การดำเนินชีวิตคริสเตียน

23. ความท้อแท้ใจ

ในชีวิตของเราทุกคน เราอาจมีช่วงเวลาหนึ่งซึ่งเรารู้สึกท้อแท้ใจ ความท้อแท้ใจเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับคนซึ่งมีความรู้สึกผิดชอบ เมื่อเวลาที่เป็นเด็ก เราไม่ต้องรับผิดชอบ ชีวิตของเราอยุ่กับความสนุกสนาน เด็กเริ่มเรียนรู้ความท้อแท้เมื่อเข้าโรงเรียน เพราะในโรงเรียน มีการแข่งขันกีฬา มีการสอบ เพราะเด็กได้รับการฝึกซ้อมในการแข่งขันหรืออ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ เด็กเริ่มเรียนรู้ความรับผิดชอบแต่เด็กหลายๆคนผิดหวังเพราะมีผลลัพท์ออกมาไม่สมกับที่ได้เตรียมตัวมา แล้วเด็กคนนั้นก็เตรียมตัวแข่งขันใหม่หรือเตรียมสอบใหม่ แต่ผลลัพท์ออกมาก็เหมือนกัน เด็กคนนั้นเริ่มท้อแท้ใจ เวลาท้อแท้ใจ เด็กมีปฏิกิริยาหลายอย่าง เด็กเกิดความเบื่อหน่าย เลิกหรือหนีจากสภาพแวดล้อมนั้น เช่น สอบตกบ่อยๆ เลยเลิกเรียนหรือหนีเรียน อีกปฏิกิริยาหนึ่งคือ เกิดความพยายามสู้ใหม่ ทำให้มีการเตรียมตัวมากขึ้น อดทนมากขึ้น ไม่ยอมแพ้ การเผชิญชีวิตของเด็กแต่ละคนช่วยเสริมสร้างบุคคลิกภาพของแต่ละคนมาตั้งแต่เด็กว่า เขาจะท้อแท้ใจง่ายและยอมแพ้ง่ายๆหรือจะต่อสู้และเอาชนะให้ได้ บุคลิกภาพเหล่านี้จะติดตัวจนเป็นผู้ใหญ่ จะเห็นว่า เรารุ้จักกับความท้อแท้ใจตั้งแต่เด็กจนโตเข้ามหาวิทยาลัยหรือเป็นผู้ใหญ่ออกไปทำงาน เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เราก็ต้องเผชิญกับการทำงานหนัก เราเรียนรู้ที่จะอดทนกับการทำงาน แต่บางครั้ง ผลงานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้เกิดความท้อแท้ใจ เช่นเดียวกับการคบเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน เพื่อนร่วมงาน หรือการมีเพื่อนสนิทหรือคนรัก เราก็พยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่แล้วเราก็ผิดหวัง เพราะเขาไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เขาเป็น แล้วเราก็ผิดหวังแล้วก็เกิดความท้อแท้ใจ สรุปคือ ความท้อแท้ใจไม่ได้เกิดขึ้นทันที่ทันใด แต่เป็นรู้สึกที่ถูกสะสมขึ้นจนถึงระดับหนึ่งก็เกิดความท้อแท้ใจ ตัวอย่างที่หนึ่ง พ่อแม่ผิดหวังที่ลูกไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อแม่อยากให้เป็น พ่อเป็นหมอ ก็อยากให้ลูกเป็นหมอ แต่ลูกเรียนหมอไม่ได้ ลูกเบื่อหน่ายที่เป็นอย่างพ่อไม่ได้ เกิดความท้อแท้เลยเลิกเรียน พ่อผิดหลังเกิดความท้อแท้ เลยยุ่งเกี่ยวกับลูก ตัวอย่างที่สอง หนุ่มสาวคู่หนึ่งรักกันมาก ตอนเป็นแฟนกัน ผู้ชายเอาใจทุกอย่าง เพราะรักผู้หญิง ผู้หญิงก็รักผู้ชาย ในที่สุดก็แต่งงานกัน ต่อมามีลูกสาวหนึ่งคน ผู้ชายทำงานมากขึ้น ผู้หญิงอยู่บ้านเลึ้ยงลูก ความใกล้ชิดมีน้อยลง ผู้ชายไม่ได้เอาใจผู้หญิงเหมือนแต่ก่อน ผู้ชายทำงานสิบชั่วโมง กว่าจะกลับบ้านก็ดึก กลับบ้านก็หวังว่า ผู้ชายจะทำกับข้าวรอ แต่ผู้หญิงก็เหนื่อยไม่มีเวลาทำอะไรเกิดเป็นปากเสียงขึ้นมา ทั้งคู่เกิดวามเบื่อหน่ายแต่ก็ยังรักกัน ในที่สุดหาทางออกไม่ได้จึงเกิดความท้อใจ สามีภรรยาอยู่ด้วยกันอย่างเบื่อหน่าย