การดำเนินชีวิตคริสเตียน

51. ยืมเงินมีบันทึกในพระคัมภีร์อย่างไร

การยืมเงินคือการเอาเงินของคนอื่นมาใช้ คนยืมเงินมีหลายประเภท ยืมเงินเพื่อทำการค้าขาย ไปปลูกบ้าน ไปจ่ายค่ารักษาในโรงพยาบาล และยืมเงินด้วยเหตุผลอื่นๆ คนจำนวนมากยืมเงินเพราะความจน เพราะเขาไม่มีอาหารรับประทาน ไม่มีที่อยู่ ไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ คนเหล่านี้น่าสงสาร นี่เป็นเหตุผลที่คนยืมเงิน แท้ที่จริง การยืมเงินไม่ใช่ความบาป แต่พระเจ้าไม่สนับสนุนให้คริสเตียนยืมเงิน เพราะมีผลร้ายแก่ทั้งผู้ให้ยืมเงินและผู้ยืมเงิน เช่น ถ้ายืมแล้ว ไม่คืนตามกำหนดเวลาที่ตกลงกัน ก็ทำให้เกิดความไม่สบายใจแก่ทั้งสองฝ่าย แต่ถ้ายังมีคนยากลำบากที่ต้องยืมเงิน พระเจ้าได้เตือนผู้ที่ให้ยืมว่า 1. ผู้ให้ยืมอย่าถือว่าเป็นเจ้าหนี้และห้ามคิดดอกเบี้ย “ถ้าเจ้าให้ประชากรของเราคนใดที่เป็นคนจน และอยู่กับเจ้ายืมเงินไป อย่าถือว่าตนเป็นเจ้าหนี้ และอย่าคิดดอกเบี้ยจากเขา” (อพยพ 22:25) พระเจ้าได้เตือนอีกว่า “ท่านอย่าให้พี่น้องของท่านยืมเงินเพื่อเอาดอกเบี้ย ไม่ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ หรือดอกเบี้ยเครื่องบริโภคหรือ ดอกเบี้ยของสิ่งใดๆที่ให้ยืมเพื่อเอาดอกเบี้ย ท่านจะให้คนต่างด้าวยืมเพื่อเอาดอกเบี้ยก็ได้ แต่สำหรับพี่น้องของท่าน ท่านอย่าให้ยืมเพื่อเอาดอกเบี้ย เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่าน ในทุกสิ่งซึ่งท่านกระทำ ในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะเข้าไปยึดครองนั้น (เฉลยธรรมบัญญัติ 23:19-20) อีกข้อพระธรรมหนึ่ง พระเจ้าตรัสว่า “เจ้าอย่าให้เขายืมเงินด้วยคิดดอกเบี้ยหรือขายอาหารด้วยเอากำไรจากเขา (เลวีนิติ 25:37) 2. ผู้ให้ยืมห้ามหวังผลกำไร เพราะพระเจ้าทรงเตือนคนให้คนอื่นยืมอย่าหวังผลกำไรว่า “บุคคลที่เพิ่มทรัพย์ศฤงคารของตนด้วยดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม พระเจ้าจะทรงเอาทรัพย์นั้นไปจากเขาเพื่อเพิ่มแก่คนที่เอ็นดูคนยากจน” (สุภาษิต 28:8) 3. ผู้ให้ยืมอย่ายืมเงินผู้อื่น คำอธิบายคือ ผู้ให้ยืมไปขอยืมเงินคนอื่นโดยจ่ายดอกเบี้นต่ำและเอาเงินนั้นไปให้คนอื่นกู้ยืมอีกทีโดยคิดดอกเบี้ยสูงเพื่อหวังผลกำไร พระคัมภีร์ได้เตือนว่า “เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรท่านดังที่พระองค์สัญญาต่อท่านนั้น ท่านทั้งหลายจะให้ประชาชาติหลายชาติยืมของของท่านแต่ท่านอย่ายืมของเขาเลย ท่านทั้งหลายจะปกครองอยู่เหนือหลายประชาชาติ แต่เขาทั้งหลายจะไม่ปกครองเหนือท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ 15:6) ที่น่าสนใจก็คือพระเจ้าอนุญาตให้ชนชาติอิสราเอลให้คนต่างชาติยืมได้ ด้วยความหวังในอนาคตว่า คนต่างชาติเหล่านี้จะสำนึกในบุญคุณของชนชาติอิสราเอล และเป็นหลักประกันว่า ชนชาติเหล่านั้นไม่มาทำสงครามกับชนชาติอิสราเอล 4. ผู้ให้ยืมเงินต้องการช่วยจริงๆ บางคนที่มั่งมี มีเงินให้คนยืมเงินเพราะต้องการข่วยเหลือเขา “เขาเป็นผู้ที่มิได้ให้คนอื่นกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ย