การดำเนินชีวิตคริสเตียน
57. เสริมสร้างความเชื่อ
ในชีวิตของเรา เรามีคนที่เราเชื่อและวางใจที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Faith ไหม ตัวอย่างของการเชื่อวางใจ เช่น เราเดินไปนั่งที่เก้าอี้ เราวางใจในเก้าอี้ตัวนั้นว่า นั่งแล้วขาเก้าอี้จะไม่หัก อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เราโดยสารเครื่องบินไปเมืองไทย เราเชื่อว่า เครื่องบินลำนั้นจะพาเราไปถึงจัดหมายหมายได้ นี่เป็นความเชื่อที่เรามองเห็น ทั้งนี้ เพราะเราอาศัยประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่น
แต่ชีวิตของเราในแต่ละวัน เราเผชิญกับสิ่งที่เรามองไม่เห็นไม่รู้ เราต้องอาศัยความเชื่อ คนไม่มีพระเจ้า ก็เชื่อเรื่องเวรกรรมว่า แล้วแต่บุญที่สะสมมาแต่ปางก่อนช่วยให้เขารอด ส่วนเราซึ่งเชื่อพระเจ้า เราเชื่อว่า พระเจ้าทรงดูแลเราอยู่ การที่เราเชื่อวางใจเช่นนั้นได้ เพราะพระคัมภีร์สอนเราไว้ ความเชื่อของเราเป็นเหมือนเด็กเล็กๆที่ไร้เดียงสาที่อยู่กับพ่อแม่ เวลาที่พ่อให้ลูกระโดดลงมาจากที่สูง ลูกคนนั้นกระโดดลงมาโดยไม่หวาดกลัว เพราะเด็กคนนั้นเชื่อและวางใจพ่อของเขาทั้งๆที่เด็กคนนั้นไม่มีประสบการณ์ทั้งสิ้น รู้จากสัญชาตญาณว่า นี่เป็นพ่อที่ไว้วางใจได้ เราผู้ที่เชื่อพระเจ้าต้องมีลักษณะของเด็กเล็กๆคนนี้ ดังที่พบในพระธรรมเอเฟซัส “บัดนี้ ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์สามารถกระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่ เราจะทูลขอหรือคิดได้ ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา” (เอเฟซัส 3:20) ในแง่จิตวิญญาณ เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ เราไม่ใช่เด็กทารก แต่เราผ่านชีวิตทางโลกมาแล้ว แต่การมาเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ เรามักมีข้อสงสัยมากมาย เพราะเราเชื่อตามประสบการณ์ของโลกนี้ เพราะ เรายังไม่รู้จักพระเจ้าของเราว่า เราจะเชื่อวางใจได้เพียงไหน แต่อาจารย์เปาโลบอกเราว่า “เพราะเราดำเนินโดยความเชื่อ มิใช่ตามที่ตามองเห็น” (2 โครินธ์ 5:7) ดังนั้น เราต้องเสริมสร้างความเชื่อของเราให้เข้มแข็งขึ้นทุกๆวัน พระธรรมยูดาเขียนไว้ว่า “แต่ท่านทั้งหลายผู้เป็นที่รัก จงก่อสร้างตัวของท่านขึ้นบนความเชื่ออันบริสุทธิ์ยิ่งของท่าน โดยการอธิษฐานด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ยูดา 1:20) การเชื่อวางใจที่เสริมสร้างขึ้นมาของคริสเตียนต้องอาศัยประสบการณ์ที่เรียนรู้มาจากพระคัมภีร์ ไม่ใช่จากคนซึ่งไม่รู้จักพระเจ้า การอ่านพระคัมภีร์ทำให้เราได้เห็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่กระทำในชีวิตของคนที่เชื่อพระเจ้าและของเราเองหรือคนอื่นในปัจจุบันที่เรารู้จัก ทำให้เราเชื่อวางใจในพระเจ้ามากขึ้น แสดงว่า ความเชื่อของเราได้ถูกเสริมสร้างขึ้นมาแล้ว แต่มี คริสเตียนจำนวนมากซึ่งมาเชื่อพระเจ้าใหม่ๆหรือเชื่อนานแล้วแต่ไม่มีการเสริมสร้าง มักขาดความมั่นใจ ไม่แน่ใจในฤทธิ์เดชของพระเจ้าว่า พระองค์จะทรงดูแลทุกสิ่งได้ ยิ่งถ้าพบกับปัญหาหนักๆเข้า เลยขาดความเชื่อวางใจในพระเจ้า ดังนั้น คนที่มีความเชื่อถูกสร้างขึ้นให้เข้มแข็งนั้นดูได้จากใบหน้า ท่าทางตลอดจนความประพฤติ ใบหน้าจะมีสง่าราศี สดชื่น ยิ้มแย้ม ท่าทางคึกคัก ตื่นเต้น ร่าเริง ไม่เบื่อหน่าย หรือซึมเศร้า และเวลาพูดจา จะมีแต่พระคำของพระเจ้าออกจากปากของเขา แสดงถึงความเชื่อที่เติบโตเสริมสร้างขึ้นมา ความเชื่อเปรียบเสมือนกล้ามเนื้อ ต้องมีการออกกำลัง ไม่เช่นนั้นกล้ามเนื่อจะลีบไป ดังนั้น การเสร้มสร้างความเชื่อวางใจคือการที่ความเชื่อมีการเจริญเติบโต