การดำเนินชีวิตคริสเตียน

56. สติปัญญาของพระเจ้า

มนุษย์มีสติปัญญาของพระเจ้าตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา “พระเจ้าจึงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายา ของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็น ชายและหญิง” (ปฐมกาล 1:27) พระฉายาของพระเจ้าคือคุณลักษณะ คุณสมบัติหรือภาพพจน์ของพระเจ้า นั่นคือมนุษย์มีอารมณ์ ความรู้สึก สำนึก และสติปัญญา ตามพระลักษณะของพระเจ้า เมื่อมนุษย์ได้ทำ บาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ฉายาของพระเจ้าในมนุษย์ได้เสื่อมสลายลง มนุษย์หันมาพึ่งตนเองมากขึ้น มนุษย์ใช้สติปัญญาของตนเองในวิถี ทางต่างๆ 1. มนุษย์ใช้สติปัญญาของตนเองในการดำเนินชีวิตในโลก ตั้งแต่เด็กๆ ด้วยการศึกษาเล่าเรียน พอเป็นผู้ใหญ่ก็ทำงานหาเลี้ยงชีพ เลี้ยงดูครอบครัว สร้างสรรค์และประดิษฐ์สิ่งของต่างๆเพื่ออำนวย ความสะดวกและความอยู่รอดของมวลมนุษย์ พอเข้าสู่วัยชรา ก็ไปท่องเที่ยวหาความสุขสำราญ ชื่นชมกับลูกหลาน และสิ่งสุดท้าย ก็ทำพินัยกรรมและตระเตรียมซื้อที่ฝังศพหรือเผาศพในที่สุด นี่คือวัตจักรของชีวิต แต่มีคนจำนวนมาก ไม่มีโอกาสเข้าสู่วัตจักร อย่างครบวงจรนี้ เขาใช้สติปัญญาในทางที่ผิด เช่นใช้สติปัญญาใน การคดโกงเขาหรือทำร้ายผู้อื่นจนถูกจับติดคุกติดตะราง 2. มนุษย์ใช้สติปัญญาของตนเองในการแสวงหาความสงบในชีวิต เข้าวัดเข้าวาฟังธรรมะ เพราะว่า ถ้ามีโลกหน้าหลังจากที่ต้องจากโลก นี้ไป เขายังมีความหวังว่าจะมีโอกาสไปสู่โลกที่ดีกว่า นี่ก็เป็นสติ ปัญญาของมนุษย์ 3. มนุษย์ใช้สติปัญญาของตนเองในการแสวงหาทางรอดด้วยวิธีต่างๆ ตั้งแต่ปฐมกาล มนุษย์ซึ่งไม่รู้จักพระเจ้าแสวงหาทางรอด หว้งไปสู่ที่ดี กว่า ด้วยการการกราบไหว้เทพเจ้า การถวายเครื่องบูชาเซ่นเทพเจ้า หรือ การทำความดีด้วยวิธีการต่างๆ เช่นสร้างวัดสร้างวา ปล่อยนกปล่อยปลา การไปใช้ชีวิตสันโดษเช่นโยคีไปอยู่ในป่าดง หรือการนั่งสมาธิวิปัสนา ต่างๆ หวังว่าจะพบกับความรอดได้ แต่ไม่มีหลักประการใดๆที่จะแน่ใจ ว่าเขาจะรอดได้ เพราะนี่ก็เป็นสติปัญญาของมนุษย์ แต่ถ้ามนุษย์มีสติปัญญาของพระเจ้าตามพระฉายาของพระองค์แล้ว มนุษย์จะรู้ว่า มนุษย์นั้นเกิดเองไม่ได้ จะต้องมีพระผู้สร้าง นั่นคือพระ เจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง เราทั้งหลายจึงต้องแสวงหาข้อเท็จจริงว่า เราเกิดมาในโลกนี้เพราะอะไร มนุษย์ถูกไล่ออกจากสวนเอเดน ลงมาอยู่ ในโลกนี้เพราะความบาปของเรา พระเจ้าได้ทรงรักเรา จึงได้ทรงส่ง พระเยซูคริสต์มาบังเกิดในโลกนี้และทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อเอาพระโลหิตของพระองค์มาชำระความบาปของเรา ให้เราได้ รับความรอดและพระองค์ได้ฟื้นคืนพระชนม์และเสด็จกลับสู่สวรรค์ เพื่อรับผู้ที่เชื่อพระองค์ไปอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ แต่มนุษย์ที่อาศัยสติ ปัญญาของตนเองเขาคิดว่าเรื่องพระเยซุคริสต์และไม้กางเขนเป็นเรื่อง โง่เขลา อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “คนมีปํญญาแห่งยุคนี้อยู่ที่ไหน บัณฑิต แห่งยุคนี้อยู่ที่ไหน นักโต้ปัญหาแห่งยุคนี้อยู่ที่ไหน พระเจ้าได้ทรงกระ ทำปัญญาของโลกให้โฉดเขลาไปแล้ว” (1โครินธ์ 1:20) คนซึ่งไม่เชื่อพระ เยซูคริสต์คิดว่า เพียงพระเยซูมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนจะทำให้เขา รอดได้อย่างไร คนทำผิดทำบาปไม่ต้องถูกลงโทษไปสู่นรก แต่ถ้าเขา สารภาพความผิดบาป เขาก็รอด ในความคิดสติปัญญาของเขา มันไม่ ยุติธรรม เขาจึงไม่เชื่อคำเทศนาเรื่องพระเยซูคริสต์สามารถมอบชีวิต นิรันทร์แก่เขา อาจารย์เปาโลจึงกล่าวว่า “เพราะตามที่ทรงกำหนดไว้ ตามพระสติปัญญาของพระเจ้า โลกไม่รู้จักพระเจ้าได้โดยปัญญาของ ตน พระเจ้าจึงทรงโปรดช่วยคนที่เชื่อให้รอดโดยคำเทศนาเรื่องโง่ๆ แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้วพวกยิวและพวกกรีก ต่างถือ ว่าพระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า ” (1โครินธ์ 1:21, 24) และสำหรับคริสเตียนซึ่งมีสติปัญญาของพระเจ้า แล้วรู้ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า เช่นกัน อาจารย์เปาโลบอกว่า สติปัญญาของพระเจ้ายิ่งใหญ่เหนือสติ ปัญญาของมนุษย์ “เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญ ญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลัง ของมนุษย์” (1โครินธ์ 1:25) จะเห็นว่าพระเยซูคริสต์ทรงเลือกคนที่ โลกหรือคนฉลาดของโลกถือว่าโง่เขลา อ่อนแอ ต่ำต้อย ถูกดูหมิ่นและ เห็นว่าไร้สาระให้มาเชื่อพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นบ่อเกิดของ ปัญญาทั้งสิ้น “โดยพระองค์ ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเจ้า ทรงตั้งพระองค์ให้เป็นปัญญาและความชอบธรรมของเราและเป็นผู้ไถ่ เราไว้ให้พ้นบาป (1โครินธ์ 1:30) สรุปคือพระเยซูคริสต์คือสติปัญญา ของเรา ถ้าเราถ่อมใจลง ยอมรับพระเยซูคริสต์ แล้วพระองค์จะสั่งสอน เราให้มีสติปัญญาของพระองค์ในการดำเนินชึวิตในโลกนี้อย่างมีสัน ติสุข พระเจ้าตรัสว่า “เราได้สอนเจ้าในเรื่องปัญญาแล้ว เราได้นำเจ้าใน วิถีของความเที่ยงธรรม เมื่อเจ้าเดิน ย่างเท้าของเจ้าจะไม่ถูกขัดขวาง และถ้าเจ้าวิ่ง เจ้าจะไม่สดุด (1สุภาษิต 4:11-12) ให้เรายึดพระเยซูคริสต์ ไว้ให้มั่น เพราะเราจะได้มีสติปัญญาของพระเจ้าได้ เราจะไม่อาศัยสติ ปัญญาของเราเองอีกต่อไป