะคำสัญญาใจที่ให้ไว้ระหว่างกัน ตัวอย่าง คนสองคนต้องกันอยู่ร่วมกันจะต้องมาผูกมัดใจกันหรือสัญญากันว่าจะอยู่ร่วมกันตลอดไป ไม่ว่าจะรวยหรือจน จะแข็งแรงหรือป่วย ก็จะอยู่ร่วมกันจนตาย ประธานาธิบดีของสองประเทศต้องการเป็นมิตรกันก็ทำข้อผูกมัดหรือสัญญาใจต่อกันโดยไม่ต้องทำสนธิสัญญาต่อกัน แต่แล้วเราพบว่า ในความเป็นจริงคนใดคนหนึ่งหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมักผิดคำสัญญาใจ เช่น สามีหรือภรรยาผิดสัญญาใจกัน ในปัจจุบัน มีคู่แต่งงานซึ่งคำสัญญาใจกันในลักษณะต่างๆ เช่น เราแต่งงานกัน แต่สมบัติก่อนแต่งงานไม่เกี่ยวข้องกัน บางคนมีสมบัติมากมาย กลัวอีกฝ่ายหนึ่งจะแต่งงานเพราะสมบัตินั้น เลยอยุ่ด้วยกันแต่ไม่จดทะเบียนสมรสกัน สัญญาใจของคนเหล่านี้เป็นการผูกมัดใจแบบครึ่งๆกลางๆ คนเหล่านี้ลงท้ายด้วยการแยกทางกัน อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ผู้ร่วมงานกันตั้งบริษัท ผู้มาตั้งบริษัทต้องสัญญาใจกันว่า จะร่วมกันทำงานจนกว่าจะสำเร็จและให้บริษัทอยู่ตลอดไป แต่แล้วเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงทำให้รักษาคำสัญญาใจไม่ได้ ตัวอย่างอื่นๆ มีมากมาย สัญญาใจกับลูกว่าจะไปชมกีฬาที่ลูกเล่นทุกนัด สัญญาใจว่าจะมาเรียนพระคัมภีร์ร่วมกันในกลุ่มของเขา สัญญาใจว่าจะไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉิน
ให้เรามาดูตัวอย่างในพระคัมภีร์ ในพระธรรมรูธ บทที่ 1 ข้อ 1-18
1:1 อยู่มาในสมัยเมื่อผู้วินิจฉัยครอบครองอยู่นั้นเกิดกันดารอาหารขึ้นในแผ่นดิน มีชายคนหนึ่งเป็นชาวเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ไปอาศัยอยู่ในแผ่นดินโมอับ คือตัวเขาพร้อมกับภรรยาและบุตรชายสองคน
1:2 ชายคนนั้นชื่อเอลีเมเลค ภรรยาชื่อนาโอมี บุตรชายสองคนชื่อมาห์โลนและคิลิโอน เป็นชาวเอฟราธาห์ มาจากเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ เขาทั้งหลายเดินทางเข้าไปในแผ่นดินโมอับและอาศัยอยู่ที่นั่น
1:3 แต่เอลีเมเลคสามีของนางนาโอมีสิ้นชีวิตเสีย ทิ้งนางไว้กับบุตรชายทั้งสอง
1:4 บุตรชายสองคนนี้ก็ได้หญิงชาวโมอับมาเป็นภรรยา คนหนึ่งชื่อโอรปาห์ อีกคนหนึ่งชื่อรูธ เขาทั้งหลายอยู่ที่นั่นประมาณสิบปี
1:5 แล้วมาห์โลนและคิลิโอนทั้งสองคนก็สิ้นชีวิต หญิงคนนั้นก็ต้องเปล่าเปลี่ยวเพราะเหตุสามีและบุตรชายทั้งสองของนางต้องล้มหายตายจากไป
1:6 แล้วนางนั้นพร้อมกับลูกสะใภ้ทั้งสองก็ลุกขึ้นออกเดินทางจากแผ่นดินโมอับ เพราะว่าเมื่ออยู่ในแผ่นดินโมอับนั้น นางได้ยินข่าวว่า พระเยโฮวาห์ได้ทรงเยี่ยมเยียนชนชาติของพระองค์และประทานอาหารแก่เขาทั้งหลาย
1:7 นางจึงออกจากตำบลที่นางอยู่พร้อมกับบุตรสะใภ้ทั้งสอง เดินตามทางกลับไปยังแผ่นดินยูดาห์
1:8 แต่นาโอมีกล่าวแก่บุตรสะใภ้ทั้งสองของนางว่า “ไปเถิด ขอให้ต่างคนต่างกลับไปบ้านมารดาของตน ขอพระเยโฮวาห์ทรงพระเมตตาต่อเจ้าทั้งสองดังที่เจ้าได้เมตตาต่อผู้ที่ตายไปแล้วและต่อแม่
1:9 ขอพระเยโฮวาห์ทรงโปรดให้เจ้ามีความสงบ ขอให้ต่างก็ได้เข้าอยู่ในเรือนของสามี” แล้วนาโอมีก็จุบลูกสะใภ้ทั้งสอง ต่างก็ส่งเสียงร้องไห้
1:10 นางทั้งสองจึงพูดกับแม่สามีว่า “อย่าเลย เราทั้งสองจะกลับไปกับแม่ไปถึงชนชาติของแม่”
1:11 แต่นาโอมีตอบว่า “ลูกสาวของแม่เอ๋ย จงกลับไปเสียเถอะ จะไปกับแม่ทำไมเล่า แม่ยังจะมีบุตรชายในครรภ์ให้เป็นสามีของเจ้าหรือ
