การดำเนินชีวิตคริสเตียน

36. ชีวิตที่พอเพียง

เวลาที่เราไปเที่ยวแกรนแคนยอน Grand Canyon ที่รัฐอริโซนา เราเห็นความสวยงามของยอดเขาที่ตั้งเป็นแท่งๆอย่างตระการตา มีสีสันสวยงาม กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แต่เรารู้ไหมว่า ครั้งหนึ่ง มันเป็นภูเขาใหญ่ที่เขียวชอุ่ม แต่ภูเขาใหญ่นี้ถูกน้ำเซาะจนรากฐานพังทลายเป็นส่วนๆกลายเป็นยอดหรือแท่งๆ นอกจากนี้ ที่รัฐจอร์เจีย มีสถานที่แห่งหนึ่งเรียกว่า Georgia”s Little Grand Canyon มีสีสันสวยงาม ซึ่งคนเดินทางมาชมความสวยงามของเขาลูกนี้ เช่นเดียวกัน แต่ก่อนเป็นภูเขาลูกใหญ่เขียวชอุ่ม ในปี คศ 1855 มีครอบครัวหนึ่งชื่อ แพตเตอร์สันย้ายถิ่นฐานมาตั้งบ้านที่ภูเขานี้ และตัดต้นไม้ลงเพื่อทำนาเพาะปลูก รากฐานของดินไม่แน่นพอ ทำให้ภูเขาถล่มลงมาจนเป็น Grand Canyon ขนาดเล็กที่เห็นสวยงามอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ไม่มีต้นไม้เหลืออยู่ให้ชมอีกเลย ทุกวันนี้ มนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้างให้เราได้เชยชม แต่เราพอใจที่จะทำลายมันลงเพื่อสร้างสิ่งที่เราเห็นว่าสวยงาม เราทำลายสิ่งแวดล้อมดีๆที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้แก่เรา เราสร้างเมืองสร้างถนน ให้รถวิ่ง แต่เราลืมปัญหาควันพิษที่ทำลายเรา จนเกิดภาวะโลกร้อน เกิดการทำลายโอโซนบนท้องฟ้า ซึ่งปกป้องเราจากรังสีต่างๆที่มากระทบกับผิวหนัง สายตาของเรา แม้แต่ในมหาสมุทร เราจับปลาจนปลาเกิดลูกปลาไม่ทันทำให้จำนวนปลาลดลง ตัวอย่างข้างต้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจเรา พระเจ้าได้สร้างภูเขาใหญ่โต มีต้นไม้เต็มภูเขา มีแต่ความสดชื่น พระเจ้าได้สร้างต้นไม้ให้รากของต้นไม้ฝังลึกลงในดิน ช่วยยืดดินเอาไว้ ไม่ให้พังทลายลง ก็เหมือนกับชีวิตของเราที่พระเจ้าประทานให้ดำเนินชีวิตที่พอเพียงแก่ตนเอง และมีความสุขตามสภาพที่พระเจ้าทรงประทานให้ แต่มนุษย์ไม่พอใจ ต้องการมากๆยิ่งขึ้น ความไม่พอใจของมนุษย์เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่แสวงหาสิ่งที่ทำให้ร่างกายและจิตใจซึ่งเป็นเนื้อหนังของเรามีความสุข เราทำทุกอย่างโดยไม่คิดถึงผลร้ายที่จะตามมา ยกตัวอย่าง สิ่งที่วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วคือคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เด็กอายุหนึ่งขวบก็รู้จักใช้คอมพิวเตอร์ เรามี “Face book” “You tube” ใช้กันทั่วโลก จนกลายเป็นปัญหาทางสังคม เช่นการล่อลวงเด็กไปกระทำชำเรา การขโมยข้อมูลต่างๆ จนเกิดปัญหาไปทั่วโลก เมื่อใดความพอใจของมนุษย์จะสิ้นสุด กษัตริย์โซโลมอนจึงตรัสว่า “เพราะในสติปัญญามากก็มีความทุกข์ระทมมาก และบุคคลที่เพิ่มความรู้ก็เพิ่มความเศร้าโศก (ปัญญาจารย์ 1:18) ตรงนี้ อธิบายได้ว่า เรามีปัญญา เราต้องการสร้างสิ่งต่างๆมากมาย สุดท้าย สิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นความทุกข์สำหรับเรา กษัตริย์โซโลมอนยังตรัสว่า “ข้าพเจ้าจึงเกลียดชีวิต เพราะว่า การงานที่เขากระทำกันภายใต้ดวามอาทิตย์ ก่อความสลดใจให้แก่ข้าพเจ้า เพราะสารพัดก็อนิจจังคือกินลมกินแล้ง (ปัญญาจารย์ 2:17) ชีวิตของเราโดยทั่วไปต้องการความสะดวกสบาย พระเจ้าทรงเลี้ยงดูเราให้มีชีวิตที่พอเพียง แต่มนุษย์ขอพระเจ้าให้ความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ขอให้มีงานทำ แต่พอมีงานเข้ามามากมาย เราก็ดีใจที่พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่เรา แล้วเราก็ทำงานโดยลืมพักผ่อน ไม่มีเวลามานมัสการพระเจ้า เรามีตัวอย่างในพระคัมภีร์เมื่อชาวอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์มอยู่ในทะเลทราย ชาวอิสราเอลไม่มีอาหารรับประทาน โมเสสได้ขอต่อพระเจ้า พระเจ้าได้ประทานอาหารมานาจากท้องฟ้า ให้ชาวอิสราเอลรับประทาน อาหารมานาให้รับประทานประจำวันและมีมานาเหลือเฟือ แต่ไม่ให้เก็บมานาไว้รับประทานในวันต่อไป เพราะมานาจะเน่าไปถ้าเก็บค่ำคืน พระเจ้าให้เรามีงานเพียงพอที่จะให้เรามีสันติสุขในโลกนี้ แต่ไม่ใช่ทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน ดังนั้น ชีวิตที่พระเจ้าต้องการให้เราเป็นเปรียบเหมือนกับแกรนแคนยอนซึ่งต้นไม้อยู่เต็มภูเขา แต่เราไปตัดต้นไม้ ทำให้แกรนแคนยอนถูกทำลายกลายเป็นแท่งๆ ดูแล้วสวยงามแต่ไม่มีชีวิต ดังนั้น จะเห็นว่า ความคิดของพระเจ้ากับของเราแตกต่างกัน เราขอความสุขความสบายในโลกนี้เพื่อสนองความต้องการของเนื้อหนัง แต่พระเจ้าสนใจจิตวิญญาณของเรา พระเจ้าอยากให้เราใกล้ชิดกับพระองค์ และอยากให้เรามีชีวิตนิรันดร์ ในพระธรรมมัทธิว เมื่อพระเยซูอยู่กับสาวกของพระองค์ “ขณะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะ ถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา (มัทธิว 16:24-26) พระเยซูบอกให้เรารู้ว่า ถ้าเราจะเป็นคริสเตียน เราต้องดำเนินชีวิตอย่างพระเยซู พระเยซูเสด็จมาในโลกเพื่อจะมาแบกกางเขน กางเขนในที่นี้คือภาระที่ได้รับมอบมาจากพระบิดาคือมาช่วยเราให้ได้ความรอดฝ่ายจิตวิญญาณ นั่นคือเราต้องดำเนินชีวิตเพื่อให้จิตวิญญาณของเรารอด เราต้องดำเนินชีวิตแบบจิตวิญญาณ ไม่ดำเนินชีวิตแบบเนื้อหนัง คือ การใช้ชีวิตที่พอเพียง มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มากตามอัตภาพ เพราะถึงแม้เราจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก ถึงเราจะเป็นเศรษฐี มีอำนาจ มีชื่อเสียง แต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร บางคนอาจจะกล่าวว่า ทำงานเท่าไรก็ยังจนเหมือนเดิม พระเยซูตรัสว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่า เราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก ด้วยแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา” (มัทธิว 11:28-30) พระเยซูทรงสัญญาว่าพระองค์จะไม่ให้เราลำบาก พระองค์จะเลี้ยงดูเราในชีวิตประจำวันของเรา ให้เราอธิษฐานต่อพระองค์ทุกๆวัน พระเจ้าสร้างเราให้เป็นภูเขาที่เขียวชอุ่ม ไม่ใช่ภูเขาแบบแกรนแคนยอนซึ่งถูกน้ำเซาะพังทลายกลายเป็นภูเขาที่มีแต่ความสวยงาม แต่ไม่มีชีวิตเลย อัครสาวกเปาโลได้เตือนคริสเตียนให้ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง “ข้าพเจ้าไม่ได้บ่นถึงเรื่องความขัดสน เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก ความสมบูรณ์พูนสุข และความขัดสน ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า (ฟิลิปปี 4:11-13) “แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด ส่วนคนเหล่านั้น ที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในข่ายของความเย้ายวน และติดบ่วงแร้วและในความปรารถนานานาที่ไร้ความคิดและเป็นภัยแก่ตัว ซึ่งทำให้คนเราต้องถึงความพินาศเสื่อมสูญไป ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งมวล และเพราะความโลภนี่แหละ จึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์ (1 ทิโมธี 6:8-10) ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย 6เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า”(ฮีบรู 13:5-6) อัครทูตเปาโลเป็นตัวอย่างของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ขอพระเจ้าช่วยเรา