การดำเนินชีวิตคริสเตียน
2. การให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ในปทานุกรม คำว่า เกียรติ หมายถึงการสรรเสริญ การให้เกียรติผู้อื่นคือการยกผู้อื่นให้สูงขึ้นเท่าตัวเองหรือสูงกว่าตน ให้มาดูตัวอย่างของการให้เกียรติต่อกันและกันในพระคัมภีร์ เป็นเรื่องราวของโนอาห์กับลูก ในพระธรรมปฐมกาล 9:20-27 เขียนว่าดังนี้โนอาห์เริ่มเป็นคนทำสวนและปลูกองุ่น แล้วท่านดื่มเหล้าองุ่นและเมา แล้วก็นอนเปลือยกายอยู่กลางเต็นท์ของท่าน ฮามผู้เป็นบิดาคานาอันเห็นบิดาของเขาเปลือยกายอยู่ จึงบอกพี่ชายทั้งสองที่อยู่ภายนอก 23เชมกับยาเฟทก็เอาผ้าพาดบ่าทั้งสองคนแล้วก็เดินถอยหลังเข้าไปปกปิดกายของบิดาที่เปลือยอยู่ โดยไม่ได้หันหน้าดูบิดาที่เปลือยกายอยู่นั้น เมื่อโนอาห์สร่างเมาแล้ว และรู้ว่าบุตรสุดท้องทำกับท่านอย่างไร จึงพูดว่า “คานาอันจงถูกแช่ง ให้เป็นทาสต่ำสุดของพี่น้อง” ท่านกล่าวด้วยว่า “สาธุการแด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด ขอพระเจ้าทรงเพิ่มพูนยาเฟทให้ทวียิ่งขึ้น ให้เขาอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด” เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่พระเจ้าได้ทรงช่วยโนอาห์และครอบครัวได้รอดจากน้ำท่วมโลก พระเจ้ามีพระคุณต่อโนอาห์ โนอาห์ควรต้องประพฤติตนเป็นคนดีของพระเจ้า แต่โนอาห์ไปดื่มเหล้าเมา เท่ากับไม่ให้เกียรติแก่พระเจ้า นอกจากนี้ โนอาห์เปลือยกายอยู่กลางเต็นท์ของท่าน ลูกที่ชื่อฮามซึ่งเป็นพ่อของคานาอันเห็นพ่อเปลือยกายอยู่ แทนที่จะปกปิดกายของพ่อ กลับไปบอกเชม และยาเฟท ซึ่งอยู่ข้างนอก ซึ่งเท่ากับไม่ให้เกียรติโนอาห์ซึ่งเป็นพ่อ เชม และยาเฟทเห็นพ่อเปลือยกายก็เอาผ้าพาดบ่าทั้งสองคนก็เดินถอยหลังเข้าไปปกปิดกายของพ่อที่เปลือยกาย โดยไม่ได้หันหน้าไปดู แสดงว่า เชมและยาเฟตได้ให้เกียรติแก่โนอาห์ผู้เป็นพ่อ คำว่า “เกียรติ” มักนิยมใช้ในแง่ต่างๆ เช่น ให้เกียรติเจ้าของบ้าน ให้เกียรติสถานที่ และให้เกียรติผู้อื่น หรือการให้เกียรติต่อกันและกัน
1. การให้เกียรติเจ้าของบ้าน เช่น เรากับพระเจ้า พระเจ้าเป็นเจ้าของฟ้า สวรรค์และแผ่นดินโลก ในพระธรรมสดุดี 99:9 “จงยอพระเกียรติพระเจ้าของเรา และนมัสการที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ เพราะพระเจ้าของเราบริสุทธิ์” เราให้เกียรติพระเจ้าในโลกนี้ เพราะพระองค์ทรงสร้างเราและให้เราอยู่ในโลกนี้อย่างมีสันติสุข เราให้เกียรติพระเจ้าด้วยการทำตนเป็นคริสเตียนที่ดี รักพระเจ้า และ รักซึ่งกันและกัน เราให้เกียรติพระเจ้าด้วยการรักษาโลกให้สะอาดบริสุทธิ์ ขจัดมลพิษจากควันรถ อย่าทำลายป่า อย่าทดลองปรมาณู เป็นต้น
2. การให้เกียรติสถานที่ สถานที่คือ โลกนี้ ประเทศชาติ โบสถ์หรือวัด สถานที่ทำงาน บ้าน เราให้เกียรติสถานที่ เท่ากับเราให้เกียรติเจ้าของสถานที่ ตัวอย่างที่หนึ่ง เราให้เกียรติประเทศชาติคือการให้เกียรติเจ้าของประเทศ เช่นกษัตริย์ ในพระธรรม 1 เปโตร 2:17 “จงถวายเกียรติแด่กษัตริย์” รวมไปถึง การให้เกียรติแก่ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และคนที่ปกครองประเทศ ตัวอย่างที่สอง การให้เกียรติสถานที่ เช่นบ้านของผู้อื่นเวลาที่เราไปเที่ยวบ้านของคนอื่น เราต้องให้เกียรติสถานที่ด้วยการขออนุญาตว่าจะเข้าห้องน้ำ จะเปิดตู้เย็นหยิบของ เป็นต้น ตัวอย่างที่สาม การให้เกียรติสถานที่ เช่น โบสถ์ โบสถ์เป็นของพระเจ้า พระเจ้าตั้งผู้รับใช้มารับใช้พระองค์ในตำแหน่งต่างๆ เช่น ศิษยาภิบาล และผู้ปกครองดูแลฝ่ายจิตวิญญาณ เราต้องให้เกียรติในฐานะผู้ใหญ่ในโบสถ์ มัคนายกเป็นผู้บริหารฝ่ายธุรการ ดูแลกิจกรรมต่างๆในโบสถ์ เราต้องให้เกียรติในงานที่เขาทำ นอกจากนี้ ยังมีผู้รับผิดชอบในโบสถ์เช่น ผู้รับผิดชอบในครัวเรียก แม่ครัว ผู้ใดจะเข้ามาใช้ห้องครัวต้องขออนุญาตจากแม่ครัวเสียก่อน ถ้ามีผู้ช่วยแม่ครัว ผู้ช่วยแม่ครัวทำตามคำสั่งของแม่ครัวเท่านั้น คนอื่นเดินเข้าไปในห้องครัวได้ จะไปสั่งผู้ช่วยแม่ครัวเกี่ยวกับเรื่องทำอาหารไม่ได้ เท่ากับไม่ให้เกียรติเจ้าของห้องครัว เพราะผู้ช่วยแม่ครัวขึ้นกับแม่ครัวโดยตรง
3. การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าผู้อื่นนั้นจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรา เช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดี เราต้องให้เกียรติแก่ผู้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ถึงแม้เราจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในพระธรรม 1 เปโตร 2:13 เขียนว่า “ท่านทั้งหลายจงยอมฟังการบังคับบัญชาที่มนุษย์ตั้งไว้ทุกอย่าง เพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าผู้นั้นเป็นมหาจักรพรรดิผู้มีอำนาจยิ่ง” เช่นเดียวกัน การทำงานในคนหมู่มากในโบสถ์ย่อมมีความคิดเห็นต่างๆกัน ทุกคนล้วนเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเท่าเทียมกัน ไม่มีใครด้อยกว่าใครในสายพระเนตรของพระเจ้า ในพระธรรม 1 เปโตร 4:7-11
“เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีสติสัมปชัญญะ และจงรู้จักสงบใจเพื่อแก่การอธิษฐาน ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือจงรักซึ่งกันและกันให้มาก เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้ ท่านทั้งหลายจงต้อนรับเลี้ยงดูซึ่งกันและกันโดยไม่บ่น ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อระโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดีที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดจะพูด ก็ให้กล่าวเหมือนหนึ่งกล่าวพระภาษิตของพระเจ้า ถ้าคนใดกระทำบริการ ก็ให้บริการตามกำลังซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทาน เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงได้เกียรติในการทั้งปวงโดยพระเยซูคริสต์ การสิริและไอศวรรยานุภาพจงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน”
ใน 1 เปโตร 2:17 เขียนว่า “จงให้เกียรติแก่ทุกคน จงรักบรรดาพี่น้อง จงยำเกรงพระเจ้า และจงถวายเกียรติแด่มหาจักรพรรดิ”พูดอย่างง่ายๆคือ เราทุกคนรับใช้พระเจ้า เราทำเพราะพระเจ้าทรงรักเราทุกคน เราจึงรักซึ่งกันและกัน ทุกคนที่รับใช้ในคริสตจักรต้องรักกัน สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดีนวกัน ผู้ใหญ่ในคริสตจักรต้องรักเด็กๆ อนุชน เยาวชนเหมือนลูกหลานของตน เด็กๆ อนุชน เยาวชนก็ให้เกียรติผู้ใหญ่ด้วยความเคารพทั้งกิริยา วาจาและใจ เหมือนกับว่าผู้ใหญ่เป็นพ่อแม่ของเขา ความรักทำได้ทุกอย่างแม้ความผิดของผู้อื่น
แต่อาจจะมีบางคนถามว่า ถ้าผู้ใหญ่บางคนประพฤติไม่ดี เช่น ดื่มเหล้าเมา พูดจาหยาบคาย ทำร้ายภรรยา เราซึ่งเป็นเด็กกว่าสามารถพูดจาตักเตือนสั่งสอนผู้ใหญ่ที่ประพฤติตนไม่ดีได้ไหม เพราะในพระธรรม ทีตัส 2:2 เขียนว่า “พึงสั่งสอนชายผู้สูงอายุให้เป็นผู้รู้จักประมาณตน น่านับถือ ควบคุมตนเองได้ ข้มแข็งในความเชื่อ ในความรักและในความอดทน” พระธรรมข้อนี้ไม่ได้หมายความเด็กๆ หรือ ผู้อายุน้อยจะไปสอนผู้ใหญ่ได้ เพราะข้อพระธรรมนี้ อาจารย์เปาโลเขียนถึงทีตัสซึ่งอยู่ในฐานะผู้ปกครองในคริสตจักร ทิตัสโดยตำแหน่งจึงสามารถตักเตือนผู้สูงอายุในคริสตจักรได้ ถ้าผู้ที่เด็กกว่าพบผู้สูงอายุประพฤติไม่ดี เขาจะไม่ไปตักเตือน แต่จะไปปรึกษากับผู้ปกครองหรือศิษยาภิบาลซึ่งสามารถตักเตือนผู้สูงอายุซึ่งประพฤติไม่ดีได้
สรุปคือ การให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นสิ่งควรทำในคริสตจักร เพราะ ทุกคนรับใช้พระเจ้าโดยไม่มีสิ่งตอบแทนในโลกนี้ แต่ทุกคนรับใช้ เพราะทุกคนรักพระเจ้า และรักซึ่งกันและกัน แล้วพระเจ้าจะประทานรางวัลให้แก่เราในสวรรค์