การดำเนินชีวิตคริสเตียน
39. บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงได้โดยพระเยซูคริสต์
มีนักวาดรูปคนหนึ่งสามารถวาดรูปต่างๆที่แสดงถึงอารมณ์ของเขาในลักษณะต่างๆทำให้คนที่ชมภาพคล้อยตามอารมณ์ของเขาไปด้วย วันหนึ่ง ภรรยาของเขาบอกกับนักวาดรูปคนนี้ว่า เธออยากจะวาดรูปหน้าของเขาให้มีอารมณ์คล้อยตามเธอ เธออยากให้สามีของเธอมีความรู้สึกและคิดเหมือนเธอ ในความเป็นจริง ทุกคนมีลักษณะที่ต่างๆกัน ให้เรามองไปรอบๆตัวเรา เรามองคนอื่นซึ่งนอกจากหน้าตาจะต่างกันแล้ว นิสัยใจคอก็แตกต่างกัน เพราะทุกคนประกอบด้วยลักษณะที่แตกต่างกันที่เราเรียกว่า บุคลิกภาพ บุคลิกภาพของคนประกอบขึ้นจากลักษณะของพ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือพันธุกรรมกับการเสริมสร้างขึ้นมาจากการอบรมสั่งสอนหรือจากสภาพแวดล้อมในวัยเด็กรวมกันเป็นบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่ จากการค้นคว้าทางจิตวิทยา บุคลิกภาพประกอบขึ้นจากสามอย่างด้วยกันคือ
1. สัญชาตญาณ (Id) เช่น เวลาหิว เด็กช่วยตนเองไม่ได้ เด็กทารกใช้การร้องไห้ ส่วนผู้ใหญ่จะคิดหาวิธีแก้หิว
2. อัตตะ หรือ อาตมา (Ego) คือ การกระทำทุกอย่างเพื่อตนเอง หรือเห็นแก่ตนเอง นี่คือปฏิกิริยาที่ตอบโต้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง เช่น ในสมัยโบราณ เวลาหิว คนส่วนมากจะถูกสอนมาให้ออกไปหาอาหารกินตามท้องนาเช่นข้าว สวนเช่นผลไม้ หรือแม่น้ำเช่นปลา ในปัจจุบัน คนส่วนมากออกไปทำงานหาเงินเพื่อซื้ออาหารมารับประทาน คนส่วนน้อยที่เวลาหิวก็ใช้วิธีขโมยอาหารจากคนอื่นๆ เพราะเขาถูกสอนมาให้ทำอย่างนั้น เมื่อเขาสามารถทำให้เขาอยู่รอด ทำให้เขาเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและเกิดความเย่อหยิ่งจนลืมคนซึ่งอยู่ร่วมสังคมกับเขา เขากลายเป็นคนที่สำคัญที่สุด (Self center) นี่คือ อัตตะ
3. การรู้จักบังคับหรือควบคุมตนเอง (Super-ego) เวลาหิว สัญชาตญาณบอกให้เราก็ออกไปหาเงินมาซื้ออาหารรับประทาน แต่ถ้าเราทำงานโดยไม่หยุด เพราะเรากลัวว่าจะหิวอีก นี่คือ อัตตะ แต่ถ้าเรารู้จักควบคุมตนเองไม่ให้ทำงานมากเกินไปจนเจ็บป่วย แสดงว่าเรามี การรู้จักบังคับตนเองหรือมี Super-ego นั่นเอง ส่วนใหญ่การควบคุมตนเองหมายถึงการรู้จักทำในสิ่งที่ดีงามแก่ตนเอง
ดังนั้นบุคลิกภาพของคนเราจึงขึ้นกับส่วนประกอบสามอย่างนี้ว่าเราจะใช้ส่วนประกอบไหนมากกว่ากัน เราถูกอบรมสั่งสอนมาแต่เด็กให้มีบุคลิกภาพอย่างไร เด็กเริ่มรู้จักควบคุมตนเองตั้งแต่อายุสองขวบแต่เริ่มควบคุมได้จริงๆตอนอายุสี่ถึงห้าขวบ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนก็เจริญเติบโตขึ้นจนมีบุคลิกภาพต่างๆกัน
"บุคลิกภาพของคนเรามี 11 แบบด้วยกัน
1. บุคลิกภาพแบบระวังตัว ขี้สงสัย (Paranoid)
2. บุคลิกภาพแบบเก็บตัว (Schizoid)
3. บุคลิกภาพแบบคิดฟุ้งซ่าน (Schizotypal) มักเป็นคนเครียดคิดมาก
4. บุคลิกภาพแบบตื่นเต้นตกใจง่าย (Hysterical)
5. บุคลิกภาพแบบยกตนเองข่มผู้อื่น (Narcissistic) เห็นแก่ตัว
6. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (Antisocial)
7. บุคลิกภาพแบบสับสน (Borderline)
8. บุคลิกภาพแบบหนีสังคม (Avoidant)
9. บุคลิกภาพแบบพึ่งคนอื่น (Dependent)
10. บุคลิกภาพแบบหยุมหยิมจุกจิก (Compulsive)
11. บุคลิกภาพแบบโทษคนอื่น (Passive aggressive)คนทุกคนมีบุคลิกภาพอย่างไรอย่างหนึ่งแบบข้างต้นนี้ บางคนอาจมีหลายแบบในคนเดียวกัน ถ้าเป็นมากเกินไปก็กลายเป็นโรคจิตไป
ดังนั้นจะเห็นว่า ในสังคม ทุกคนมีบุคลิกภาพต่างๆกัน เราจะให้อีกคนหนึ่งให้เหมือนเราไม่ได้ เพราะเราเองก็มีบุคลิกภาพของเราเองซึ่งคนอื่นก็เป็นเหมือนเราไม่ได้เช่นกัน ทุกคนจะเห็นแก่ตัวหรือ Self center ไม่ได้ถ้าจะอยู่ร่วมกัน สามีภรรยาอยู่ร่วมกันทั้งๆที่บุคลิกภาพแตกต่างกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะทั้งสองฝ่ายต้องใช้ความพยายามที่จะบังคับตนเอง (Super-ego)รู้จักที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา วันเวลาก็สามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ เพราะทั้งสองฝ่ายลดทิฐิลงหรือเห็นแก่ตัวน้อยลง เมื่อพระเยซูคริสต์เลือกสาวกของพระองค์สิบสองคน พระองค์ก็รู้ว่าทุกคนมีบุคลิกภาพต่างๆกัน และบุคลิกภาพของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า พระองค์เปลี่ยนแปลงพวกเขาได้ เมื่อพวกเขามาเชื่อพระเยซูคริสต์ พวกเขาได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้รู้ว่า พวกเขาจะเห็นแก่ตนเองไม่ได้อีกต่อไป เมื่อมาเชื่อพระเยซูคริสต์ พระองค์ได้กลายเป็นศูนย์กลางของพวกเขา (Christ Center) พวกเขาทำอะไร พวกเขาปรึกษาพระเยซูคริสต์ก่อนเสมอ พวกเขาจึงสามารถอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน และรับใช้พระเจ้าด้วยกันได้ เช่นเดียวกับพวกเราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสเตียน บุคลิกภาพของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ด้วยตนเอง และเปลี่ยนแปลงยาก เพราะถูกปลูกฝังมาแต่เด็ก เราก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้เหมือนเราได้เช่นกัน พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงวาวกของพระองค์ได้ พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของเราได้ เมื่อเรามาเชื่อพระองค์ พระองค์ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์มาประทับอยู่ในใจของเรา เราสามารถควบคุมบุคลิกภาพของตนเองได้โดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า "ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่านซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสีย อันจะเสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง และจงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่ และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ืั้แท้จริง" (เอเฟซัส 4:22-24) ดังนั้น เราไม่ต้องพยายามทนต่อกัน เพราะการทนต่อกันอยู่ไม่ได้นาน แต่ถ้าเรายอมจำนนต่อพระเจ้า ให้พระองค์ทรงนำชีวิตของเรา เราจะสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้และสังคมนั้นๆจะมีสันติสุขตลอดไป ขอให้เราอธิษฐานขอให้พระเยซูคริสต์เปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของเรา ให้พระเยซูคริสต์เป็นเจ้าของชีวิตของเรา ให้พระองค์เป็นศูนย์กลางของเรา (Christ center) ตลอดไป"