การดำเนินชีวิตคริสเตียน
16. ความเครียดของชีวิต
ความเครียดเกิดขึ้นภายหลังจากมนุษย์ได้ทำบาปต่อพระเจ้า เมื่อมนุษย์อยู่ในสวนเอเดน มนุษย์มีแต่ความสุข สัตว์ทั้งหลายอยู่ร่วมกัน ไม่มีแก่หรือเจ็บหรือตาย เพราะมีต้นไม้แห่งชีวิตที่รับประทานผลไม้แล้ว มนุษย์มีร่างกายสมบูรณ์ ไม่เจ็บไม่ป่วย เพราะทั้งแผ่นดินมีแต่ความบริสุทธิ์ เชื้อไวรัสและบัคทีเรียก็ไม่ทำร้ายคนหรือสัตว์ ไม่มีเชื้อโรค ไม่มีความเครียดในสวนเอเดน เมื่อมนุษย์ทำบาปต่อพระเจ้า มนุษย์จึงต้องออกจากสวนเอเดน แผ่นดินถูกสาปทั้งมนุษย์และสัตว์ต้องออกหากินเอง (ปฐมกาล 3:16-19) ความยากลำบากเกิดขึ้น คนต้องทำงานและสัตว์ต้องออกหาอาหารเพื่อความอยู่รอด ความเครียดเกิดขึ้น เพราะต้องเผชิญกับตัณหาของตนเองและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์และสัตว์ทำร้ายซึ่งกันและกัน มีโรคภัยเกิดขึ้น ความเครียดจากโรคภัยไข้เจ็บความแก่ชราและความความตาย ความเครียดจึงเกิดกับมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย
ในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นโลกาภิวัฒน์ สังคมต่างๆมีความใกล้ชิดมากขึ้น มีข่าวสารจากวิทยุโทรทัศน์ ข่าวขากอินเตอร์เน็ต ทำให้เรารู้ข่าวสารต่างๆทั่วโลก เหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือคาดไม่ถึงหรือเหตุการณ์ที่ร้ายแรงทำให้เกิดความเครียด เช่น คนทำร้ายกัน คนตกงาน แผ่นดินไหว น้ำท่วมและอื่นๆ ความเครียดเกิดกับมนุษย์ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะว่า
ความเครียดเป็นปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจในการปรับตัวต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ความเครียดแบ่งได้ 3 สภาวะด้วยกัน
1. ความเครียดประจำวัน ขอเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า routine stress หรือ regular stress เป็นความเครียดปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา คนที่มีความเครียดระดับนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้มีความตื่นตัว ไม่เฉื่อยช้า เช่น อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง อาการร้อนขึ้นอย่างฉับพลัน รถติดในตอนเช้า เสียงรบกวนต่างๆ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น งานที่ทำลดลง และ อื่นๆ ความเครียดในสภาวะนี้เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่ทุกวัน คนส่วนมากจึงสามารถเผชิญกับมันได้ เพราะค่อยๆเรียนรู้ที่จะปรับตัวและเตรียมพร้อมของร่างกายและจิตใจที่จะเผชิญกับมัน ทำให้เราไม่รู้สึกเครียด ทั้งๆที่มีความเครียดเกิดขึ้น จึงเรียกว่าเป็นความเครียดปกติ ความเครียดปกตินี้เกิดตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่น จนวัยผู้ใหญ่ เพราะความต้องการไม่เหมือนกันในแต่ละวัย ถ้าขาดสิ่งที่แต่ละวัยต้องการ ก็อาจนำไปสู่ภาวะความเครียดได้ เช่น ความเครียดของเด็กทารกร้องไห้เพราะความหิวแต่เมื่อดื่มนมแล้วก็หยุดร้องไห้ ความเครียดของคนหนุ่มสาวเกิดจากความกดดันของเพื่อนๆ ก็ยังสามารถปรับตนได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ ความเครียดของผู้ใหญ่คือการทำมาหากินขึ้นกับว่าหาเงินมากน้อยเพียงใด สรุปคือ ทุกคนต้องมีความเครียดในแต่ละวัน แต่เราไม่รู้สึกว่าเป็นความเครียด เพราะร่างกายและจิตใจของคนเราถูกฝึกให้อดทนต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้โดยไม่รู้สึกว่ามีความเครียด เช่น ต้องตื่นนอนแต่เช้าเพราะต้องรีบไปทำงาน ต้องผจญกับรถติดในตอนเช้า ต้องไปพูดต่อหน้าคนอื่นในห้องประชุม ถือว่า แต่เป็นธรรมดาของชีวิต ในกรณีของตำรวจหรือทหารซึ่งต้องผจญกับการเสี่ยงชีวิตอยู่บ่อยๆ ดังนั้น ตำรวจหรือทหารต้องทำการฝึกฝนทุกๆวันจนกระทั่งสิ่งที่เป็นความเสี่ยงได้กลายเป็นชีวิตที่ปกติ ดังนั้น อาชีพของตำรวจหรือทหารถึงมีความเสี่ยงแต่ก็เป็นความเครียดที่ปกติสำหรับพวกเขา แต่ถ้าตำรวจหรือทหารพบกับเหตุการณืที่คาดไม่ถึง เช่นมีผู้ร้ายหรือผู้ก่อการร้ายบุกเข้ามาโดยคาดไม่ถึง นี่ก็กลายเป็นความเครียดที่ผิดปกติหรือความเครียดที่คาดไม่ถึง
2. ความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง (unpredicted stress หรือ unexpected stress) เป็นสภาวะความเครียดมากขึ้นกว่าปกติซึ่งอาจเกิดขึ้นในบางช่วงของชีวิตมนุษย์ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติบางอย่างเกิดขึ้น หรือผ่านเข้ามาชั่วคราว เช่น งานบางช่วงหนักขึ้นกว่าปกติจนร่างกายเหนื่อยอ่อน บริษัทมีงานน้อยลงจนต้องตัดคนงาน ช่วงใกล้สอบใหญ่ เป็นสัญญาณเตือนว่าช่วงนี้เรามีวิกฤตการณ์ใหม่เกิดขึ้น ความเครียดในระดับนี้ เราต้องปรับร่างกายจิตใจใหม่ให้เข้มแข็งขึ้น เราอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาเพื่อให้สามารถต่อสู้กับวิกฤตการณ์นี้ได้ และพอผ่านช่วงนี้ไปได้ก็กลับมาเป็นภาวะปกติเหมือนเดิม
3. ความเครียดมากเกินกำลัง (overwhelmimg stress) ความเครียดสภาวะนี้เกิดขึ้นถ้าปัญหานั้นๆเป็นมากเกินกว่าประสบการณ์ที่เรียนรู้มาหรือเกิดอย่างกระทันหัน เช่น น้ำท่วมเฉียบพลัน แผ่นดินไหว และอื่นๆซึ่งเกินความสามารถของตนในขณะนั้น หรือปัญหาเรื้อรังและยาวนานจนสู้ไม่ไหว เช่นน้ำท่วมบ้านเป็นเดิอน แผ่นดินไหวจนบ้านพังไม่มีที่อยู่ แม้แต่การทำงาน เช่น ตกงานมาหลายเดือนแล้ว ยังหางานไม่ได้ การมีหนี้สินท่วมตัวไม่สามารถจะชดใช้หนี้ได้ หรือค่อนข้างจะเป็นเรื่องแก้ไขอะไรไม่ได้ ทั้งๆที่อดทน ทำใจ และรอ ความเครียดจากการสูญเสียเกินกว่าจะรับได้ เช่น บุคคลในครอบครัวป่วยหนัก รักษาไม่ได้หรือเสียชีวิต เหตุการณ์เหล่านี้อาจทำให้ความเครียดพุ่งสูงทันทีจนรับไม่ไหว
ดังนั้น ความเครียดขึ้นอยู่กับความสามารถหรือประสบการณ์ของแต่ละคน บางคนถูกฝึกมาให้เผชิญกับความเครียด เช่นทหาร แพทย์พยาบาล บางคนเครียดแม้แต่เรื่องเล็กๆ เช่นใครเล่าเรื่องอะไรก็เครียดจนร้องไห้เป็นลม เป็นต้น
ในแง่จิตวิทยาหรือทางการแพทย์พบว่า มีคน 3 ลักษณะที่มีอาการเครียดมากกว่าคนอื่น
1. คนที่ชอบสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นแบบที่คิดเอาไว้ ไม่ค่อยยืดหยุ่น มีชีวิตเข้มงวดกับตัวเองและคนอื่นมาก มีโอกาสเครียดได้ง่าย
2. คนที่ชอบอยู่กับรายละเอียดมาก เป็นคนยุ๋มๆหยิมๆ ทุกอย่างก็เก็บมาคิดหมด เก็บเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเป็นอารมณ์
3. คนที่อารมณ์อ่อนไหว (Sensitive person) คือคนที่เอาความรู้สึกตัวเองไปผูกพันกับคนอื่น ใครพูดกล่าวอะไร ก็เอามาคิดจนอารมณ์อ่อนไหว ทำให้ตัวเองเครียดตลอดเวลา
ดังนั้น จะเห็นว่า ถ้าเราเป็นคนสามจำพวกนี้ เราจะเป็นคนเครียดได้ง่าย นอกจากนี้ เรายังทำให้คนอื่นที่อยู่กับเราเครียดไปด้วย เช่น สามีเป็นคนเจ้าระเบียบ วางของเป็นที่เป็นทาง กินอาหารตรงเวลา จัดเวลาทำงานอย่างเคร่งครัด ภรรยาวางอาหารผิดที่ จัดเตรียมอาหารช้าเกินไป ไปทำงานต้องกลับย้านตรงเวลาไม่ชอปปิ้งไม่ได้ เป็นต้นทำให้ตนเองเครียดแล้วยังทำให้ภรรยาเครียดไปด้วย อีกตัวอย่างหนึ่งมักเกิดกับผู้หญิงบางคน เป็นคนอารมณ์อ่อนไหว ใครพูดอะไร มักคิดในแง่ลบ พอกลับบ้านก็ไปเอาเรื่องว่าสามี ทั้งๆที่สาทีไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าทำอะไรให้ภรรยาไม่พอใจ
แท้ที่จริง ความเครียดไม่ใช่ตัวปัญหา แต่การไม่ยอมรับว่าตัวเองเครียดและไม่ยอมจัดการความเครียดต่างหากเป็นปัญหา ซึ่งจะทำเราเครียดยิ่งขึ้นจนกลายเป็นปัญหา
อาการของความเครียด สังเกตจากสภาพร่างกายคือ หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดจะสูงขึ้น หายใจไม่อิ่ม หายใจไม่เต็มที่ อาจมีปัญหาระบบทางเดินอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร กินจุกจิก ทางด้านจิตใจ มักจะหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อย ๆ กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง การหลับนอนเปลี่ยนไป มีการเบื่ออาหาร อยู่ไม่ติดที่ กระวนกระวาย กระสับกระส่าย
สภาวะที่ตึงเครียดเกินไปเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่โรคต่าง ๆ ขึ้นได้ และจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จะทำงานด้อยลง ถ้ามีแนวโน้มจะเป็นโรคอะไรอยู่ ก็จะเป็นโรคนั้น
โรคที่พบบ่อยคือโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือดและหัวใทั้งหมด อาทิ ความดันเลือดสูง หัวใจเต้นผิดปกติ ระบบหลอดเลือด โรคระบบทางเดินอาหาร กระเพาะ ลำไส้ ภูมิแพ้ เบาหวาน ลมพิษ แพ้อากาศ หอบหืด โดยในคนที่เป็นโรคอะไรอยู่แล้ว อาการของโรคก็จะแย่ลง
อย่างไรก็คาม คนพยายามเผชิญความเครียดด้วยตนเองด้วยวิธีการต่างๆ
บางคนแก้เครียดด้วยการทำลายตนเอง เช่นสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินจุจนอ้วน บางคนก็แยกตัวจากคนอื่น บางคนกลายเป็นคนซึมเศร้า นี่เป็นการแก้เครียดในแง่ลบ
บางคนเผชิญความเครียดด้วยการลดความเครียด เช่น
1.ปรึกษาผู้อื่นซึ่งเคยประสบความเครียดอย่างเดียวกัน
2.ใช้เวลาอยู่กับผู้อื่นเพื่อลืมหรือออกจากความเครียดชั่วขณะหนึ่ง
3.หาอย่างอื่นทำ เช่นออกกำลัง เล่นกีฬา ฟังเพลง ช่วยเหลือผู้อื่น
4.นั่งสมาธิ ฝึกการหัวเราะ
นี่คือการเผชิญความเครียดในแง่บวกของคนในโลกนี้
ในทางการแพทย์ นักจิตวิทยาและแพทย์จะแนะวิธีรักษาความเครียดว่า เริ่มต้นต้องยอมรับว่าเราเครียด และเรียนรู้ถึงปัญหาซึ่งเป็นที่มาของความเครียดและพยายามแก้ไข แต่เราพบบ่อยๆครั้ง บางปัญหาแก้ไขไม่ได้จริง ๆ เราต้องทำใจให้ยอมรับ และปรับร่างกายและจิตใจเพื่อสามารถอยู่กับมันได้อย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
และหาวิธีการที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียด ไม่ให้ความเครียดอยู่ในระดับสูงเกินไป โดยให้ทำอะไรก็ได้ที่ทำแล้วสบายกาย สบายใจ
วิธีการแรกคือการระบายความเครียดออกไปในทางอื่น มี 3 วิธี คือ ฝึกการหายใจ ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อ และการนวด วิธีการฝึกการหายใจ โดยหายใจเข้าลึก ๆ ให้สุด มือจับที่หน้าท้องไว้ว่ามีลมหายใจเข้า หายใจออก ทำทุกวัน วันละ 4-5 นาที การนวดจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงตัว การนวดกดจุดในครอบครัวจะช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี
วิธีการที่สองคือมองด้านบวก ด้วยการการเปลี่ยนวิธีคิดของ ตัวเองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ถ้าเรารับรู้เหตุการณ์แล้วมองด้านลบจะรู้สึกผิดหวัง หดหู่ ทนไม่ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเครียด แต่เมื่อไรมองด้านบวก มองด้านดี ละเลยด้านลบไปบ้าง ก็จะมีความสุขขึ้น
วิธีที่สามคือหากิจกรรมต่าง ๆ ที่เราชอบทำ ไม่หมกมุ่นกับความคิด เช่น ออกกำลังกาย ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เต้นรำ ตกแต่งบ้าน อ่านหนังสือ ไปเสริมสวย ถ่ายรูป พบปะสังสรรค์เพื่อนฝูง ทำงานฝีมือ ไปท่องเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ
นี่คือวิธีการทางโลกในการทำลายความเครียด
ถ้าแก้ไขด้วยวิธีข้างต้นไม่ได้ จิตแพทย์ก็จะรักษาด้วยยาลดความเครียด
สำหรับพวกเราซึ่งเชื่อพระเยซูคริสตเจ้า เราเผชิญความเครียดแตกต่างจากชาวโลก เรารู้ว่า เราอยู่ในโลกของความบาป เราต้องผจญกับความเครียดที่เกิดจากธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและคนประเภทต่างๆรวมถึงซาตานซึ่งอยู่ในโลก ซาตานสามารถใช้สาวกของมันให้สร้างปัญหาต่างๆเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความเครียดแก่เราซึ่งเป็นลูกของพระเจ้า คริสเตียนเผชิญความเครียดได้อย่างไร ให้มาดูตัวอย่างในพระคัมภีร์ ในช่วงหนึ่งสัปดาห์สุดท้ายของพระเยซูก่อนถูกจับไปตรึงกางเขน เป็นสัปดาห์แห่งความเครียด พระเยซูทรงทราบว่า เวลาของการไถ่บาปของพระองค์ได้มาถึงแล้ว ในพระธรรมยอห์นตั้งแต่บทที่ 12 เป็นต้นไป สาวกของพระองค์ซึ่งติดตามพระองค์มาเป็นเวลาสามปี แล้วในขณะนี้ พระเยซูตรัสว่า เวลาของพระองค์ที่จะจากพวกเขาไปได้ใกล้เข้ามาแล้ว สาวกทั้งหลายต่างก็มีความเครียด เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร สาวกของพระองค์ก็ไม่เข้าใจพระองค์ว่า ทำไมต้องไปสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูรู้ถึงความเครียดของสาวกของพระองค์ พระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์ผจญความเครียดอย่างไร
1. พระเยซูได้สัญญากับสาวกของพระองค์ว่า พระองค์ไม่ทอดทิ้งพวกเขา และสัญญาจะส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาช่วยพวกเขาในการดำเนินชีวิต พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านขอสิ่งใดจากพระบิดา พระองค์จะประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่านในนามของเรา” (ยอห์น 16:23) พระเยซูคริสต์สอนเราว่า เวลาที่ความเครียดเข้ามาหาเรา ให้เรารู้ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงดูแลเรา ขอให้เราอธิษฐานในนามของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงสัญญาจะช่วยเราให้พ้นจากความเครียดได้
2. พระเยซูชี้ให้สาวกเห็นว่า พระองค์มีฤทธิ์อำนาจที่จะช่วยพวกสาวกได้ พระเยซูต้องการให้สาวกรู้ว่า พระองค์ต้องตายบนไม้กางเขนเป็นเพียงชั่วคราว เพราะในวันที่สาม พระองค์จะฟื้นคืนพระชนม์ และเสด็จกลับสู่สวรรค์ อำนาจของความเป็นพระเจ้าจะกลับคืนสู่พระองค์อีกครั้งหนึ่ง พระเยซูตรัสว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว” (มัทธิว 28:18) พระเยซูคริสต์สอนเราว่า เวลาที่ความเครียดเข้ามาหาเรา ให้เราเชื่อในฤทธานุภาพของพระเยซูคริสต์ที่จะกำจัดปัญหาต่างๆที่ทำให้เราเครียดได้
อันที่จริง พระเยซูคริสต์อยู่กับเรา อยู่ในใจของเราตลอดเวลาที่เรประสบกับความเครียด พระเยซูคริสต์ต้องการให้เราพึ่งพระองค์ ให้เราจดจำไว้เสมอว่า ความเครียดเป็นการทดลองความเชื่อของเรา
อัครทูตเปาโลกล่าว่า “พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายตกอยู่ในการทดลองต่างๆก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีทั้งสิ้น เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความเพียร และจงให้ความเพียรนั้นกระทำการจนสำเร็จ เพื่อท่านทั้งหลายจะสมบูรณ์ครบถ้วนไม่ขาดสิ่งใดเลย ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงอย่างเหลือล้นและมิได้ทรงตำหนิ และจะทรงประทานให้แก่ผู้นั้น แต่จงให้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ อย่าหวั่นไหวเลย เพราะว่าผู้ที่หวั่นไหวก็เป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา (ยากอบ 1:2-4) ความเครียดสอนเราให้มีความเพียร รู้จักใช้สติปัญญา และไม่หวั่นไหว ความเพียรคือความอดทน ความพยายามและไม่ท้อถอย เราใช้ปัญญาที่พระเจ้าประทานให้แก่เราในการเผชิญกับความเครียด และจะไม่หวั่น เพราะเราไม่ได้ผจญความเครียดแต่คนเดียว พระองค์ทรงผจญร่วมกับเรา
ในพระคัมภีร์สอนเราว่า “ในยามทุกข์ใจข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์ ข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้าของข้าพเจ้า พระองค์ทรงสดับเสียงของข้าพเจ้าจากพระวิหารของพระองค์ และเสียงร้องของข้าพเจมาถึงพระกรรณของพระองค์” (2 ซามูเอล 22:7) อีกตอนหนึ่งเขียนว่า “จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเยโฮวาห์ และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย” (สดุดี 55:22)
พระเจ้าของเราทรงมีอำนาจ ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างและทรงอยู่กับเราทุกเวลา ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ ยามเครียดหรือยามพักผ่อน เราจึงวางใจในพระองค์ได้ พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเรา เราจึงมั่นใจได้ว่า เราสามารถผจญทุกอย่างได้ เพราะอาจารย์เปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากระทำทุกสิ่งได้โดยพระคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟิลืปปี 4:13) “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจทุกอย่าง จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ (ฟิลิปปี 4:6-7)
พี่น้องที่รัก ความเครียดนั้นอยู่รอบตัวเราอยู่เสมอ ให้เรามองปัญหาต่างๆที่ทำให้เราเครียดอย่างท้าทายและสร้างสรรค์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงให้สติปัญญาแก่เราที่จะเผชิญความเครียดได้ แต่เมื่อถึงคราวที่เกินกำลังของเราให้เรารู้ว่า เราขอกำลังจากพระเจ้า เราแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความเครียดของเราได้โดยพระเยซูคริสต์ ชีวิตไม่มีทางจนมุมถ้าพระเยซูคริสต์อยู่กับเรา