การดำเนินชีวิตคริสเตียน

4. การถวายคืนแด่พระเจ้า

พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ทรัพย์สมบัตินี้ เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำโดยปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่านดังวันนี้” (เฉลยธรรมบัญญัติ 8:18) แสดงว่า ทรัพย์สมบัติต่างๆที่หามาได้หรือมีอยู่เป็นของพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ถวายสิ่งที่เป็นของพระเจ้าถวายคืนพระเจ้า ไม่ใช่การถวายเพื่อการไถ่บาป การถวายพระเจ้าเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยของคาอินและอาแบล เมื่อคาอินนำพืชผลที่เกิดจากไร่มาถวาบพระเจ้า ส่วนอาแบลก็นำแกะหัวปีจากฝูงและไขมันของแกะมาถวาย เมื่ออับรามกลับจากการรบชนะกษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์ และกษัตริย์ ทั้งหลายที่รวมกำลังกันนั้นแล้ว และได้พบเมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์เมืองซาเลมและปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุดมาอวยพรอับราม อับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของนั้นถวายแก่กษัตริย์เมลคีเซเดค (ปฐมกาล 14:17-20) นี่เป็นครั้งแรกซึ่งหนึ่งในสิบคือทศางค์มีปรากฏในพระคัมภีร์(เดิม) ในพระคัมภีรืไม่ได้กล่าวถึงการถวายทศางค์จนถึงสมัยของโมเสส โมเสสได้ตั้งกฎหมายการถวายขึ้นซึ่งเขียนไว่ในพระธรรมเลวีนิติ บทที่ 27 ให้เรามาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง พระเจ้าทรงสร้างผืนแผ่นดิน ผืนแผ่นดินเป็นของพระเจ้า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินก็เป็นของพระเจ้า พระเจ้ามีคำสั่งให้โมเสสตั้งกฎหมายการถวายขึ้นแก่ชนชาติอิราเอล ด้วยการให้ชนชาติอิสราเอลถวายคืนพระเจ้าหนึ่งในสิบ ที่เรียกว่า การถวายทศางค์ หรือ “สิบลดหนึ่ง” หมายถึง 10% หรือ ร้อยละสิบของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่ชีวิตของเรามอบคืนแด่พระเจ้า การถวายทศางค์ในสมัยก่อนจึงหมายถึงการถวายหนึ่งในสิบของสิ่งต่างๆที่ชาวอิสราเอลได้มาจากผืนแผ่นดิน ได้แก่พืชผักและข้าวซึ่งปลูกจากผืนดิน ผลไม้จากต้นไม้และสัตว์ต่างๆที่เลี้ยงบนแผ่นดินแด่พระเจ้าสิ่งของเสื้อผ้าซึ่งเป็นสมบัตืที่มีอยู่ล้วนทำมาจากสิ่งต่างๆบนผืนดินต้องถวายพระเจ้าหนึ่งในสิบ หนึ่งในสิบของเงินทองมาจากการซื้อขายสิ่งต่างๆที่มาจากผืนดินเป็นของพระเจ้า การถวายทศางค์ต้องไปมอบถวายพระเจ้าในสถานที่ของพระเจ้า ในสมัยก่อน การถวายทศางค์กระทำที่พระวิหาร หรือสถานที่สักการะพระเจ้า ในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 14:22-29 14:22 ผลได้เป็นปีๆจากพืชในนาของท่านนั้น ท่านจงถวายสิบชักหนึ่ง 14:23 ท่านจงรับประทานสิบชักหนึ่งที่ได้จากข้าวหรือน้ำองุ่นของท่าน หรือน้ำมันของท่าน และผลรุ่นแรกจากฝูงวัว และฝูงแพะแกะของท่าน ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านในสถานที่ซึ่งพระองค์จะทรงเลือกไว้ เพื่อให้พระนามของพระองค์สถิตที่นั่น เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายเสมอ 14:24 ถ้าระยะทางไกลเกินไป ท่านไม่สามารถนำสิบชักหนึ่งมาได้ ในเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอวยพรแก่ท่าน เพราะว่าสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกเพื่อเป็นที่ตั้งพระนามของพระองค์นั้น อยู่ห่างไกลจากท่านเกินไป 14:25 ท่านจงขายของนั้นเอาเงิน และห่อเงินถือไว้ และไปยังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกไว้ 14:26 และเอาเงินนั้นซื้อสิ่งใดๆที่ท่านปรารถนา จะเป็นวัว แกะ หรือน้ำองุ่นหรือสุราและสิ่งใดๆที่ท่านปรารถนา และท่านจงรับประทานที่นั่นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และจงปีติร่าเริงทั้งตัวท่านและครอบครัวของท่านด้วย 14:27 ท่านทั้งหลายอย่าทอดทิ้งคนเลวีซึ่งอยู่ภายในประตูเมืองของท่าน เพราะเขาไม่มีส่วนแบ่งหรือมรดกกับท่าน 14:28 พอครบสามปีท่านทั้งหลายจงนำสิบชักหนึ่งทั้งหมดจากพืชผลที่ได้ในปีนั้น มาสะสมไว้ภายในประตูเมืองของท่าน 14:29 คนเลวี (เพราะเขาไม่มีส่วนแบ่งหรือมรดกกับท่าน) และคนต่างด้าวและลูกกำพร้าพ่อและหญิงม่าย ผู้ซึ่งอยู่ภายในประตูเมืองของท่าน จะได้มารับประทานอย่างอิ่มหนำ เพื่อว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่บรรดากิจการซึ่งมือของท่านทั้งหลายได้กระทำนั้น” จากพระธรรมตอนนี้ เราจะเห็นว่า สิ่งที่ถวายนั้นเป็นของรับประทาน พระเจ้าต้องการให้คนอิสราเอลมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันในสถานที่ของพระเจ้า จากข้อพระธรรมนี้ ไม่ได้กล่าวถึงการถวายเงินทองสิบชักหนึ่งเลย ตัวอย่างคนอิสราเอลซึ่งเดินทางไกลมาถวายพระเจ้า พระเจ้าตรัสให้เอาสัตว์และพืชผักไปขายเป็นเงินแล้ว นำเงินมาที่สถานที่ของพระเจ้าแล้วแลกเป็นสัตว์และพืชผักอย่างเดิมแล้วจึงถวายแด่พระเจ้า ไม่ใช่ถวายทรัพย์เงินทอง สรุปการถวายทศางค์คือ การถวายทศางค์ครั้งแรกเป็นความต้องการของอับรามเองที่ยกข้าวของหนึ่งในสิบให้กับกษัตริย์เมลคีเซเดคซึ่งทรงอวยพรท่านจากไปรบชนะ ต่อมา ในสมัยของโมเสส การถวายทศางค์หมายถึงการถวายสิ่งต่างๆที่เกิดจากแผ่นดิน (เลวีนิติ 27:30-32,เฉลยธรรมบัญญัติ 14:22-27) การถวายทศางค์ เป็นคำสั่งของพระเจ้า (เลวีนิติ 27:30-32) การถวายทศางค์ เป็นกฎหมายของพระเจ้า(ฉธบ.14:22-27) คนที่ถวายทศางค์ในพระคัมภีร์ได้แก่ อับราม ต่อมา ชนชาติอิสราเอล (กันดารวิถี 18:21,25) พระเจ้ามอบทศางค์ให้คนเลวี คนต่างด้าว และลูกกำพร้าและแม่หม้ายในเมืองนั้นๆ (กันดารวิถี 18:26) ในเวลาต่อมา ชนชาคิอิสราเอลได้ห่างเหินพระเจ้า พวกเขาได้ละเลยการถวายทศางค์ ทำให้เสบียงอาหารในพระวิหารของพระเจ้าลดลง พระเจ้าจึงได้ท้าทายคนอิสราเอลให้ถวายทศางค์ โดยตรัสว่า คนซึ่งไม่ได้ถวายทศางค์ถือว่า ฉ้อโกงพระเจ้า (มาลาคี 3:8-9) ในทางตรงข้าม คนซึ่งถวายทศางค์ พระเจ้าทรงอวยพระพร (มาลาคี 3:10-11) คำถามเกิดขึ้นคือการถวายทศางค์ใช้ปฏิบัติกับคริสเตียนหรือไม่ (มัทธิว 23:23) คำตอบไม่ชัดเจน ในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูคริสต์ได้กล่าวถึงการถวายทศางค์เพียงครั้งเดียว เมื่อพระเยซูคริสต์ได้กล่าวโทษพวกฟารีสี “วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าถวายสิบชักหนึ่งของสะระแหน่ ยี่หร่าและขมิ้น ส่วนข้อสำคัญแห่งพระราชบัญญัติ คือการพิพากษา ความเมตตาและความเชื่อนั้นได้ละเว้นเสีย สิ่งเหล่านั้นพวกเจ้าควรได้กระทำอยู่แล้ว แต่สิ่งอื่นนั้นไม่ควรละเว้นด้วย” (มัทธิว 23:23) พระเยซูคริสต์ตรัสกับพวกฟารีสีซึ่งเป็นชาวยิวว่า พวกเขาควรได้กระทำ พระเยซูคริต์ไม่ได้ใช้คำว่า ต้องได้กระทำเพราะทศางค์เป็นกฎหมายของศาสนายิว แต่ทศางค์ไม่ได้กล่าวถึงอีก โดยอัครสาวกทั้งหลายของพระเยซูคริสต์ อย่างไรก็ตาม ถ้าคริสเตียนเชื่อคำตรัสของพระเยซูคริสต์ เพราะพระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” (ยอห์น 14:15) ทศางค์เป็นกฎหมายหรือบัญญัติของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม คริสเตียนก็ควรกระทำ แต่พระเยซูคริสต์ไม่ได้สั่งให้ต้องทำ แท้ที่จริง มีการถวายประเภทต่างๆซึ่งบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เดิมและใหม่ถึง 2162 ครั้ง การถวายอีกอย่างหนึ่งในพระคัมภีร์เดิมที่ชนชาติอิสราเอลกระทำคือการบนต่อพระเจ้าด้วยการถวายบุคคลเช่นลูก ทาส สัตว์ บ้านเรือน ที่ดิน และอื่นไว้รับใช้ในพระวิหาร เช่น นางฮันนาห์ถวายซามูเอลแด่พระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นของพระเจ้า ถ้าต้องการเอาลูกหรือทาสออกจากระวิหาร เขาต้องเอาเงินมาชำระตามอัตราที่กำหนดไว้ (เลวีนิติ 27:1-25) การถวายอีกอย่างหนึ่งในพระคัมภีร์เดิมคือการถวายลูกสัตว์หัวปี หรือลูกหัวปี เพราะลูกหัวปีไม่ว่าสัตว์หรือคนเป็นของพระเจ้าอยู่แล้ว (เลวีนิติ 27:26-29) จึงเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ต้องมาถวายบุตรแด่พระเจ้าเพื่อแสดงว่า พ่อแม่เชื่อฟังพระเจ้า การถวายอื่นๆในพระคัมภีร์เดิมได้แก่ การถวายเครื่องเผาบูชา ธัญญบูชาและศานติบูชาแด่พระเจ้า(เลวีนิติ 2-3) การถวายเหล่านี้เป็นการแสดงความเกรงกลัวและเคารพรักพระเจ้า การถวายในพระคัมภีรืใหม่แตกต่างจากสมัยก่อนพระเยซูคริสต์เสด็จมา เพราะคริสเตียนอยู่ใต้พระคุณของพระเจ้าไม่ได้อยู่ใต้พระบัญญัติต่อไป การถวายทศางค์นั้น พระเยซูคริสต์ตรัสว่า ควรกระทำ ไม่ได้ตรัสว่า ต้องกระทำ การถวายเครื่องบูชาต่างๆเปลี่ยนไปเป็นเชื่อพระเยซูคริสต์และปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้าเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ได้ทรงแนะนำให้มีการทำทานเช่นเดียวกับในสมัยพระคัมภีร์เดิม (กิจการ 10:31, 2 โครินธ์ 9:5, กิจการ 6:1, 1 โครินธ์ 16:1-3) แต่การถวายที่ถูกต้องในพระคัมภีร์ใหม่ (2 โครินธ์ 8:3) เพราะมีแม่หม้าย เด็กกำพร้าซึ่งต้องดูแล คริสเตียนทุกคนมีภาระในการถวายแด่พระเจ้า ได้แก่ การถวายจิตวิญญาณ เพราะพระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อไถ่ความบาปของเรา เราจึงได้รับความรอด เราจึงมอบจิตวิญญาณของเราให้พระเยซูคริสต์ตลอดไป การถวายตนเอง (2 โครินธ์ 8:5-7) พระเยซูคริสต์ต้องการให้เราออกไปประกาศข่างประเสริฐ ถวายทรัพย์ด้วยความยินดี (2 โครินธ์ 9:5) การถวายทรัพย์เพื่อนำไปใช้ในการประกาศข่าวประเสริฐ อย่าลืมว่า ตัวของเราและทรัพย์สมบัติของเราเป็นของพระเจ้าอยู่แล้ว