การดำเนินชีวิตคริสเตียน

15. ความคิดที่แตกต่างกัน

ความคิดมีศูนย์กลางอยู่ที่สมองในส่วนที่เรียกว่า ระบบลิมบิค (Limbic system) การที่คนมีความคิดต่างๆกันเพราะระบบลิมบิคถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน ขึ้นกับพันธุกรรมของแต่ละคนที่ติดตัวมา เช่นคนที่เกิดมาเป็นคนเคร่งขรึมจะคิดอะไรแตกต่างไปจากอีกคนหนึ่งซึ่งมีนิสัยรักสนุก เช่น คนเคร่งขรึมดูการแข่งขันชกมวยและคิดว่าเป็นกีฬาที่ทารุณขณะที่คนรักสนุกคิดว่าเป็นความสนุกสนาน ความคิดเรื่มแตกต่างกันได้ตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่ ความคิดที่ต่างกันนอกจากทางด้านพันธุกรรมแล้วยังเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของแต่ละคน ดังนั้น คนอายุต่างวัยกันก็มีความคิดแตกต่างกันเพราะประสบการณ์ที่ไม่เท่ากัน ประสบการณที่แตกต่างกันมาจากการเรียนรู้หรือการถูกอบรมมาไม่เหมือนกัน เช่นการศึกษาที่ไม่เท่ากัน ในสังคมซึ่งประกอบด้วยคนที่ต่างวัย ต่างการศึกษาและ ความเป็นอยู่ที่ต่างกันย่อมนำไปสู่ความคิดที่แตกต่างกัน เช่น ในประเทศที่เป็นประชาธิปไต มีคนที่มีความคิดที่แตกต่างกันมาปกครองประเทศร่วมกัน ในประเทศอเมริกา นักการเมืองในแต่ละพรรคมีความคิดที่แตกต่างกัน เช่นพรรคดีโมแครคเชื่อว่า เป็นการยุติธรรมที่คนมั่งมีต้องจ่ายภาษีเป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่าคนยากจน ส่วนพรรคลิพักบลิกันเชื่อว่าการจ่ายภาษีตามเปอร์เซ็นเท่ากันจึงจะยุติธรรม ดังนั้น แต่ละพรรคมารวบรวมคนที่ความคิดเดียวกันหรือประสบการณ์เดียวกันมารวมกันเป็นพรรคเดียวกัน แม้แต่สามีภรรยาก็มีความคิดที่ต่างกัน พ่อแม่ลูกก็มีความคิดที่ต่างกัน ดังนั้นความคิดที่ต่างกันจึงเป็นของธรรมดาในสังคมแต่ละกลุ่ม ในสังคมตริสเตียน เราก็พบกลุ่มคริสเตียนมีความคิดต่างๆกัน ที่เห็นได้ชัดคือนิกายต่างๆเกิดขึ้นมากมายเพราะความคิดในด้านความเชื่อแตกต่างกัน ในสมัยของกิจการของเหล่าสาวกของพระเยซูคริสต์ เราได้พบในพระคัมภีร์ใหม่ในพระธรรมกิจการ หรือจดหมายเหตุจองอาจารย์เปาโล เราได้เห็นความคิดของการรับใช้ที่แตกต่างกัน เช่นอาจารย์เปาโลกับบาร์นาบัสมีความคิดเห็นต่างกันกับการเอามาระโกเข้ามาร่วมงาน อาจารย์เปาโลผิดหวังมาก่อนที่มาระโกหนีการรับใช้กลับไปบ้าน ส่วยบาร์นาบัสต้องการให้โอกาสแกมาระโกในการรับใช้ ทำให้เปาโลและบาร์นาบัสต้องแยกทางกันในการรับใช้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นคือท่านทั้งสองยังรับใช้ร่วมกันเพียงแต่ไปประกาศคนละแห่ง ต่อมา มาระโกก็กลับมารับใช้ร่วมกับอาจารย์เปาโลในที่สุด อีกตัวอย่างหนึ่งคืออาจารย์เปาโลและอัครสาวกเปโตรมีความคิดต่างกันในการรับใช้คือเปาโลต้องการไปประกาศกับคนต่างชาติ ในขณะที่เปโตรต้องการจะประกาศกับคนยิวเท่านั้น ต่อมา พระเจ้าให้เปโตรได้ฝันทำให้รู้ว่า นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้ไปประกาศกับคนต่างชาติ แม้แต่ในคริสตจักรต่างๆซึ่งรับใช้ร่วมกันก็มีความคิดต่างๆกัน เช่นการร้องเพลงถวายพระเจ้า บางคนคิดว่า ร้องเพลงสั้นหลายๆบทก่อนการเทศนาดีกว่าการร้องเพลงนมัสการ (Hymn) ขึ้นกับประสบการณ์ของแต่ละคน คนที่ชอบร้องเพลงสั้นมีพื้นฐานมาจากนิกายเพนเทคอส ในขณะที่คนร้องเพลงนมัสการมีประสบการณ์มาจากนิกายเพรสไบทีเรียน หรือไม่ก็ เมื่อมาเป็นคริสเตียนใหม่ๆ เขาร้องเพลงสั้นกันหรือเขาร้องเพลงนมัสการกันก็เลยนำมาปฏิบัติในการนมัสการของเขา ความคิดเห็นที่แตกต่างอาจเป็นความเชื่อที่แตกต่างกันซึ่งขึ้นกับประสบการณ์ของแต่ละคน ในการรับใช้เรื่องอื่นๆก็มีความคิดที่ต่างก็ได้ เช่น การทำพิธีศีลมหาสนิท การบัพติสมาเด็กทารก เป็นต้น จะเห็นว่า ทุกคนสามารถมีความคิดเห็นที่แตกต่างได้ขึ้นกับประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ผ่านมา หลายๆครั้งความคิดที่ต่างกันในสังคม ในครอบครัว ในโบสถ์ทำให้เกิดความไม่สบายใจไปจนถึงความขุ่นเคืองกัน ในสังคมของโลกที่ความคิดที่แตกต่างจนนำไปสู่การทำลายกัน เช่น สงครามศาสนา สงครามล้างเผ่าพันธุ์ ในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน สามีภรรยาหย่ากัน ในคริสตจักรที่คริสตจักรแตกแยกกัน เป็นต้น คริสเตียนควรสามารถร่วมทำงานกันได้ในคริสตจักรเดียวกัน เช่นเดียวกับอาจารย์เปาโล บาร์นาบัส อัครสาวกเปโตรซึ่งทำงานร่วมกันทั้งๆที่มีความคิดเห็นต่างกันในตอนแรก แต่ต่อมา ความคิดต่างๆสามารถสอดคล้องกันได้ เพราะพวกท่านเหล่านี้มีใจเดียวกัน ท่านเหล่านี้สอนเราให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุขคือ 1. ความคิดต่างกันแต่ใจเดียวกัน เพราะเราให้พระเยซูคริสต์เป็นอันดับหนึ่งในชีวิต ที่คริสตจักรอันทิโอก “เมื่อคนเหล่านั้นกำลังนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าและถืออดอาหาร พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสสั่งว่า จงตั้งบารนาบัสและเซาโลไว้สำหรับการซึ่งเราเรียกให้เขาทำนั้น เมื่อถืออดอาหารอธิษฐาน และวางมือบนบารนาบัสและเซาโลแล้ว เขาก็ใช้ท่านไป” (กิจการ 13:2-3) ท่านทั้งสองรู้ว่า ท่านกำลังรับใช้พระเจ้า ไม่ให้ทำเพื่อตนเอง พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิตของท่าน หลังจากรับใช้ด้วยกันเป็นเวลาอันสมควร ท่านทั้งสองมีความคิดต่างกันเกี่ยวกับการนำมาระโกมาเป็นผู้ร่วมงานกัน ถึงแม้ท่านแยกทางกันไปรับใช้ แต่ท่านก็มีใจเดียวกันในการรับใช้ร่วมกันในคริสตจักรเดียวกัน เพราะท่านทั้งสองยังขึ้นตรงต่อคริสตจักรที่กรุงเยรูซาเล็ม เปาโลและบารนาบัสมองที่พระเยวูคริสต์ ในเวลาที่เรามีความคิดที่แตกต่างกันจากคนอื่น ให้เราอธิษฐานอดอาหาร ขอการทรงนำ พระเจ้าจะเปิดความคิดใหม่ หรือทางใหม่ หรือให้ตะลันต์ใหม่แก่เรา เราจะไม่แสดงความไม่พอใจหรือขุ่นเคืองเขาที่มีความคิดต่างจากเรา 2. ความคิดต่างกันแต่ใจเดียวกันเพราะมีความรักของพระเจ้าเดียวกัน ความรักของพระเจ้าสามารถหลอมความคิดที่ต่างกันได้ เวลาที่เขาคิดคนละอย่างกับเรา ให้เราเอาความรักของพระเจ้ามาเป็นที่ตั้ง ไม่ว่า จะเป็นสามีภรรยา พี่น้องในครอบครัวหรือพี่น้องคริสเตียน พระเจ้าให้เรามองเขาด้วยความรัก ความอดทน การให้อภัย อาจารย์เปาโลได้เตือนเราว่า “จงรักด้วยใจจริง จงเกลียดชังสิ่งที่ชั่ว จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี จงรักกันฉันท์พี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว” (โรม 11:9-10) 3. ความคิดต่างกันแต่ใจเดียวกันเพราะเราให้เกียรติแก่กันและกัน อาจารย์เปาโลได้เตือนเราให้เกียรติแก่กันและกัน จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว เพื่อว่า เราจะสามารถยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นและนำมาพิจารณา การกระทำเช่นนี้เป็นการให้เกียรติแก่ผู้ที่มีความคิดต่างจากเรา และทำให้ผู้ที่มีความคิดต่างจากเราจะรู้จักเกรงใจเราและรับฟังซึ่งกันและกัน 4. ความคิดที่ต่างกันแต่ใจเดียวกัน เพราะเราเป็นกายเดียวกันของพระคริสต์ ความคิดต่างๆของคริสเตียนแต่ละคนที่ร่วมรับใช้รวมกันเป็นความคิดของพระเจ้า เพราะเราทั้งหลายต่างก็เป็นอวัยวะหนึ่งในกายของพระคริสต์ (1 โครินธ์ 12:12-26) ความคิดของแต่ละคนก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิดของพระคริสต์ซึ่งต้องทำงานร่วมกัน ความคิดสุดท้ายของการรับใช้เป็นของพระเจ้าในที่สุด ดังนั้น เรามีความคิดต่างกันได้แต่เราต้องมองที่พระเจ้า ให้พระองค์เป็นผู้สรุปตวามคิดที่แตกต่างนั้น เมื่อพระเจ้าเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าเราจะคิดอะไร เราต้องคิดถึงพระองค์ก่อนว่า พระองค์พอพระทัยในความคิดของเราหรือไม่ และเราต้องเอาความรักของพระเจ้ามาช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างความคิดที่แตกต่างกัน ความรักของพระเจ้าทำให้เราให้เกียรติแก่ผู้อื่นได้และยอมรับความคิดของผู้อื่นได้ เพราะเราต่างก็รับใช้พระเจ้าเดียวกัน ขอพระเจ้าช่วยเราให้ยอมรับความคิดที่แตกต่างจากเราได้ อาเมน