การดำเนินชีวิตคริสเตียน

45. พูดเอาใจดีหรือไม่

การพูดเอาใจคนอื่นเพื่อให้คนอื่นมีความสุขน่าจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร แต่บางคนเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ถ้าคำพูดนั้นเป็นการชม ดูเหมือนทุกคนรับได้ แต่ถ้าคำพูดนั้นเป็นคำติ บางคนรับได้ แต่บางคนรับไม่ได้ ก็ทำให้ผู้ฟังเจ็บปวดใจได้ ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้ มีผู้หญิงคนหนึ่งไปตัดผมมา ถูกเพื่อนทักว่า “ผมของเธอสั้น น่าเกลียดจัง” เพียงแค่นี้ทำให้เธอไม่กล้าออกจากบ้านหรือต้องใส่วิคเวลาออกไปข้างนอก ทำให้เกิดความลำบากใจขึ้น ดังนั้น การพูดให้ถูกใจทุกคนจึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ได้มีการตั้งโรงเรียนสอนวิชาศิลปะการพูดจาให้คนฟังแล้วไม่กระเทือนใจคน เขาเรียกว่า โรงเรียนนักการทูต แม้แต่อาจารย์เปาโลซึ่งเขียนจดหมายถึงคริสตจักรต่างๆ ยังเขียนด้วยความระมัดระวัง แต่การพูดจาอ่อนหวานหรือเอาใจเขานั้นอาจมีผลร้ายได้ ถ้าคำพูดนั้นไม่เป็นความจริง ในฐานะของคริสเตียน พระคัมภีร์สอนเราให้พูดความจริง พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ และพูดจาสุภาพอ่อนหวาน คริสเตียนซึ่งต้องสมาคมกับชาวโลกหรือสังคม เราจะพูดจาอย่างไร หรือคริสเตียนซึ่งเป็นพ่อแม่ต้องพูดคุยกับลูกหลาน เราควรพูดอย่างไร หรือเราอยู่ในหมู่คริสเตียนด้วยกัน เราควรใช้คำพูดอย่างไร 1. คริสเตียนกับสังคม เวลาคริสเตียนอยู่ในหมู่เพื่อนๆ หรือ เพื่อนร่วมงาน หรือคนรู้จักอื่นๆ ที่ไม่ใช่คริสเตียน เรามักจะพยายามเข้ากับชาวโลกในลักษณะแบบชาวโลก ก็คือพูดจาที่ไม่มีสาระ ไม่มีประโยชน์หรือเอาใจกันและกัน แต่การเอาใจชาวโลกจะต้องไม่ทำให้พระเจ้าเสียเกียรติยศ หรือถ้าการพูดจานั้นเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าหรือทำบาปต่อพระเจ้า เราจะอยู่นิ่งหรือคล้อยตามเขาไม่ได้ ในสมัยของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ได้มีผู้เผยพระวจนะเทียมซึ่งให้ความหวังลมๆแล้งๆเพื่อเอาใจคนยิวว่า จะไม่มีเหตุร้ายมาเหนือพวกเขา (เยเรมีย์ 23:17) พระเจ้าได้เตือนให้คนยิวอย่าไปฟังคนเหล่านี้ เพราะผู้เผยพระวจนะเหล่านี้ไม่พูดความจริง ในสมัยของกิจการของอัครสาวก อาจารย์เปาโลได้รักษาคนง่อย เพราะคนง่อยมีความเชื่อ หมู่คนพาการร้องว่า พวกพระแปลงเป็นมนุษย์ลงมาหาพวกเขา เขาเรียก บารนาบัสว่าเป็นพระซุส และเปาโลเป็นพระเฮอร์เมส เปาโลไม่พูดเอาใจหมู่ชนนั้น บอกว่า พระเจ้าเป็นผู้รักษา ไม่ใช่พระซุสหรือพระเฮอร์เมส (กิจการ 14:8-15) อีกครั้งหนึ่งที่อาจารย์เปาโลได้อยู่กรุงเมืองเอเธนส์ ท่านพบมีรูปเคารพมากมายในเมือง ท่านได้พูดโต้ตอบในธรรมศาลากับพวกยิว คนถือพระเจ้าและคนอื่นๆ และประกาศข่าวประเสริฐที่กลางสภา (กิจการ 17) ในสังคมปัจจุบัน ได้มีกลุ่มคนซึ่งฆ่าคริสเตียน ทำแท้งเด็กในท้อง คนไหว้รูเคารพ คนรักร่วมเพศ เราต้องออกมาพูดแสดงความไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ไม่สนใจ หรือเอาใจเขา มีคริสเตียนจำนวนมากโดยเฉพาะคริสเตียนที่เป็นนักการเมืองเอาใจประชาชนซึ่งไม่มีศาสนา ทำให้สังคมปัจจุบัน เสื่อมทรามลง ตัวอย่าง คนที่ทำร้ายภรรยาและลูก