การดำเนินชีวิตคริสเตียน
49. มองโลกต่างกัน
ประธานาธิบดีเป็นผู้นำของประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาเป็นที่รักของคนทั้งประเทศ คนจำนวนหนึ่งจะแสดงความชื่นชมและกล่าวชม แต่มีคนอีกกลุ่มไม่ชอบและกล่าวตำหนิเขา จะเห็นว่า แต่ละคนมีมุงมองหรือมองโลกที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับ แม้แต่พระเยซูคริสต์ก็ถูกมองในลักษณะต่างๆกัน บางคนบอกว่า พระองค์เป็นลูกช่างไม้ บางคนบอกว่า เป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนบอกว่า พระองค์เป็นพระคริสต์ (ยอห์น 7:40-43) จะเห็นว่า ทุกคนสามารถถูกมองในลักษณะต่างๆกัน จะถูกมองในแง่ดีและไม่ดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะ คนที่อยู่ในสังคม เช่น นักการเมือง นักแสดง นักร้อง จะถูกมองในลักษณะต่างๆมากกว่าคนอื่น ในชีวิตคริสเตียน เราถูกคนที่ไม่ใช่คริสเตียนมองในแง่ต่างๆ เพราะเราอยู่ฝ่ายพระเจ้า ซาตานจะไม่อยู่นิ่ง จะหาทางทำลายเราเมื่อมีโอกาส เราจะถูกซาตานเล่นงานได้ง่าย ถ้าเราไม่ระวัง เราจะตกหลุมของซาตานได้ เพราะเรา (1)ยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง (2)มีจิตใจที่อ่อนไหว (3)ไม่มีสติปํญญาของพระเจ้า เราจะเผชิญกับคนที่มองต่างมุมกับเราอย่างไร
(1) เราต้องไม่อยู่ใต้เนื้อหนัง เราอยู่ในโลกนี้ เรายังต้องพบปะพูดคุยกับคนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือไม่ใช่ ถ้าคนที่เราคบค้าด้วยมีนิสัยแบบชาวโลกและเรายังทำตัวเหมือนชาวโลก เราเองเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ชอบตำหนิหรือกล่าวโทษคนอื่นหรือพูดเล่นโดยไม่คิด เราเองต้องระวังตัวและใจของเรา เพราะพระเยยูคริสต์ตรัสว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน” (ยอห์น 8:7) “เหตุฉะนั้น มนุษย์เอ๋ย ไม่ว่าท่านเป็นใคร เมื่อท่านกล่าวโทษผู้นั้น ท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่น ท่านก็ได้กล่าวโทษตัวเองด้วย” (โรม 2:1) การที่เรายังอยู่ในเนื้อหนัง เพราะเราเป็นคนบาป ถ้าเราเป็นคนบาป เราจะกล่าวโทษใคร ให้เรามองที่ตัวเราเองเหมือนกันว่า เราก็เป็นคนบาปเหมือนกัน เราจะไม่โกรธใครหรือเกลียดใคร
(2) เราต้องมีจิตใจที่มั่นคงไม่อ่อนไหว เวลาที่คนมาพูดอะไร หรือไปฟังอะไรมา ถ้าเราเป็นคนอ่อนไหว เราจะคิดในแง่ไม่ดี ทำให้เรามองคนคนนั้นผิดไป เราต้องมั่นคง ไม่ว่าผู้ซึ่งมาพูดกับเราจะกล่าวร้ายเราหรือผู้อื่น เราต้องเข้มแข็งที่จะรับฟังด้วยใจรักและให้อภัยเหมือนพระเยซูคริสต์ซึ่งถูกตรึงบนไม้กางเขนยังทรงให้อภัยแก่ผู้ที่ทำร้ายพระองค์
(3) เราต้องมีสติปํญญาของพระเจ้า เวลาที่เราพูดคุยกับใคร เราต้องใช้สติปัญญาของพระเจ้าที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เราในการผจญชีวิตในโลกนี้ ในพระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “จะรู้ความร้อนใจของคนโง่ แต่คนที่หยั่งรู้ย่อมไม่นำพาต่อการดูถูก บุคคลผู้พูดความจริงให้หลักฐานที่ซึ่งตรง แต่พยานเท็จกล่าวคำหลอกลวง มีบางคนที่คำพูดพล่อยๆของเขาเหมือนดาบแทง แต่ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้”
(สุภาษิต 12:16-18) ดังนั้น คนที่มีสติปัญญาของพระเจ้าจะมีสติว่า คนที่พูดด้วยนั้น เขาเป็นคนประเภทใด คนตรง คนไม่โกหก เราเชื่อถือเขาได้มากน้อยเพียงใด การโต้ตอบด้วยสติปัญญาของพระเจ้าจะทำให้ผู้พูดด้วยให้ความเคารพ เข้าใจ และเกรงใจเราได้
จะเห็นว่า เราอยู่ในโลกนี้ เราต้องเผชิญกับคนประเภทต่างๆ เราจะต้องให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเราในเดินอยู่ในความชอบธรรม มีผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราต้องเป็นคนมั่นคงไม่หวั่นไหวต่อคำพูดหรือการกระทำของคนอื่น และใช้สติปัญญาของพระเจ้าในการตัดสินใจต่างๆ เมื่อนั้นแหละเราจะเป็นคริสเตียนที่สมบูรณ์แบบ ขอพระเจ้าช่วยเราด้วย