วิวรณ์

บทที่ 6

ตราทั้งเจ็ด พระเยซูคริสต์ได้สำแดงให้อัครสาวกยอห์นได้เห็นเหตุการณ์ก่อนสิ้นโลกในพระธรรมวิวรณ์ 6: 1-17 และ 8:1 ตราทั้งเจ็ดบรรยายเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นเริ่มต้นเหตุการณ์ในช่วงแรกหรือช่วงต้นของมหากลียุคไปจนถึงช่วงปลายของสามปีครึ่งแรกของมหากลียุค หรือ 3 ปีครึ่งแรกของ 7 ปีแห่งมหากลียุค เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้พระคริสต์เทียมออกมาสร้างความสงบให้แก่ชาวโลกซึ่งประสบเหตุการณ์ซึ่งบรรยายในตราทั้งเจ็ด แต่เป็นความสงบหรือสันติภาพแบบจอมปลอม ตราสี่ตราแรกใช้ม้าเป็นสัญญาลักษณ์ และในที่สุด พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาอีกครั้งในตราที่หก และ ที่เจ็ด 1เมื่อพระเมษโปดกทรงแกะตราดวงหนึ่งในเจ็ดดวงนั้นออกแล้ว ข้าพเจ้าก็แลเห็น และได้ยินสัตว์ตัวหนึ่งในสี่ตัวนั้นร้องเสียงดังดุจเสียงฟ้าร้องว่า “มาเถอะ” 2ข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด มีม้าขาวตัวหนึ่งออกมา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือธนู และได้รับพระราชทานมงกุฎ แล้วท่านก็ขี่ม้าออกไปอย่างมีชัย และเพื่อได้ชัยชนะ อธิบาย ดวงตราที่หนึ่ง แสดงถึง ม้าขาวตัวหนึ่งและคนซึ่งขี่ม้าถือธนู ม้าสีขาวเป็นม้าซึ่งมาสร้างสันติสุขให้โลก ขี่ม้าถือธนูแสดงถีงเป็นนักรบที่จะมาสู้รบกับศัตรู แต่คนผู้นี้ซึ่งขี่ม้าขาวถือธนูมีชื่อว่าพระคริสต์เทียมซึ่งจะนำสันติสุขเทียมมามอบแก่มนุษย์ และมาหลอกมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข พระคริสต์เทียมคือบุคคลซึ่งปลอมตัวเป็นพระคริสต์หรือมีลักษณะของพระคริสต์ แต่ต่อต้านพระเจ้าและแผนการของพระเจ้า ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 24 ข้อ 5 พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ด้วยว่าจะมีหลายคนมาต่างอ้างนามของเราว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์ เขาจะให้คนเป็นอันมากหลงไป ”ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีคนอ้างตนเองเป็นพระคริสต์ คนเหล่านี้มักจะใช้คำพูดว่า พระเจ้าตรัสกับเขาให้เชื่อฟังเขา เขาจะลงโทษคนที่ไม่เชื่อเขา เขามีอำนาจที่จะทำลายทุกอย่างหรือใครที่ขัดขวางเขา แต่ก็พบว่า ในเวลาต่อมา ความชั่วร้ายของพระคริสต์เทียมเหล่านี้ปรากฎและถูกทำลายในที่สุด เพราะการกระทำของเขาตรงข้ามกับการประพฤติและการสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ แต่พระคริสต์เทียมที่ขี่ม้าขาวคนนี้ป็นพระคริสต์เทียมซึ่งเป็นซาตานมาเกิดโดยตรง คำทำนายเกี่ยวกับพระคริสต์เทียมมีเขียนไว้ในพระธรรมดาเนียลบทที่ 7 ข้อ 7-28 ได้มีการบันทึกถึงเรื่องราวซึ่งจะเกิดขึ้น และกล่าวถึงเขาเล็กว่า เขาเล็กงอกขึ้นมาจากเขาสิบเขาของอาณาจักรโรมัน เขาเล็กนี้คือพระคริสต์เทียม ดาเนียลยังได้ทำนายถึงพระคริสต์เทียมคนนี้ดังนี้ “หลังจากหกสิบสองสัปตะ ท่านผู้หนึ่งที่ถูกเจิมจะต้องถูกตัดออกและจะไม่มีอะไรสำหรับท่าน และประชาชนของประมุขผู้หนึ่งที่จะมานั้น จะทำลายกรุง และสถานศักดิ์สิทธิ์เสีย ที่สุดปลายของมันจะมาถึงด้วยน้ำท่วม จนกระทั่งที่สุดจะมีสงคราม มีความวิบัติกำหนดไว้ ท่านจะทำพันธสัญญาเข้มแข็งกับคนเป็นอันมากอยู่หนึ่งสัปตะท่านจะกระทำให้การถวายสัตวบูชา และเครื่องบูชาอื่นๆ หยุดไปครึ่งสัปตะ ผู้ที่จะกระทำให้เกิดความวิบัตินั้น จะมาบนปีกของสิ่งน่าสะอิดสะเอียน  จนความอวสานที่ได้กำหนดไว้จะถูกเทลงเหนือผู้กระทำให้เกิดความวิบัตินั้น” (ดาเนียล 9:26,27) คำทำนายของดาเนียลชี้ว่า “ท่านผู้หนึ่งที่ถูกเจิม”คือพระบุตรที่จะเสด็จมาและจะถูกตรึงบนกางเขน ส่วน”ประมุขผู้หนึ่ง” คนนี้คือพระคริสต์เทียมที่กล่าวถึงในเวลานี้ ในพระธรรมดาเนียลบทที่ 8 ข้อ10 เขียนว่า “มันพองตัวขึ้นอีก แม้กระทั่งถึงจอมของบริวารและเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ก็ถูกชิงไปเสียจากพระองค์ และสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ถูกเหวี่ยงลง และได้สถาปนาการบูชาแบบหนึ่งขึ้น ซึ่งละเมิดต่อการบูชาเนืองนิตย์และความจริงก็ถูกเหวี่ยงลงดิน และเขานั้นก็ปฏิบัติงานและเจริญขึ้น” แสดงว่า พระคริสต์เทียมมาแย่งอำนาจหรือทำลายอำนาจของพระเจ้า ในพระคัมภีร์ใหม่ อัครสาวกยอห์นได้กล่าวถึงพระคริสต์เทียมว่า”ลูกทั้งหลายเอ๋ย บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแล้ว และตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังมาว่า ปฏิปักษ์ของพระคริสต์จะมีมา บัดนี้ปฏิปักษ์ของพระคริสต์ก็มีมามากแล้ว ฉะนั้นเราจึงรู้ว่าบัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแล้ว เขาเหล่านั้นได้ออกไปจากพวกเรา แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่ใช่พวกเรา เพราะว่าถ้าเขาเป็นพวกของเรา เขาก็จะอยู่กับเราต่อไป แต่เขาได้ออกไปแล้ว ซึ่งก็เป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่าเขาเหล่านั้นหาใช่พวกของเราไม่ และท่านทั้งหลายได้รับการทรงเจิมจากพระองค์ผู้บริสุทธิ์แล้ว และท่านทุกคนก็มีความรู้ ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่านทั้งหลาย มิใช่เพราะท่านไม่รู้สัจจะ แต่เพราะท่านทั้งหลายรู้แล้ว และรู้ว่าคำมุสามิใช่มาจากสัจจะ ใครเล่าเป็นผู้ที่พูดมุสา ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นผู้ที่ปฏิเสธว่าพระเยซูมิใช่พระคริสต์ ผู้ใดที่ปฏิเสธพระบิดาและพระบุตร ผู้นั้นแหละเป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์” (1 ยอห์น 2:18-22) มัทธิวและมาระโกเชื่อว่าพระคริสต์เทียมกำเนิดมาจากเชื้อสายโรมัน ในขณะนั้นมีอยู่ 10 ประเทศซึ่งเป็นมหาอำนาจอยู่แล้ว พระคริสต์เทียมเป็นคนเฉลียวฉลาดและสร้างฐานอำนาจโดยความช่วยเหลือของซาตาน พระคริสต์เทียมสามารถทำให้ประเทศมหาอำนาจต่างๆมาร่วมมือกับพระคริสต์เทียม ในที่สุดพระคริสต์เทียมสามารถรวบอำนาจและควบคุมประเทศต่างๆรวมถึงประเทศอิสราเอลด้วย มันมีอำนาจสูงสุดในช่วงแรกของมหากลียุค ในพระธรรมวิวรณ์ บทที่ 13 ข้อ 1-10 เขียนถึงสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง สัตว์ร้ายตัวนี้คือพระคริสต์เทียม (จะกล่าวละเอียดในบทที่ 13) นี่คือรายละเอียดของม้าสีขาวซึ่งเป็นตราดวงที่หนึ่ง 3เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สองนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินสัตว์ตัวที่สองร้องว่า “มาเถอะ” 4และมีม้าอีกตัวหนึ่งเข้ามาเป็นม้าสีแดงสด ผู้ที่ขี่ม้าตัวนี้ได้รับพระราชานุญาตให้นำสันติสุขไปจากแผ่นดินโลก