ถ้าไม่แก้ไขจะนำไปสู่กันการหย่าร้างในที่สุด ในพระคัมภีร์ มีตัวอย่างมากมายถึงความท้อแท้ใจ ตัวอย่างแรกได้แก่นางฮันนาห์ นางฮันนาห์อยากมีลูกแต่นางเป็นหมัน และยังถูกเยาะเย้ยทำให้ท้อแท้ใจ นางได้อธิษฐาน แล้วพระเจ้าทรงฟังนาง ในที่สุด นางตั้งครรถ์มีลูกชื่อซามูเอล ซามูเอลคนนี้ได้กลายเป็นผู้เผยวจนะของพระเจ้าในเวลาต่อมา อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ดาวิด ดาวิดเป็นเด็กเลี้ยงแกะวันหนึ่งดาวิดได้อาสามาต่อสู้กับโกลิอัท ทหารของฟิลิสเตีย และฆ่าโกลิอัทตาย กษัตริย์ซาอูลอิจฉาดาวิด และพยายามจะฆ่าดาวิด ไม่ว่าดาวิดจะทำดีอย่างไรก็ช่วยไม่ทำให้กษัตริย์ดาวิดเปลี่ยนใจ ดาวิดท้อแท้ใจที่กษัตริย์ซาอูลอิจฉาเขาและพยายามจะฆ่าดาวิด เขาอธิษฐานต่อพระเจ้า พระเจ้าก็ปกปักษ์รักษาเขาให้ปลอดภัย อักตัวอย่างหนึ่งคือเอลียาห์ เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้ารับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ แต่ต้องหนีเพราะมเหสีเยเซเบลจะฆ่าเขา เอลียาห์ท้อแท้ใจที่รับใช้พระเจ้าอย่างดีแต่เขาคิดว่าพระเจ้าไม่ช่วยเขา เขาทูลต่อพระเจ้า ข้อเท็จจริงพระเจ้าได้ป้องกันเขาจากมเหสีเยเซเบลแล้ว จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า เวลาที่คนของพระเจ้าท้อแท้ใจ พวกเขาอธิษฐานต่อพระเจ้า เพราะเวลาที่ท้อแท้ใจ เราเปิดโอกาสให้ซาตานเข้ามาใส่ความคิดผิดๆแก่เราว่า พระเจ้าอยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาช่วยเรา แท้ที่จริง พระเจ้าเห็นเราและอยู่กับเรา (โยชูวา 1:9) พระองค์เข้าใจถึงความรู้สึกของเรา (ยอห์น15:18) พระองค์สัญญาจะปลอบโยนเรา (สดุดี 119:25, 28) พระองค์จะให้พละกำลังแก่เราที่จะเผชิญทุกอย่างได้ (อิสยาห์ 40:29-31; 2 เธสะโลนิกา 2:16-17) พระเจ้าจะฟังคำอธิษฐานของเรา (สดุดี 138:3) ท่ามกลางความทุกข์ทั้งหลาย พระเจ้าจะมอบสันติสุขแก่เรา (ยอห์น 16:33) จะเห็นว่า พระเจ้าสัญญากับเรามากมายในพระคัมภีร์ ดังนั้น เวลาที่เราท้อแท้ใจ ให้เราอธิษฐานขอต่อพระองค์ ให้อธิษฐานด้วยความเชื่อว่า พระองค์จะช่วยเราแน่นอน พระองค์จะทำสิ่งเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ดังนั้น เราอย่าท้อถอยหรือท้อแท้ ถ้าเราท้อแท้ใจเอง เราจะปลอบใจคนอื่นได้อย่างไร ความท้อแท้เป็นผลจาก การท้อแท้ใจคือความรู้สึกหมดกำลังใจ เบื่อหน่ายที่จะต่อสู้กับชีวิต การท้อแท้ใจมีสาเหตุ 3 อย่าง ความผิดหวัง (Disappointment) ความหมดหวัง (Despair) ความกดดัน (Pressure) ในพระคัมภีร์ ได้เล่าถึงความผิดหวังของผู้รับใช้พระเจ้า โมเสส ผิดหวังต่อพระเจ้าที่ฟาโรห์ไม่ยอมปล่อยให้คนอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์ทั้งๆที่พระเจ้าได้แสดงการอัศจรรย์ต่างๆ (อพยพ 5:22-23) ดาวิดผิดหวังที่กษัตริย์ซาอูลพยายามจะฆ่าเขาทั้งๆที่เขารับใช้อย่างสัตย์ซื่อ (1 ซามูเอล 20:1) ในพระคัมภีร์ ได้เล่าถึงความหมดหวังของผู้รับใช้พระเจ้า เอลียาห์หมดหวังที่จะมีชีวิตอยู่ เพราะเยเซเบลกำลังตามฆ่าเขาอยู่จนเขาต้องหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำในโฮเรบ (1 พงศ์กษัตริย์ 19) ในพระคัมภีร์ ได้เล่าถึงความกดดันต่อผู้รับใช้พระเจ้า ซามูเอลถูกคนอิสราเอลกดดันให้ตั้งกษัตริย์เหมือนชนชาต์อื่นๆทั้งๆที่พระเจ้าเป็นบรมกษัตริย์ของพวกเขา (1 ซามูเอล 8:4-9) ในชีวิตของเราทุกวันนี้ก็พบความผิดหวัง ความหมดหวัง ความกดดันของชีวิตจนเกิดความท้อแท้ใจ คนที่ท้อแท้จะแสดงออกด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง หมดแรง อ่อนเพลีย มีปฏิกริยาโต้ตอบ จนบางครั้ง พูดจาว่าร้ายผู้อื่น หรืออาจทำร้ายตนเอง และผู้อื่นได้ ความท้อแท้ใจเป็นผลของเนื้อหนังซึ่งซาตานสามารถเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรา อาจารย์เปโตรจึงได้เตือนเราว่า ท่านทั้งหลายจงสงบใจ จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ จงต่อสู้กับศัตรูด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ เพราะว่าพวกพี่น้องขิงท่านก็ประสบความทุกข์ลำบากอย่างเดียวกัน (1 เปโตร 5:8-9) พระเจ้าทรงเตือนราอยู่เสมอว่า ให้อธิษฐานขอกำลังจากพระองค์ เรากำลังต่อสู้กับมารซึ่งทำให้เราท้อแท้ พระเยซูคริสต์คือพระเจ้าซึ่งเสด็จมาเพื่อทำลายอำนาจของมารได้ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิดเพราะเราได้ชนะโลกแล้ว” (ยอห์น16:33) “เพราะเหตุนั้นจงยกมือที่อ่อนแรงขึ้น และจงให้หัวเข่าที่อ่อนร้ามีกำลังขึ้น และจงทำทางให้ตรงเพื่อให้เท้าของท่านเดินไป” (สุภาษิต 4:26) เราต่อสู้กับความท้อแท้ได้ด้วย: 1. การเชื่อว่าพระเจ้าสามารถทำลายความท้อแท้ของเราได้ “ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น (ยากอบ 4:10) พระเจ้าทรงตรัสกับโยชูวาและกับเราว่า “เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่า จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถื่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า (โยชูวา 1:9) 2. ให้เราอธิษฐานบอกกับพระเจ้าถึงความท้อแท้ของเรา และขอความช่วยเหลือจากพระองค์ (สดุดี 130:1) พระองค์จะประทานสติปัญญา และกำลังแก่เรา (สดุดี 138:3, สดุดี 55:22, เศคาริยาห์ 8:6) 3. ปรึกษากับผู้ซึ่งมีสติปัญญาของพระเจ้าหรือผู้ที่เคยหนุนใจแก่เรา เช่น โยนาธานหนุนใจดาวิดในยามยากลำบาก (1 ซามูเอล23:16) ในฐานะคริสเตียน เราจะหนุนใจผู้ที่ท้อแท้อย่างไร 1. ให้เราหนุนใจให้เขาติดสนิทกับพระเจ้า 2. ให้เราหนุนใจด้วยคำพูดที่อ่อนโยน อ่อนหวาน และจริงใจ 3. ให้เราหนุนใจด้วยคำชมเชยเมื่อมีโอกาส 4. ให้เราหนุนใจด้วยพระคำของพระเจ้า 5. ให้เราหนุนใจด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ให้เราบอกกับพระเจ้าว่า เราจะไม่ท้อแท้ใจ ถึงแม้เราจะพบกับความผิดหวัง หรือบางครั้งเราอาจรู้สึกหมดหวัง หรือเราถูกกดดันในชีวิตจนทนไม่ไหว ให้เรามั่นใจว่า พระเจ้าทรงควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้ เราจะไม่ท้อแท้ใจ เพราะเราจะบอกกับตนเองว่า “ข้าพเจ้าผจญทุกสื่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4:13) ขอพระเจ้าช่วยเราด้วย อาเมน