การดำเนินชีวิตคริสเตียน

31. ความสุข

เศรษฐีคนหนึ่งกล่าวว่า “ผมคิดว่าเงินทองซื้อทุกอย่างได้ แต่ทำไมผมถึงยากลำบากอย่างนี้” นักแสดงหญิงคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันเป็นคนสวย มีเงิน มีชื่อเสียง ฉันควรจะค้องมีความสุขที่สุดในโลก แต่ทำไมฉันถึงอยากฆ่าตัวตาย” ชายคนหนึ่งไปหาจิตแพทย์ เขาบอกกับจิตแพทย์ว่า “เขารู้สึกเหงาเหลือเกินและเบื่อชีวิตมาก คุณหมอช่วยผมได้ไหมครับว่า ผมควรทำอย่างไร” จิตแพทย์คนนั้นแนะว่าให้เขาไปชมละครสัตว์ซึ่งเดินทางมาแสดงในเมืองนั้น เพราะมีตัวตลกซึ่งมีหน้าตาตลกที่สุดในโลก ให้ไปดูตัวตลกคนนั้น ชายคนนั้นหยุดคิดสักครู่แล้วตอบว่า “ผมคือตัวตลกคนนั้น” นักกีฬาสามคนกอดคอกันเมื่อได้รับชัยชนะจากการแข่งขันได้เหรียญทอง เหรียญเงินและเหรียญทองแดงตามลำดับ คนซึ่งได้เหรียญทองมีความสุขที่สุดเพราะเขาได้รับความสมหวังที่สุดในชีวิต ส่วนคนที่ได้เหรียญเงินร้องไห้ผิดหวังเพราะเขาไม่ได้เหรียญทองตามที่ได้ตั้งความหวังเอาไว้ ในขณะนี้ เขามีความทุกข์ที่สุดในโลก ส่วนคนซึ่งได้เหรียญทองแดงมีความสุขมาก เพราะเขาไม่ได้หวังเหรียญเลยจากการแข่งขันครั้งนี้ จะเห็นว่า ความสุขคือความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ดังนั้น ความสุขขึ้นกับความพึงพอใจของแต่ละคนถ้านั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการ ความพอใจหรือความต้องการของแต่ละคนไม่เท่ากัน อย่างเช่นนักกีฬาสามคนที่กล่าวมา จะเห็นว่า ความสุขในโลกขึ้นกับ 2 สิ่งด้วยกัน ได้แก่ (1) สภาพแวดล้อมต่างๆ (2) ตัวเราเอง 1. สภาพแวดล้อม ได้แก่ความสุขขึ้นกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา เช่นภูมิอากาศ การแข่งขัน ตัวอย่าง ภูมิอากาศ บางคนมีความสุขในฤดูใบไม้ผลิ เพราะอากาศดีและมีดอกไม้สวยงาม บางคนมีความสุขที่ได้เล่นหิมะ บางคนมีความสุขที่ได้ไปชายทะเล บางคนไม่มีความสุขในฤดูฝน หรือฤดูร้อน เป็นต้นความสุขของคนเราเปลี่ยนแปลงไปตามภูมิอากาศ จึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ความสุขขึ้นกับการแข่งขัน การแข่งขันเป็นชีวิตประจำวันของมนุษย์ ตั้งแต่ การแข่งขันในอาชีพการงาน ตั้งแต่การแสวงหาเงินทอง อำนาจ และชื่อเสียง แต่เราก็พบว่าคนจำนวนมากได้แข่งขันถึงที่สุด เขาก็ยังไม่มีความสุข ดังนั้น ความสุขจากสภาพแวดล้อมหรือการแข่งขันไม่จีรังยั่งยืน เพราะสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการแข่งขันมีชนะหรือแพ้เสมอ ความสุขจึงไม่จีรังถาวรตลอดไป 2. ตัวเราเอง ได้แก่ความสุขที่เกิดขึ้นจากความนึกคิดและอารมณ์ บางคนมีความสุขจากการจินตนาการและวาดภาพในความคิดของตน เช่น จินตนาการว่ายืนอยู่ที่ชายหาดรับลมเย็นๆทั้งๆที่ยืนอยู่ห้องซึ่งมีอากาศร้อนจัด ความสุขขึ้นกับการรู้จักควบคุมอารมณ์ ตัวอย่าง คุณพ่อคนหนึ่งนั่งดื่มกาแฟที่โต๊ะอาหารในตอนเช้า ลูกสาววิ่งมาที่โต๊ะอาหารและชนถ้วยกาแฟหกบนโต๊ะ คุณพ่อมีอารมณ์ต่อว่าลูกที่ซุ่มซ่าม ลูกสาวร้องไห้และขอโทษ แต่คุณพ่อยังมีอารมณ์โกรธอยู่ ลูกสาวหนีเข้าไปในห้องไม่ยอมออกมา คุณแม่ต้องไปปลอบใจให้ออกมาและไปโรงเรียนกับคุณพ่อ คุณพ่อยังมีอารมณ์โกรธอยู่ก็รีบขับรถอย่างเร็วไปโรงเรียนเพราะสายแล้ว แต่เขาถูกตำรวจให้ตั๋วปรับโทษเพราะขับรถเร็วกว่ากำหนด คุณพ่อยิ่งโกรธมากขึ้น ในวันนั้นเขาทำง่านอย่างไม่มีความสุข เขานั่งคิดดูกับตนเองว่า อะไรทำให้เขาไม่มีความสุขในวันนี้ กาแฟหกหรือ ถูกให้ตั๋วจากตำรวจหรือ หรืออารมณ์ของตัวเอง ในที่สุดเขารู้ว่าเป็นอารมณ์ชั่ววูบของเขาที่ทำลายความสุขของเขา ถ้าเขาสามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในเช้านี้ได้ เขาจะควบคุมอารมณ์ไม่ให้โกรธได้ เขาและลูกสาวก็จะมีความสุข แต่ตราบใดที่คนเรายังมีเนื้อหนังอยู่ โอกาสที่จะไม่มีความสุขเกิดขึ้นได้เสมอ การงานของเนื้อหนังมีผลทำให้ไม่มีความสุขในเวลาต่อมาได้ อาจารย์เปาโลตักเตือนว่า “การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด คือการล่วงประเวณี การโสโครก การลามก การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การโกรธกัน การใฝ่สูง การท่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆในทำนองนี้อีกเหมือนที่ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนแล้วว่า คนประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า” (กาลาเทีย 5;19-21) เราเรามีการงานของเนื้อหนังอยู่ในใจของเรา เราจะมีความสุขได้อย่างไร สรุปคือ ความสุขมาจากตัวเราองเป็นความสุขชั่วครู่ชั่วยาม เพราะเรายังมีเนื้อหนังอยู่ แต่ความทุกข์นั้นอยุ่ในใจได้นานทีเดียว 3. พระเจ้า ความสุขของพระเจ้าเป็นความสุขซึ่งแตกต่างจากความสุขของโลก ความสุขนี้ขึ้นกับการติดสนิทและเดินไปกับพระเจ้า ความสุขนี้ไม่ขึ้นกับสภาพแวดล้อมหรือตนเองซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ แต่ความสุขมาจากพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง เพราะไม่ขึ้นกับวันเวลาหรือสถานที่ ไม่ขึ้นกับสภาพร่างกายหรือจิตใจ เพราะพระเยซูคริสต์ตรัสว่า บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ โศกเศร้า ใจอ่อนโยน หิวกระหายความชอบธรรม ใจกรุณา ใจบริสุทธิ์ สร้างสันติ ถูกข่มเหง ผู้นั้นเป็นสุข เพราะเขาจะรับรางวัลจากพระเจ้า (มัดธิว 5:1-12) รางวัลของพระเจ้าคือสันติสุข พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลายสันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย” (ยอห์น 14:27) สันติสุขของพระเจ้าเป็นความสุขที่ประกอบด้วยใจสงบ ใจยินดีและใจหวัง พระคริสต์ทรงเป็นสารพัด และทรงดำรงอยู่ในสารพัด (โคโลสี 3:11) ดังนั้น ถ้าเราติดสนิทกับพระเจ้า สันติสุขของพระเจ้าก็จะอยู่ในใจของเราด้วย พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ยอห์น15:5) พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ให้ชีวิตแก่เรา เหมือนกับคนเป็นลมเพราะขาดเลือด พอได้รับเลือด เขาจะกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันที เช่นเดียวกัน เมื่อมาเชื่อพระเยซูคริสต์ พระองค์จะมอบพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เรา ให้พระวิญญาณนำทางชึวิตแก่เรา ให้เราดำเนินชีวิตตามผลของพระวิญญาณ (กาลาเทีย 5:22-23) และให้เราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เดินอยู่กับเราทุกเวลา เมื่อนั้นแหละ เราจึงจะมีความสุขหรือสันติสุขที่แท้จริง อาจารย์เปาโลได้สอนเคล็ดลับของการดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขว่า “เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์ และจงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้นและท่านจงมีใจกตัญญู จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดี เพลงนมัสการและเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้าโดยพระองค์นั้น” (โคโลสี 3:12-17) สรุปคือ ความสุขเกิดจากพระเจ้าเป็นความสุขชั่วนิรันดร์ เป็นความสุขที่ประกอบด้วยความชื่นชมยินดี ความรักและความหวัง ขอให้เราแสวงหาความสุขที่แท้จริงที่มาจากพระเจ้าเถิด