และไม่ยอมรับสินบนต่อสู้ผู้ไร้ความผิด” (สดุดี 15:5) สรุปคือ พระเจ้าทรงย้ำว่า “เจ้าอย่าให้เขายืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย” (เลวีนิติ 25:37) อีกข้อหนึ่ง เนหะมีย์กล่าวว่า “ยิ่งกว่านั้นอีก ข้าพเจ้ากับพี่น้องของข้าพเจ้าและคนใช้ของข้าพเจ้าให้เขายืมเงินและยืมข้าว ให้เราเลิกการให้ยืมโดยเรียกของประกันนั้นเสียเถิด” (เนหะมีย์ 5:10) นั่นคือ ให้ยืมเพื่อช่วนเหลือคนยืม 5. ผู้ให้ยืมต้องเป็นคนชอบธรรม พระคัมภีร์กล่าวว่า “คนอธรรมขอยืมและไม่จ่ายคืน แต่คนชอบธรรมนั้นใจกว้างขวางและแจกจ่าย” (สดุดี 37:21) ผู้ให้ยืมต้องเป็นคนชอบธรรม ดังนั้น ผู้ให้กู้ยืมเงินต้องเป็นคนดี มีใจกว้างขวาง เป็นผู้ชอบธรรม แม้คนไม่ดีมายืมเงินและไม่จ่ายคืน ก็ไม่ไปข่มขู่ ทำร้ายเขา คนชอบธรรมนั้นใจกว้างขวางและแจกจ่ายไม่ควรที่จะหวังว่าจะได้เงินคืนจากผู้ยืม พระเจ้าจะทรงอวยพระพรแก่ผู้ชอบธรรมเหล่านี้ มีข้อพระคัมภีร์อีกข้อหนึ่งเขียนว่า “พระเจ้าจะเปิดคลังฟ้าอันดีของพระองค์ประทานฝน แต่ท่านจะไม่ขอยืมเขาแก่ท่านตามฤดูกาล และทรงอำนวยพระพรแก่กิจการน้ำมือของท่าน และท่านจะให้ประชาชาติหลายประชาชาติขอยืม” (เฉลยธรรมบัญญัติ 28:12) แท้ที่จริง พระเจ้าต้องการใช้วิธีอื่นมากกว่าการยืมเงิน พระเจ้าต้องการช่วยคนเหล่านี้ด้วยการให้ไม่ใช่ยืม เช่นในสมัยของโยเซฟ พระเจ้าได้ให้โยเซฟสะสมข้าวและอาหารไว้เพื่อช่วยเหลือคนอียิปต์และลูกๆของยาโคปซึ่งเดินทางมาขอซื้อข้าวและอาหารในประเทศอียิปต์ เพื่อคนเหล่านั้นจะไม่ต้องไปยืมหรือขโมย แม้ในสมัยของโมเสส พระเจ้าได้ให้โมเสสและชาวอิสราเอลด้วยกันให้ช่วยเหลือคนจนเหล่านี้ และได้ให้โมเสสและผู้นำของชาวอิสราเอลตั้งกฎบัญญัติให้ปฏิบัติเพื่อให้ความช่วยเหลือโดยไม่ต้องไปขอยืมกัน นั่นคือ พระเจ้าต้องการให้ด้วยใจกว้างขวางมากกว่าการให้ยืม พระเยซูตรัสว่า “ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่าน ก็จงให้ อย่าเมินหน้าจากผู้ที่อยากขอยืมจากท่าน” (มัทธิว 5:42) อัครทูตเปาโลสอนว่า “ท่านจงให้กับทุกคนตามที่เขาควรจะได้รับ” (โรม 13:7) พระคัมภีร์สอนเราให้ “ให้” มากกว่าให้ยืม แต่มีบางคนเป็นคนชอบยืมเงินหรือขี้ยืมเงิน ทั้งๆที่เขาไม่ได้ขัดสน เขาอยากได้สิ่งของซึ่งไม่จำเป็นต่อความอยู่รอดของเขา เช่นไปกู้ยืมเงินไปซื้อเพ็ชร พลอยซึ่งเขาไม่สามารถจะจ่ายคืนได้ เมื่อถึงเวลาต้องคืนเงิน คนยืมเงินไม่สามารถจ่ายคืน เหมือนกับว่า เขาเป็นหนี้ตลอดเวลา ในพระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “และคนขี้ยืมก็เป็นทาสของคนให้ยืม” (สุภาษิต 22:7) ดังนั้น อย่ายืมเงินโดยที่ไม่สามารถจ่ายคืนได้ บางคนยืมเงินแล้วไม่คิดจะคืน พระคัมภีร์เรียกคนเหล่านั้นว่า คนอธรรม“คนอธรรมขอยืมและไม่จ่ายคืน แต่คนชอบธรรมนั้นใจกว้างขวางและแจกจ่าย” (สดุดี 37:21) ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นการเตือนทั้งผู้ให้ยืมและผู้ยืมว่า อย่าให้ยืมและอย่ายืม สำหรับคริสเตียนด้วยกัน พระเจ้าต้องการให้ “ให้” มากกว่าการให้ยืม ผู้ให้ยืมจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ชอบธรรม