แทนที่จะโทษคนนั้นแต่โทษสังคมที่ทำให้เขาเป็นเช่นนั้น เช่น เขาเป็นเช่นนี้เพราะพ่อของเขาเคยทำร้ายเขาเมื่อเป็นเด็ก แม่ทำแท้งลูกได้เพราะเป็นสิทธิของเขา สังคมต้องรับผิดชอบต่อเด็กซึ่งไปขโมยเงินมาซื้อเหล้ามาดื่ม ซื้อกัญชามาสูบ เพราะเด็กเหล่านี้ไม่มีที่ไป สังคมไม่มีสิทธิ์ไปติเตียนรักร่วมเพศที่ติดเชื้อเอดส์ เพราะเป็นสิทธิของเขา แต่สังคมต้องรับผิดชอบต่อการป้องกันรักษาโดยไม่ไปตำหนิชีวิตรักร่วมเพศของเขา เราในฐานะคริสเตียนซึ่งต้องรับผิดชอบต่อสังคมความพูดความจริง ไม่ใช่พูดเอาใส่จนสังคมเสื่อมลงในปัจจุบัน 2. คริสเตียนซึ่งเป็นพ่อแม่กับลูก เมื่อลูกยังเป็นเด็ก พ่อแม่ซึ่งรักลูกและสนับสนุนลูกเป็นสิ่งถูกต้องอย่างยิ่ง การแสดงความรักด้วยการพูดกับลูกเป็นสิ่งที่สมควร แต่การรักลูกโดยไม่เคยพูดตำหนิและอบรมลูก เวลาที่ทำผิด เป็นอันตรายต่อลูกในอนาคต เมื่อเป็นหนุ่มสาว พ่อแม่ซึ่งให้อิสระแก่ลูก โดยไม่มีข้อจำกัด จะเป็นการทำลายเด็ก เพราะเด็กช่วงนี้จะฟังเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ การใกล้ชิดให้ลูกไว้วางใจพ่อแม่กับการพูดคุยด้วยเหตุผลโดยชี้ให้เห็นว่า อะไรผิด อะไรถูก ย่อมดีกว่าที่ลูกจะเรียนจากเพื่อนหรือข่าวสารจาก วิทยุโทรทัศน์ Face book และอื่นๆ พ่อแม่ที่รับผิดชอบได้ผ่านชีวิตที่ดีหรือเลวร้ายมาแล้วย่อมสามารถแนะนำลูกของตน ตัวอย่าง เราขับรถเข้าไปบนทางที่ขรุขระ ทำให้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ หน้าที่ของเราก็คือบอกกับคนที่ขับตามมาให้รู้ว่า หลุมบ่ออยู่ที่ไหนเพื่อเขาจะหลีกเลี่ยงได้ เขาจะได้ปลอดภัย นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ควรพูดหรือกล่าวแก่ลูกให้เรียนรู้ชีวิตที่ดี น่าเสียดายที่พ่อแม่คริสเตียนมัวทำงาน หรือหาความสุขแก่ตนเอง โดยลืมความรับผิดชอบต่อลูกที่ให้เกิดมา เราอย่าให้ลูกของเราต้องเผชิญภัยอันตรายกับสิ่งซึ่งเราได้เผชิญมาแล้ว ในพระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะไม่พรากจากทางนั้น” (สุภาษิต 22:6) 3. คริสเตียนกับคริสเตียนด้วยกัน หน้าที่ของคริสเตียนอย่างหนึ่งคือการหนุนใจซึ่งกันและกัน การหนุนใจด้วยคำพูดมีความสำคัญต่อพี่น้องคริสเตียน การหนุนใจไม่ใช่การเอาใจเพราะคำพูดของพี่น้องคริสเตียนต้องมีพื้นฐานของพระคัมภีร์เป็นหลัก “เพราะบัญญัติเป็นประทีป และคำสอนเป็นสว่าง และคำเตือนของวินัยเป็นทางแห่งชีวิต” (สุภาษิต 6;23) หมายความว่า คริสเตียนพูดโดยอาศัยพระธรรมเป็นหลัก เพื่อให้เห็นความจริง เพื่อให้พี่น้องคริสาเตียนมีชีวิตที่ดีขึ้นนอกจากนี้ ผู้ถูกเตือนย่อมต้องมองในความดีของพี่น้องเสมอ อย่ามองในแง่ลบ แล้วสังคมของคริสเตียนจะเป็นสังคมที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความรักของพระเจ้า สรุปคือคริสเตียนไม่ว่าอยู่ในสังคม ในครอบครัว ในคริสตจักร ไม่จำเป็นต้องพูดเอาใจ แต่ให้พูดแต่ความจริงและมีประโยชน์ คริสเตียนจะพูดแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีมีประโยชน์ มีคีลธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตในโลกนี้ ก็คือ การตระเตรียมตนเองไปสู่สวรรค์ การเอาใจกันไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนรากฐานของความจริงและอยู่ในบทบัญญัติของพระเจ้า