ในทางตรงข้าม การที่ความเชื่อไม่ถูกเสริมสร้างขึ้น เพราะมีบางสิ่งมาต่อต้านหรือบั่นทอนการเติบโตของความเชื่อ เช่น มีคนชวนเราไปหาหมอดู ไปเที่ยวในสถานที่อบายมุข ไปซื้อลอตตอรี่ หรือเพราะเห็นคนนั้นถูกรางวัลที่หนึ่งเกิดความโลภ เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เราเสริมสร้างความเชื่อของเราไม่ได้ เพราะต่อสู้กับคำสั่งสอนนพระคัมภีร์ ให้เรามาดู ตัวอย่างของคนที่เสริมสร้างความเชื่อแล้วจะมีลักษณะเช่นนี้คือ ไม่ว่าเขาจะเปิดร้านค้าขายอะไร เขาต้องเชื่อและวางใจในพระเจ้า ด้วยการอธิษฐานขอพระเจ้ามาเปิดร้านค้าขายกับเขา แล้วพระเจ้าจะตรัสกับเขาว่า ควรเปิดหรือไม่ ถ้าพระเจ้าไม่ให้เปิดก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เปิดไม่ได้ คือเชื่อว่า พระเจ้าจะช่วยเราตัดสินใจในการเปิดร้านค้าขาย ไม่ใช่เปิดร้านค้าขายก่อนแล้วค่อยขอพระเจ้า แสดงว่า เราให้พระเจ้ามาเป็นคนใช้ของเราแทนที่จะเป็นนายของเรา
มีคนจำนวนมากที่มาโบสถ์ทุกอาทิตย์มาร้องเพลง อธิษฐาน ฟังเทศน์เพื่อเติมกำลังไว้ต่อสู้ชีวิตในอีกหนึ่งสัปดาห์ แต่พอถามว่า ชีวิตเป็นอย่างไร เขาจะตอบว่า “อยู่ไปวันๆ” ภาษาอังกฤษบอกว่า “Hanging there” โดยข้อเท็จจริงแล้ว เราหลายๆคนที่มาโบสถ์ก็เป็นอย่างนั้น แต่คริสเตียนที่ถูกเสริมสร้างขึ้นต้องดีกว่าอยู่ไปวันๆ เราต้องอยู่อย่างผู้ชนะ พระธรรมโรมกล่าวว่า “แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย” (โรม 8:37) การเป็นผู้ชนะคือการเข้าสู่สงครามแล้ว เราต้องชนะ เราเป็นลูกของพระเจ้า พระองค์ทรงรักเรา พระเจ้าของเราทรงรอบรู้ทุกสิ่ง มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง และอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระองค์ทรงต้องการให้ลูกของพระองค์อยู่อย่างผู้ชนะในโลกนี้ อย่างเช่นอาจารย์เปาโลกล่าวว่า “เพราะข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟีลิปปี 4:13) ในพระคัมภีร์ที่แปลจาก New King James version พระธรรมยูดาเขียนไว้ว่า “แต่ท่านทั้งหลายผู้เป็นที่รัก จงก่อสร้างตัวของท่านขึ้นบนความเชื่ออันบริสุทธิ์ยิ่งของท่าน โดยการอธิษฐานด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ยูดา 1:20) ส่วนในพระคัมภีร์ ฉบับพระคริสตธรรมคัมภีร์ เขียนว่า “แต่ส่วนท่านที่รักทั้งหลาย นั้น จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนหลักคำสอนอันบริสุทธิ์ของท่านที่เชื่อกันอยู่ โดยการอธิษฐานด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ยูดา 1:20) หมายความว่า เราจะเสริมสร้างความเชื่อวางใจได้นั้น เราต้องอาศัยพระคำของพระเจ้าที่เราเชื่อคือพระคัมภีร์เป็นหลักในการเจริญเติบโตของความเชื่อของเรา โดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การเสริมสร้างความเชื่อไม่ใช่เกิดได้ในทันทีทันใด ต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์กับพระเจ้าให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในใจของเราสั่งสอนเรา นั่นคือ ให้เราอ่านพระคัมภีร์ทุกๆวัน และอธิษฐานทุกๆวัน ไม่ว่าเราจะเป็นสุขหรือทุกข์ อาจารย์เปาโลสอนเราว่า “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใด ๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจทุกอย่าง จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ (ฟีลิปปี 4:6-7) สรุปคือ คริสเตียนดำเนินชีวิตด้วยการเสริมสร้างความเชื่อวางใจในพระเจ้าทุกเวลา โดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่าหวั่นไหวต่อเหตุการณ์ต่างๆในโลกนี้ เพราะพระเจ้าทรงควบคุมสถานการณ์ทุกอย่าง