1:12 ลูกสาวของแม่เอ๋ย กลับไปเสียเถอะ กลับไปตามทางของเจ้า แม่แก่เกินที่จะมีสามีแล้ว หากแม่จะว่าแม่ยังมีความหวังอยู่ ถ้าแม่จะมีสามีคืนวันนี้และให้กำเนิดบุตรชาย
1:13 แล้วเจ้าจะรออยู่จนบุตรชายนั้นเติบโตได้หรือ เจ้าจะอดใจไม่แต่งงานหรือ อย่าเลยลูกสาวของแม่เอ๋ย แม่มีความขมขื่นมากเพราะเห็นแก่เจ้า ที่พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์ได้กระทำแก่แม่ถึงเพียงนี้”
1:14 แล้วต่างก็ส่งเสียงร้องไห้อีก โอรปาห์ก็จุบลาแม่สามี แต่รูธยังเกาะแม่สามีอยู่
1:15 นาโอมีจึงว่า “ดูเถิด พี่สะใภ้ของเจ้ากลับไปหาชนชาติของเขาและหา พระของเขาแล้ว จงกลับไปตามพี่สะใภ้ของเจ้าเถิด”
1:16 แต่รูธตอบว่า “ขอแม่อย่าวิงวอนให้ฉันจากแม่หรือเลิกติดตามแม่ไปเลย เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ที่ไหนฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉัน และพระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน
1:17 แม่ตายที่ไหนฉันจะตายที่นั่น และจะขอให้ฝังฉันไว้ที่นั่นด้วย ถ้ามีอะไรมาพรากฉันจากแม่นอกจากความตาย ก็ขอพระเยโฮวาห์ทรงลงโทษฉัน และให้หนักยิ่งกว่า”
1:18 เมื่อนาโอมีเห็นว่ารูธตั้งใจจะไปด้วยจริงๆแล้ว นางก็ไม่พูดอะไรอีก
ตามประเพณีของชาวยิว ลูกสะไภ้ทั้งคู่ต่างก็มีสัญญาใจ จะต้องอยู่กับเนโอมีตลอดไป แต่เนโอมีเข้าใจและต้องการให้ลูกสะไภ้มีอิสระจากสัญญาใจเพื่อประโยชน์ของลูกสะไภ้ ทั้งสอง ดังนั้น สัญญาใจจะยกเลิกได้ ต่อเมื่อฝ่ายหนึ่งเสียสละเพื่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างที่เนโอมีได้กระทำต่อลูกสะไภ้ทั้งสอง จะเห็นว่า โอรปาห์ยอมลานางนาโอมีไป แต่นางรูธต้องการรักษาสัญญาใจต่อไป นางรูธยืนยันว่า “แม่ตายที่ไหนฉันจะตายที่นั่น และจะขอให้ฝังฉันไว้ที่นั่นด้วย ถ้ามีอะไรมาพรากฉันจากแม่นอกจากความตาย ก็ขอพระเยโฮวาห์ทรงลงโทษฉัน และให้หนักยิ่งกว่า” แน่นอนการอยู่ร่วมกันย่อมมีการผิดใจกัน โกรธกันบ้าง แต่สัญญาใจทำให้เรารู้จักที่จะให้อภัยต่อกัน และรักเขาโดยไม่มีข้อแม้
พระเจ้าได้ทำสัญญาใจกับมนุษย์ตั้งแต่มนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้าว่า จะนำมนุษย์กลับไปอยู่กับพระองค์อีก คำสัญญาใจนี้ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่ามนุษย์จะผิดคำสัญญาใจครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้า พระเจ้าเป็นแบบอย่างที่ดีกับเรา คำสัญญาใจระหว่างกันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อชีวิตของเรา ทำให้เราเป็นบุคคลที่มั่นคง เป็นที่ไว้วางใจ เป็นคนสัตย์ซื่อต่อตนเองและปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรักและรู้จักให้อภัยตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ พระองค์สัญญาจะเสด็จมาเพื่อไถ่ความผิดบาปของมวลมนุษย์ พระองค์ให้อภัยแก่เรา พระองค์ไม่เปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งเมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน พระเยซูจึงตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ขอโปรดอภัยโทษพวกเขา เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร” (ลูกา 23:34) เพราะพระเยซูคริสต์ทรงสัญญาใจกับมวลมนุษย์ว่า พระองค์จะเสด็จมานำมวลมนุษย์กลับไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ เพียงแต่เราสารภาพความผิดบาปและเชื่อพระเยซูคริต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเรา