การดำเนินชีวิตคริสเตียน
37. ชีวิตประจำวันของคริสเตียน
ชีวิตประจำวันของคริสเตียนไม่ได้แตกต่างชาวโลกคนอื่นๆ เรายังต้องผจญกับชีวิตของการต่อสู้กับสภาวการณ์ต่างๆในโลกนี้ เช่นการงานอาชีพ การเจ็บไข้ การเผชิญกับความสุขความทุกข์ในโลกฝ่ายเนื้อหนัง
สัจจะธรรมของชีวิตที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันมีสองประการคือ
ประการที่หนึ่ง ชีวิตนี้ไม่แน่นอน ถึงแม้เราเชื่อพระเจ้าแต่เราอยู่ในโลกของเนื้อหนังซึ่งยังมีความนึกคิดของตนเอง และอยู่ในโลกของซาตานซึ่งคอยทำลายแผนการของพระเจ้าในชีวิตของเรา ชีวิตที่ไม่แน่นอนได้แก่ความไม่แน่นอนของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เราตื่นขึ้นมา เดินทางไป จงมอบปัญหาทุกสิ่งไว้กับพระเยซชีวิตไม่แน่นอน
ทำงาน เราอาจจะพบอุบัติเหตุ ในที่ทำงาน มีคนไม่พอใจในการงานของเรา ในครอบครัว สามีภรรยาทะเลาะกันในเรื่องเล็กๆน้อยๆซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนของชีวิตในอนาคต เช่น นักเรียนได้เตรียมตัวไปสอบอย่างดีมาหลายเดือนแล้วแต่เกิดการเจ็บป่วยขึ้นมา เตรียมตัวไปเที่ยว จัดกระเป๋าเตรียมพร้อมมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่เกิดอุบัติเหตุหกล้ม หรืออุบัติเหตุรถยนทร์ เปิดร้านค้ามาหลายปีคิดว่าจะได้กำไร แต่ปรากฎว่าขาดทุน นี่คือตัวอย่างของความไม่แน่นอนของชีวิต แล้วเราจะควบคุมความไม่แน่นอนนี้อย่างไร ให้เรามาฟังคำแนะนำของดร.ยอห์น แมซแวลล์ ในการเผชิญชีวิตที่ไม่แน่นอน ท่านได้ชี้แนะว่า
1. ให้เราเข้าใจว่า ปัญหาที่เราเผชิญต้องมีความแน่นอนอย่างน้อย 75% เช่นนักศึกษาที่จะไปสอบว่า จากที่คร่ำเครียดอ่านหนังสือมานั้น มีความมั่นใจอย่างน้อย 75%ว่าจะสอบได้ จะไปเปิดร้านอาหาร เรามความแน่นอนอย่างน้อย 75%ว่า จะประสบความสำเร็จแน่นอน จึงจะไปทำ
2. ให้เรากล้าที่จะเผชิญกับสิ่งที่ไม่แน่นอนว่า เราจะเอาชนะมันได้ ท่านแนะนำให้ต้องวางแผนเป็นขั้นตอน ผจญปัญหาทีละอย่าง แก้ปัญหาทีละอย่าง ถ้าเราผจญกับมันทีละขั้นหรือทีละครั้ง เราจะมีความแน่นอนในปัญหานั้นมากขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เวลาจับปลาให้แน่นอน ต้องจับปลาทีละตัว
3. ให้เราปรึกษากับผู้มีประสบการณ์ ตัวอย่างได้แก่ กษัตริย์ซาโลมอนเป็นตัวอย่างที่ดี ท่านตั้งที่ปรึกษามากมายมาช่วยท่าน สำหรับคริสเตียน ดร.แมซแวลล์ด้แนะนำให้ปรึกษาผู้รู้ ผู้มีความชำนาญหรือประสลการณืในปัญหานั้นๆ
4. ให้เขียนบันทึกปัญหาโดยแบ่งปัญหาที่ไม่แน่นอนเป็นส่วนๆ แล้วจัดการกับสิ่งที่ไม่แน่นอนทีละอย่างจากสิ่งแรกจนสิ่งสุดท้าย ด้วยการจดเอาไว้จนกระทั่งถึงสิ่งที่ไม่แน่นอนสิ่งสุดท้ายหมดไป
ให้เรามาดูว่า พระคัมภีร์สอนเราอย่างไรในการเผชิญกับชีวิตที่ไม่แน่นอน
เมื่อชาวอิสราเอลได้อยู่ในทะเลทรายเป็นเวลาสี่สิบปี งานของโมเสสกำลังจะสิ้นสุดลง โมเสสใกล้จะตาย ท่านได้มอบภาระต่างๆให้โยชูวานำชาวยิวทั้งหมดเข้าสู้แผ่นดินคะนาอัน ดินแดนแห่งพันธสัญญา ในทีสุดโยชูวาได้นำกองทัพชาวยิวมาถึงแม่น้ำจอร์แดน แผ่นดินข้างหน้าซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดนคือดินแดนพันธสัญญา “โยชูวาเตรียมประชาชนที่จะข้ามแม่น้ำจอร์แดนแล้วโยชูวาบัญชาเจ้าหน้าที่ทั้งปวงของประชาชนว่า "จงไปในค่ายสั่งประชาชนว่า จงเตรียมเสบียงอาหารไว้ เพราะว่าภายในสามวันท่านทั้งหลายจะต้องยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ เพื่อเข้าไปยึดครองแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านให้ยึดครอง" (โยชูวา1;10-11) ในเช้าวันแรกนั้น โยชูวาคงมายืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำและคงคิดไปต่างๆนานา แผ่นดินที่อยู่ข้างหน้าเป็นดินแดนที่พระเจ้าประทานให้ แต่ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ นอกจากพระเจ้า ท่านต้องตัดสินใจเมื่อเวลามาถึง การตัดสินใจของท่านจะมีผลดีผลร้ายต่ออนาคตของชนชาติอิสราเอลเหล่านี้ ผลนั้นจะเป็นระยะสั้นหรือยาวก็ตาม ถึงแม้ โยชูวาจะเตรียมตัวเข้าสู่แผ่นดินแห่งพันธสัญญามาถึงสี่สิบปี แต่โยชูวารู้ว่า ชีวิตนี้ไม่แน่นอนถ้าท่านพึ่งตนเองเหมือนชาวโลกทั้งหลาย มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งใน 2 พงศาวดาร บทที่ 20 เมื่อ คนโมอับ คนอัมโมน และคนเมอูมี ได้ยกกองทัพมาทำสงครมกับเยโฮชาฟัท เยโฮชาฟัทมีความหวาดกลัว ท่านเข้าหาพระเจ้า “โอ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์จะไม่ทรงกระทำการพิพากษาเหนือเขาหรือ เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายไม่มีฤทธิ์ที่จะต่อสู้คนหมู่มหึมานี้ซึ่งกำลังมา ต่อสู้กับข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์" (2 พงศาวดาร 20:12) เวลาที่เราเผชิญกับสิ่งที่ไม่แน่นอน สิ่งแรกที่ต้องกระทำ ให้เพ่งที่พระเจ้า นั่นคือ จงอธิษฐานต่อพระเจ้า อย่าพึ่งพาตนเอง เพราะปัญหาของเราอาจจะใหญ่เท่าภูเขา ใหญ่กว่าความสามารถของเรา หรือปัญหาอาจจะดูเล็กน้อย แต่พองโตเหมือนดินพอกหางหมู จากดินโคลนเล็กน้อยจนเกาะเต็มหางหมูเอาไม่ออก สิ่งสำคัญคือ ให้เรายอมรับความจริงว่า เราไม่สามารถกำจัดสิ่งที่ไม่แน่นอน เพราะเราไม่สามารถควบคุมมันได้ แต่เราสามารถสร้างความเชื่อมั่นในพระเจ้าของเรา เพราะพระองค์เป็นพระผู้สร้างเรา และรู้ปัญหาทุกปัญหาของเรา เรากำจัดปัญหาไม่ได้ แต่เราสามารถเข้าไปเผชิญกับปัญหาด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเราได้ โยชูวาเพ่งที่พระเจ้าท่ามกลางความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า
โยชูวายังยืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจอร์แดน และคงคำนึงถึงสิ่งที่ไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า ท่านหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ คนอิสราเอลทั้งหลายก็คงต้องการถามโยชูวาว่า “เราจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนได้อย่างไร” โยชูวาคงตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน แต่พระเจ้าตรัสว่า ให้ข้ามแม่นำจอร์แดนในอีกสามวันข้างหน้า ใช่แล้ว อีกสามวันก็จะรู้” คนอิสราเอลคงถามต่อไปว่า “แล้วเราจะพบกับอะไรเมื่อข้ามไปอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน” โยชูวาก็คงตอบว่า “ฉันจะบอกท่านเมื่อข้ามไปอยู่ที่นั่นแล้ว” สิ่งที่เรารู้จากพระคัมภีร์ โยชูวาได้มีประสบการณ์กับพระเจ้า ท่านได้เห็นอัศจรรย์มากมายที่พระเจ้าได้ทรงช่วยคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสที่ประเทศอียิปต์และในทะเลทราย ท่านเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งในสองท่านที่เหลืออยู่ อีกท่านหนึ่งคือ คาเลป คนอิสราเอลรุ่นใหม่ไม่ได้เห็นอัศจรรย์เท่ากับโยชูวา นอกจากนี้ พระเจ้าได้ตรัสกับโยชูวาโดยตรง “เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่า จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า" (โยชูวา 1:9) โยชูวามั่นใจว่า ถึงแม้สิ่งที่อยู่ข้างหน้าจะไม่แน่นอน แต่ท่านจะเข้มแข็งและกล้าหาญ ท่านจะไม่กลัว เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย เราที่เป็นคริสเตียน เวลาที่เราเผชิญกับสิ่งที่ไม่แน่นอน จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย ให้เราอย่ากังวลใจ จงเพ่งดูพระเจ้า อธิษฐาน และเข้มแข็งและกล้าหาญ เราตอบปัญหาที่ไม่แน่นอนในเวลานี้ไม่ได้ แต่เราจะเตรียมพร้อมเมื่อถึงเวลาที่ความไม่แน่นอนเกิดขึ้น พระเจ้าจะควบคุมสถานการณ์ในขณะนั้นได้ อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้โดยพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า (ฟิลิปปี 4:13)
สิ่งที่ไม่แน่นอนที่พระเจ้าสอนเราผู้เป็นคริสเตียนว่า เมื่อเราเผชิญกับสิ่งที่ไม่แน่นอน ให้เราคอยฟังเสียงของพระเจ้า นั่นคือคอยฟังคำแนะนำของพระเจ้าในพระธรรมสดุดี พระเจ้าตรัสว่า “เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่ (สดุดี 32:8) อาจารย์เปาโลเสริมว่า
“เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านโดยความเชื่อ เพื่อว่า เมื่อทรงวางรากฐานท่านไว้อย่างมั่นคงในความรักแล้ว ท่านก็จะหยั่งรู้ได้ว่าอะไรคือความกว้าง ความยาว ความลึก และความสูงพร้อมกับบรรดาวิสุทธิชนทั้งปวง และให้เข้าใจถึงความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม(เอเฟซัส 3:17-19)
พระเจ้ารู้ถึงปัญหาชีวิตทั้งความกว้าง ความยาว ความลึก และความสูงของปัญหา เมื่อเราสนทนากับพระเจ้า ให้เราคอยฟังพระเจ้า ความหมายคือ พระเจ้าจะดลใจเรา และแนะนำเราด้วยวิธีการซึ่งเกินความเข้าใจของเรา มีเทศนาจารย์คนหนึ่งปวดหลังแล้วลงมาที่ขาข้างซ้าย เวลายืนและเดินจะชาจนปวด ต้องคุกเข่าลงหรือนั่งลงจึงจะหายปวด นี่เป็นอาการของโรคกระดูกสันหลังไปทับเส้นประสาท เขาเคยปวดลักษณะเดียวกันนี้สองครั้ง ครั้งแรกเกิดเมื่อสามปีก่อนเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาปวดหลังขณะที่อุ้มหลานสาวของเขาเทศนาจารย์ผู้นี้อธิษฐานต่อพระเจ้าทุกวัน วันละหลายๆครั้ง พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐาน พระเจ้าทรงรักษาเขาหายปวดทันทีในขณะที่เทศนาอยู่บนธรรมมาส การปวดหลังกลับมาอีกครั้งเป็นครั้งที่สองเมื่อสองปีก่อนเหตุการณ์ครั้งนี้ จากการที่ไปยกของหนัก เทศนาจารย์ผู้นี้อธิษฐานต่อพระเจ้าทุกวัน วันละหลายๆครั้งอีก พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานอีกจากพี่น้องร่วมใจกันอธิษฐานในโบสถ์ พระเจ้าทรงรักษาเขาหายปวดทันทีภายหลังการอธิษฐาน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.2015เทศนาจารย์ผู้นี้ได้เดินทางกลับไปประเทศสหรัฐอเมริกาหลังจากไปทำธุระที่ประเทศไทย เขาไปยกกระเป๋าหนัก เกิดอาการปวดหลังแล้วลงมาที่ขาข้างซ้ายอีก เวลายืนและเดินจะชาจนปวด ต้องคุกเข่าลงหรือนั่งลงจึงจะหายปวด
เขาอธิษฐานต่อพระเจ้าทุกวัน วันละหลายๆครั้งอีก พี่น้องได้อธิษฐานเผื่อเขา แต่อาการปวดหลังและขาซ้ายไม่ทุเลา เทศนาจารย์ผู้นี้อธิษฐานสม่ำเสมอไม่ท้อถอย เขาอดทน ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่แน่นอนของชีวิตที่เขาต้องเจ็บปวด เขาคอยฟังเสียงพระเจ้าว่าจะตรัสกับเขาอย่างไร เขาอธิษฐานถึงสองเดือนทุกวัน แต่อาการปวดหลังและขาซ้ายเหมือนเดิม ในที่สุด เขาได้พบกับเพื่อนซึ่งเป็นนักกายภาคบำบัด เทศนาจารย์ผู้นี้รู้ในทันใดนั้นว่า พระเจ้าได้มาบอกว่าให้เขาไปหากายภาคบำบัด เขาฟังเสียงพระเจ้า เขาจึงไปรับการรักษาจากนักกายภาคบำบัดในคลีนิค ซึ่งสอนท่าดัดหลังให้ ภายในสามวัน อาการปวดหลังและขาซ้ายหายเป็นปลิดทิ้ง และไม่ปวดอีกเลยจนทุกวันนี้ การปวดหลังและขาซ้ายเกิดขึ้นทำให้รู้ว่า ชีวิตนั้นไม่แน่นอน แต่พระเจ้าอยู่กับเราท่ามกลางความไม่แน่นอนของชีวิต พระองค์ไม่ทอดทิ้งรา อย่าท้อถอยเมื่อพระเจ้ายังไม่ได้ตรัสกับเรา พระเจ้าจะตรัสกับเราแน่นอน เพราะพระองค์จะไม่ให้คริสเตียนผจญกับสิ่งไม่แน่นอนแต่ลำพัง
สรุปคือ ในชีวิตของเราแต่ละวันที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่แน่นอน ให้เรากระทำสามอย่างคือ
1. จงเพ่งดูพระเจ้า อธิษฐานต่อพระเจ้า อย่าพึ่งพาตนเอง
2. จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย
3. จงฟังเสียงของพระเจ้า พระเจ้าจะดลใจให้รักษาสถานการณ์ต่างๆได้
ขอพระเจ้าช่วยเราในชีวิตประจำวันของเรา
ประการที่สอง ชีวิตไม่ยุติธรรม เมื่อเป็นเด็ก เด็กๆมีสัญชาตญาณอย่างหนึ่งคือความยุติธรรม เวลามอบของขวัญให้เด็กๆ ทุกคนต้องได้เหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งได้ของขวัญชิ้นใหญ่กว่าหรือดีกว่า เด็กๆจะรู้สึกไม่ยุติธรรม และจะพูดออกมา ถ้าเขาถูกแย่งของขวัญหรือถูกตี เขาต้องแย่งของขวัญกลับ หรือไปตีกลับ เพราะความไร้เดียงสาของเขา แต่พอเด็กมีอายุ 3 หรือ 4 ขวบ เด็กคนหนึ่งได้รับคำชม เด็กอีกคนหนึ่งไม่พอใจ เพราะอยากได้รับคำชมเหมือนกัน อายุช่วงนี้ เขาเริ่มเรียนรู้ ถึงแม้จะไม่ยุติธรรม เขาจะไม่พูด แต่จะเรียกร้องกับพ่อแม่ของเขา กับครูหรือผู้ใหญ่ที่เขาไว้ใจ ถ้าพ่อแม่ หรือครูหรือผู้ใหญ่สอนไม่ดี เช่น ให้ไปขโมยของของคนอื่น เกลียดชังสีผิวของคนอื่น เด็กคนนั้นจะมีปัญหาในอนาคต แต่การเรียนของเด็กๆในโรงเรียนและในสถานที่ต่างๆสอนให้รู้ว่า ชีวิตนี้ในบางครั้ง เราควบคุมไม่ได้ เด็กเรียนรู้มากขึ้นว่า เขาต้องยอมรับว่าในบางครั้ง ชีวิตไม่ยุติธรรมได้ เมื่อเป็นหนุ่มสาว ยิ่งพบความไม่ยุติธรรมมากขึ้น เช่น ทำไมเพื่อนคนนี้เรียนหนังสือเก่งกว่าฉัน ทำไมผู้หญิงคนนี้สวยกว่าฉัน ทำไมฉันเกิดมาจมูกแบนไม่โด่ง ทำไมฉันมีรายได้น้อยกว่าคนนั้น หรือฉันจนกว่าคนนั้น ทั้งๆที่ตอนเรียนหนังสือ คนนั้นเรียนสู้ฉันไม่ได้ นักศึกษาในวิทยาลัยไม่พอใจไปประท้วงที่รัฐบาลเอาเปรียบประชาชน เพราะรัฐบาลเอาเปรียบประชาชน มันไม่ยุติธรรม พออายุมากชึ้นเข้าวัยกลางคนหรือเข้าวัยชรา ในที่สุด เรายอมรับว่า แท้ที่จริงแล้ว ชีวิตนี้ไม่ยุติธรรมจริงๆ ให้เรามาพิจารณาดู ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นตลอดเวลาในโลกนี้ ตัวอย่างที่หนึ่งคือ เจ้านายใช้งานให้เราทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ อีกตัวอย่างหนึ่ง ในปี ค.ศ. 2015 พวกมุสลิม ISIS ฆ่าคริสเตียนซึ่งไม่มีอาวุธในประเทศซีเรียและอีรัค เพราะต่างศาสนาจากพวกเขา เป็นต้น สรุปคือ เราตัดสินความยุติธรรมหรือไม่โดยเอาความรู้สึก หรือเอามาตรฐานของโลกมาตัดสินหรือเปรียบเทียบว่า สิ่งนี้ถูกหรือผิด สิ่งนี้ดีหรือไม่ดี มาตรฐานของโลกที่ใช้ตัดสินหรือเปรียบเทียบและเป็นบ่อเกิดของความไม่ยุติธรรมได้แก่ชื่อเสียง อำนาจและเงินทอง เช่น มันไม่ยุติธรรมที่คนหนึ่งมีชื่อเสียงมากกว่าอีกคนหนึ่งทั้งๆที่ไม่มีผลงานปรากฎ หรือ คนหนึ่งมีอำนาจข่มเหงคนจนที่ไม่มีทางสู้ หรือคนหนึ่งเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย มีเงินทองเปรียบกับอีกคนหนึ่งซึ่งเกิดมายากจน นี่คือความไม่ยุติธรรมตามมาตรฐานของโลก
ในพระคัมภีร์ เราได้เห็นความไม่ยุติธรรมมากมาย เช่น โยเซฟถูกพวกพี่ๆเอาไปขายให้คนอิชมาเอล โยเซฟถูกภรรยาของโปทิฟาร์ซึ่งเป็นเจ้านายใส่ร้ายจนถูกจับไปติดคุก ดาวิดถูกกษัตริย์ซาอูลปองร้าย เป็นต้น แม้แต่พระเยซูซึ่งเป็นพระเจ้า เสด็จลงมาเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แท้ที่จริง ถ้าพระองค์เสด็จลงมาเป็นพระเจ้าอย่างเดียวโดยไม่ต้องเป็นมนุษย์ก็ย่อมได้ พระองค์สามารถมีทุกอย่างได้เพราะเป็นพระเจ้า แต่พระองค์เสด็จมาเป็นมนุษย์ร้อยเปอร์เซนต์ มารจึงไม่กลัวและมาทดลองพระองค์ เมื่อพระเยซูเสด็จไปอยู่ในถิ่นทุรกันดารและอดอาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนหลังจากที่พระองค์ทรงหิวและอยากรับประทานอาหาร มารมาทดลองพระองค์ เพราะพระองค์เป็นมนุษย์ ซึ่งมีร่างกายจิตใจที่อ่อนแอ เพราะอดอาหาร แต่ในฐานะของพระองค์ซึ่งเป็นพระเจ้า เพราะบังเกิดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ มารท้าทายให้พระองค์เปลี่ยนก้อนหินให้เป็นอาหาร พระองค์มีอำนาจจะเปลี่ยนก้อนหินให้เป็นอาหาร หรือให้เป็นเงินทองหรือสิ่งอำนวยความสุขซึ่งสามารถซื้อทุกสิ่งได้อย่างแน่นอน แต่พระองค์ไม่ทำตาม พระเยซูทรงอ้างพระคัมภีร์ ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า “มีเขียนไว้แล้วว่า ‘มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า’” (มัทธิว 4:4) มารนำพระเยซูไปยังนครบริสุทธิ์ และให้พระองค์ประทับที่ยอดหลังคาพระวิหาร และท้าให้พระองค์โดดโจนจากยอดหลังคาพระวิหารลงมา มารรู้ว่า พระองค์มีอำนาจที่จะกระโดดลงมาแล้วไม่เป็นอันตราย เพราะทูตสวรรค์รักษาพระองค์และเอามือประคองพระองค์ได้ ถ้าพระองค์ทำตาม พระองค์ก็จะมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกนี้ แต่พระเยซูไม่ทำตาม พระองค์ทรงอ้างพระคัมภีร์ พระเยซูจึงตรัสตอบมันว่า “มีเขียนไว้อีกว่า ‘อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน’” (มัทธิว 4:7) อีกครั้งหนึ่งซาตานให้ขึ้นไปบนภูเขาแล้วให้ชมราชอาณาจักรในโลกซึ่งอยู่ในอำนาจของซาตาน ถ้าพระองค์อยากได้ให้กราบลงนมัสการซาตาน แล้วซาตานจะยกราชอาณาจักรทั้งหลายในโลกให้มาเป็นของพระองค์ พระเยซูไม่ทำตาม พระองค์ทรงอ้างพระคัมภีร์ พระเยซูจึงตรัสตอบมันว่า “อ้าย ซาตาน จงไปเสียให้พ้น เพราะมีเขียนไว้แล้วว่า ‘จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว’” (มัทธิว 4:10) จะเห็นว่า ขณะที่พระเยซูอยู่ในโลก พระองค์ก็ไม่ได้รับความยุติธรรมเลย นอกจากนี้ พระเยซูยังถูกพวกฟาริสีกล่าวโทษให้ร้ายพระองค์ พระองค์ถูกเฆี่ยนและถูกจับไปตรึงกางเขน แต่เราพบว่า พระเยซูก็รู้ว่า โลกนี้ไม่ยุติธรรม แต่พระเยซูต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมด้วยพระคำของพระเจ้า พระเยซูใช้พระคำพระเจ้าเอาชนะมารและพวกฟาริสีโดยไม่ต้องใช้กำลัง เพราะพระเจ้าไม่ต้องการให้เราทำบาปตอบแทนความไม่ยุติธรรม พระเจ้าต้องการให้เราเชื่อและวางใจในพระองค์ด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้า พระองค์จะช่วยเราให้พ้นจากความไม่ยุติธรรม เพราะเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์อาศัยอยู่ในใจของเรา “ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย เราอย่าถือตัว อย่ายั่วโทสะกัน และอย่าอิจฉาริษยากันเลย” (กาลาเทีย 5:25,26) ถ้าเงินทองเป็นสาเหตุของความไม่ยุติธรรม อาจารย์เปาโลแนะนำว่า “ท่านจงพ้นจากการรักเงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสไว้แล้วว่า “เราจะไม่ละท่านหรือทอดทิ้งท่านเลย” (ฮีบรู13:5) ถ้าอำนาจ หรือ ชื่อเสียงเป็นสาเหตุของความไม่ยุติธรรม พระเจ้าต้องการให้เราสงบสุข “จงอุตส่าห์ที่จะสงบสุขอยู่กับคนทั้งปวง และที่จะได้ใจบริสุทธิ์ ด้วยว่านอกจากนั้นไม่มีใครจะได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ฮีบรู 12:14) คริสเตียนไม่ไปโกรธหรือทำร้ายเขา เพราะอาจารย์เปาโลเตือนเราว่า “โกรธก็โกรธเถิด แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่” (เอเฟซัส 4:26) “พระองค์ทรงยกคนยากจนขึ้นจากผงคลี พระองค์ทรงยกคนขัดสนขึ้นจากกองขยะ กระทำให้เขานั่งร่วมกับเจ้านาย และได้ที่นั่งอันมีเกียรติเป็นมรดก เพราะว่าเสาแห่งพิภพเป็นของพระเจ้า พระองค์ทรงวางพิภพไว้บนนั้น พระองค์จะทรงดูแลย่างเท้าของธรรมิกชนของพระองค์ แต่คนอธรรมจะต้องนิ่งอยู่ในความมืด เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของตนก็หาไม่ (1ซามูเอล 2:8,9) สิ่งสุดท้ายที่พระเจ้าต้องการให้เราต่อสู้ความไม่ยุติธรรมก็คือ “แต่อย่าลืมที่จะกระทำการดี และที่จะแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน เพราะเครื่องบูชาอย่างนั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า (ฮีบรู 13:16) “อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนัง และตัณหาของตา และความเย่อหยิ่งในชีวิตไม่ได้เกิดจากพระบิดา แต่เกิดจากโลกและโลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไป แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์ (1ยอห์น 2:16,17)
สรุปคือ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นจากการแข่งขันหรือเปรียบเทียบตามมาตรฐานของโลก เช่น แข่งขันหรือเปรียบเทียบระหว่างชื่อเสียง อำนาจและเงินทอง พระเยซูไม่ต้องการให้เราตอบแทนความไม่ยุติธรรมด้วยการทำบาป พระเยซูคริสต์ให้เราต่อสู้ความไม่ยุติธรรมด้วยพระคำของพระเจ้า เอาความดีตอบแทนความไม่ยุติธรรม เอายุทธภันฑ์ทั้งชุดไว้ปกป้องเราจากความไม่ยุติธรรม เมื่อนั้นแหละ เราจะได้ชื่อว่า เราเป็นลูกของพระเจ้าซึ่งดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างยุติธรรม ขอพระเจ้าช่วยเราเถิด
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ชีวิตต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และความไม่ยุติธรรม ชีวิตประจำวันของคริสเตียนก็เป็นชีวิตที่มีสันติสุขในพระเจ้าอยู่ในเรา นั่นคือ เราได้รับกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการเผชิญชีวิตประจำวันของเรา เพราะเรารู้ว่า “ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4:13) นอกจากนี้ เราสามารถเพิ่มเติมกำลังของเราในการดำเนินชีวิตด้วยการศึกษาพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการสามัคคีธรรมหนุนใจจากพี่น้องคริสเตียน ให้เราบอกกับพระเจ้าว่า
เราจะวางใจไม่ว่าเราอยู่ในสภาพอย่างไร
เราจะตั้งมั่นคงอยู่ในเวลาที่เราถูกทดลอง
เราจะอดทนในเวลาที่มีความทุกข์ยากลำบาก
เราจะพึงพอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่
เราจะให้แก่ผู้อื่นโดยจริงใจโดยไม่หวังผลตอบแทน
เราจะรักและให้อภัยแก่ผู้อื่นได้เสมอ
ดังนี้แหละ ชีวิตประจำวันของคริสเตียนจึงจะมีสันติสุขตลอดไป เราจะไม่หวั่นไหวไม่ว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร