การดำเนินชีวิตคริสเตียน
13. ความกังวลใจ
ในการดำเนินชีวิตของคนเรา มีภาวะจิตใจอยู่สภาพหนึ่งคือความกังวลใจ ความกังวลใจเป็นปฏิกิริยาต่อความกลัว เช่น กลัวเจ็บ กลัวป่วย กลัวติดเชื้อโรค กลัวตกงาน กลัวตาย กลัวแผ่นดินไหว และกลัวอื่นๆ ความกังวลใจเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ความกังวลใจคือความกระวนกระวายทำให้จิตใจว้าวุ่น อาการของความกังวลใจคือ พอมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น เขาจะเกิดปฏิกริยาโต้ตอบต่อเหตุการณ์นั้น เช่น สีหน้าแสดงความรู้สึกท่าทีกระวนกระวาย ใจหงุดหงิด เครียด ไม่สามารถอยู่นิ่งกับที่ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ สุดท้ายกลายเป็นคนเหนื่อยง่าย ใจสั่น ตื่นเต้นง่าย ตกใจง่าย มือเท้าเย็น ปวดโน่นปวดนี่ ถ้าเป็นมากๆจนกลายเป็นโรคกังวลใจ (anxiety disorder) บางคนระงับความกังวลใจด้วยการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ สูบกัญชา เล่นกีฬา ฟังเพลงให้หานความกังวล
ความกังวลใจของแต่ละคนมีระดับไม่เท่ากัน บางคนกังวลใจมาก บางคนกังวลใจน้อย ยกตัวอย่าง มีผู้หญิงคนหนึ่งมีอาการปวดท้องเป็นประจำ เธอไปหาหมอที่คลีนิค หมอตรวจไม่พบเป็นอะไร แต่เธอมีความกังวลใจมาก คิดไปต่างๆนานาว่าจะเป็นมะเร็ง ทำให้เธกังวลนอนไม่หลับ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า ส่วนผู้หญิงอีกคนหนึ่งเป็นโรคปวดท้อง หมอตรวจแล้วไม่พบเป็นอะไร เธอสบายใจและไม่กังวลใจเลย การที่เป็นเช่นนั้นขื้นกับสาเหตุสามประการ
1. การเรียนรู้มาแต่เยาว์วัย เมื่อเด็กเกิดมา พ่อแม่เป็นคนใจร้อน กระวนกระวายง่าย หงุดหงิดง่าย ลูกๆเห็นเป็นตัวอย่างพอโตขึ้น ลูกก็เอาลักษณะของพ่อแม่มาในการดำเนินชีวิตกลายเป็นคนกังวลใจ บางคนเรียนรู้ที่จะเผชิญกับการกลัวสิ่งต่างๆ เขาถูกฝึกฝนมา เขาจะมีความกังวลใจน้อยกว่าคนอื่นๆ
2. สารเคมีที่เกี่ยวกับความกังวลใจมีมากหรือน้อยกว่าปกติเช่นสารเซอโรโทนีน สารแคทีคอลามีน สารแกมม่าบิวที่ริค เอซิด และสารอื่นๆ สารเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความผิดปกติของอารมณ์จนเกิดความวิตกกังวลใจได้
3. พันธุกรรม พ่อแม่มียีนของความกังวลใจเกาะติดอยู่ ลูกที่เกิดมาก็เอายีนความกังวลใจติดตัวไปด้วย คนเหล่านี้เป็นคนตื่นเต้น ตกใจง่าย พอมีเหตุการณ์เล็กน้อยเกิดขึ้น เขาจะกังวลใจมากกว่าคนอื่นๆ
แท้ที่จริงนี่ ความกังวลใจของคนส่วนมากไม่มีเหตุที่ควรแก่กังวลใจ เช่น เด็กกังวลใจว่าจะสอบไม่ได้ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าห้องสอบ คนกังวลใจเพราะกลัวตกงานทั้งๆที่งานยังมั่นคงอยู่ คนกังวลใจเมื่อพบว่าเป็นโรคเบาหวานทั้งๆที่รักษาได้ มีเพียงส่วนน้อยที่มีความกังวลใจที่แท้จริง เช่น คนเป็นโรคมะเร็ง กังวลใจเกี่ยวกับการรักษา และมักคิดถึงความตาย
คริสเตียนก็มิได้แตกต่างไปจากคนอื่นๆ เรากังวลใจในการทำมาหากิน กังวลใจเกี่ยวกับลูกหลานของเรา และเรื่องอื่นมากมาย เพราะ
คริสเตียนยังอยู่ในโลกของเนื้อหนัง เรากังวลใจเหมือนคนอื่นๆที่ไม่มีพระเจ้า ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน คนนับถือศาสนาพุทธ พุทธศาสนาสอนว่า ชีวิตขึ้นกับกรรม เช่น เวลาที่เจ็บป่วยทำให้กังวลใจ ศาสนาพุทธสอนว่า ทุกสิ่งล้วนเกิดจากกรรมที่กระทำ ให้ยอมรับและปล่อยวาง อย่าให้เกิดทุกข์ และทำบุญ สะเดาะเคราะห์ ส่วนคริสเตียนอาศัยความเชื่อและวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ทำให้เกิดความกังวลใจ พระคัมภีร์บอกเราให้เชื่อและวางใจในพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง พระองค์ยิ่งใหญ่เกินกว่าปัญหาทุกสิ่งที่เราเผชิญอยู่ และเรามีพระเยซูคริสต์ซึ่งทรงสัญญาว่า พระองค์ทรงอยู่กับเราและไม่ทอดทิ้งเรา “สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น” (ยอห์น 14:14) พระเยซูคริสต์ได้ทรงสั่งสอนสาวกของพระองค์เกี่ยวกับความกังวลใจว่า “เหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่าอย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม เพราะว่าชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร และอาหารสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม จงพิจารณาดูอีกา มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว และไม่มียุ้งหรือฉาง แต่พระเจ้ายังทรงเลี้ยงมันไว้ ท่านทั้งหลายประเสริฐกว่านกมากทีเดียว มีใครในพวกท่านมีความกระวนกระวายอาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ เหตุฉะนั้นถ้าสิ่งเล็กน้อยยังทำไม่ได้ ท่านยังจะกระวนกระวายถึงสิ่งอื่นทำไมอีกเล่า” (ลูกา 12:22-26) พระเยซูคริสต์ทรงสอนเราให้รู้ถึงความสำคัญของชีวิต พระเยซูทรงสอนเราว่า สิ่งต่างๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือเงินทอง ตลอดจนสภาพร่างกายของเรา ล้วนไม่จีรังยั่งยืน ชีวิตสำคัญกว่าอาหารและอาหารสำคัญกว่าเครื่องนุ่งห่มหรือของนอกกายอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า ของประดับ บ้าน รถตลอดจนเงินทอง ชีวิตในที่นี้คือวิญญาณจิตของเรา เมื่อเรามีความกังวลใจ ให้เรารำลึกถึงคำสั่งสอนของพระเยซู พระเยซูคริสต์เป็นเจ้าของชีวิตของเรา พระองค์ทรงสถิตอยู่ในเราพระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมอนาคตของเรา พระองค์จะไม่ปล่อยให้เรากังวลใจอยู่คนเดียว พระวิญญานบริสุทธิ์ซึ่งทรงอยู่ในใจของเราจะทรงแก้ปัญหาให้แก่เรา ให้เราระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าตั้งแต่เรามาเชื่อพระเจ้าว่า พระองคำด้ทรงช่วยเหลือเราให้เราหลุดพ้นจากความกังวลใจในอดีตได้ พระองค์ก็จะช่วยเราในปัจจุบันและอนาคตด้วย พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อให้จิตวิญญานของเราได้รับความรอด โดยที่พระองค์เสด็จมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อชำระความบาปของเรา และพระเจ้าทรงต้องการให้ชีวิตของเราอาศัยอยู่ในโลกนี้อย่างมีสันติสุข สันติสุขคือการไว้วางใจในพระเจ้า พระองค์ไม่ทรงให้เราต้องแบกภาระคนเดียว พระองค์ทรงแบกภาระกับเราจนกระทั่งเราแบกไม่ไหว พระองค์จะทรงแบกเราและภาระของเรา เมื่อเรามอบชีวิตจิตวิญญานไว้กับพระเยซูคริสต์
เราจะไม่กังวลใจ ถ้าเราบำรุงเลี้ยงจิตวิญญานด้วยพระคำของพระเจ้า เราก็จะไม่กังวลใจในจิตวิญญานของเรา เพราะว่า ถ้าเราต้องจากโลกนี้ไป เราจะไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ตลอดไป ไม่มีการกังวลใจอีกชั่วนิรันดร์
ในขณะที่เราอยู่ในโลก ให้เรามีสันติสุขที่พระเจ้าทรงสัญญากับเราให้เราดูแลร่างกายและจิตใจของเรา ให้เราบำรุงเลี้ยงร่างกายของเราด้วยอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ให้เรากินเพื่ออยู่เพื่อรับใช้พระองค์ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เราก็จะมีร่างกายที่สมบูรณ์ และก็ไม่ต้องกังวลว่าเราจะป่วยเป็นโรคต่างๆ
เราจะไม่กังวลใจ ถ้าเรารู้จักพอเพียงกับสิ่งที่เรามีอยู่ ก่อนจะใช้เงินให้เราหาเงินให้เพียงพอ เราก็ไม่ต้องกังวลใจว่าเราจะยากจน
อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่เรายังมีเนื้อหนังอยู่ เรายังมีความกลัว เรา
ก็ยังมีความกังวลใจ เพราะเราเป็นมนุษย์ เมื่อพระเยซูเสด็จลงมาเป็นมนุษย์ เมื่อพระองค์กำลังจะไปสิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขนพระองค์ก็มีความกลัว แต่พระองค์ชนะความกลัวด้วยการมอบทุกสิ่งตามพระประสงค์ของพระบิดาในสวรรค์ ให้เราฝากความกลัวไว้กับพระเจ้า ถ้าเราลำดับความสำคัญของชีวิตของเราได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราฝากทุกสิ่งไว้กับพระองค์ อาจารย์เปาโลกล่าวกับเราว่า “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอนและการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” ให้เราฝากความกังวลใจไว้กับพระเจ้าของเรา