เพื่อให้คนทั้งปวงรบราฆ่าฟันกัน และท่านผู้นี้ได้รับพระราชทานดาบใหญ่เล่มหนึ่ง อธิบาย สัตว์ตัวที่สองอาจหมายถึง “เหมือนโค” หรืออาจหมายถึงสัตว์ตัวต่อมาเป็นตัวไหนก็ได้ ดวงตราที่สอง แสดงถึง ม้าแดงสดตัวหนึ่ง สีแดงหมายถึงเลือดแดง ผู้ที่ขี่ม้าตัวนี้ได้รับพระราชานุญาตให้นำสันติสุขไปจากโลก หมายถึงจะมีสงครามใหญ่ที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ในมหากลียุคสามปีครึ่งแรกจะมีการรบกันระหว่างประเทศ การรบราฆ่าฟันกันจนเลือดแดงทาแผ่นดินเหมือนม้าสีแดง พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายจะได้ยินเสียงสงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้น แต่ที่สุดปลายยุคยังมาไม่ถึง” (มัทธิว 24:6) แสดงว่า เลือดมนุษย์จะกระจายทั่งแผ่นดินจากสงครามระหว่างประเทศต่างๆ หรือระหว่างชนเผ่าต่างๆ พระคริสต์เทียมอยู่ในเหตุการณ์ช่วงนี้ก็แสดงตัวออกมาสร้างความสงบให้ชาวโลก ช่วยให้สงครามสงบ แล้วพระคริสต์เทียมก็รวบรวมอำนาจมาเป็นของมัน แต่เป็นการสงบจอมปลอม 5เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สามนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินสัตว์ตัวที่สามร้องว่า “มาเถอะ” แล้วข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด ม้าดำตัวหนึ่งเข้ามา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือตราชู 6แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียง เหมือนกับว่าดังออกมาจากท่ามกลางสัตว์ทั้งสี่นั้นว่า “ข้าวสาลีราคาทะนานละหนึ่งเดนาริอัน ข้าวบารลีสามทะนานต่อหนึ่งเดนาริอัน แต่เจ้าอย่าทำอันตรายแก่น้ำมันและน้ำองุ่น” อธิบาย สัตว์ตัวที่สามอาจหมายถึงตัวที่สามเหมือนมนุษย์หรือสัตว์ตัวต่อไป ดวงตราที่สาม แสดงถึง ม้าดำตัวหนึ่ง ท่านขี่ม้าถือตราชู สีดำหมายถึงยุคมืด แสดงว่า ผู้คนตกทุกข์ยากลำบาก มีคนอดอยากกัน ไม่มีอาหารรับประทานและเกิดโรคภัยไข้เจ็บ แผ่นดินเกิดข้าวของแพง นอกจากนี้ คนคดโกงตราชูตราชั่ง สินค้าต่างๆขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความเดือดร้อนทุกแห่งหน แต่พระคริสต์เทียมมีอำนาจของซาตานมาช่วยให้ชาวโลกให้มีอาหารกินมากมาย รักษาโรคภัยไข้เจ็บในชาวโลกทำให้ชาวโลกเลื่อมใสบูชาพระคริสต์เทียม มันทำได้เพราะมันเป็นซาตาน 7เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สี่นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงสัตว์ตัวที่สี่ร้องว่า “มาเถอะ” 8แล้วข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด ม้าสีกะเลียวตัวหนึ่งเข้ามา ผู้ที่นั่งบนหลังม้านั้นมีชื่อว่ามัจจุราช และแดนคนตายก็ติดตามมาด้วย พระองค์ทรงให้ทั้งสองนี้มีอำนาจล้างผลาญแผ่นดินโลกได้หนึ่งในสี่ส่วน ด้วยคมดาบ ด้วยความอดอยาก ด้วยโรคระบาด และด้วยสัตว์ร้ายแห่งแผ่นดิน อธิบาย สัตว์ตัวที่สี่อาจหมายถึงตัวที่สี่เหมือนนกอินทรีหรือสัตว์ตัวต่อไปดวงตราที่สี่ แสดงถึง ม้าสีกะเลียวตัวหนึ่ง สีกะเลียวคือสีที่ซีด หรือ สีเขียวปนเหลือง สีนี้เป็นสีแห่งความตาย ผู้ที่นั่งบนหลังม้ามีชื่อว่ามัจจุราช พระเจ้าอนุญาตให้มัจจุราชฆ่ามนุษย์หนึ่งในสี่ หรือ 25%ของมนุษยโลกตาย แล้วนำไปสู่แดนมรณา คนที่ถูกฆ่าตายคือบุคคลซึ่งไม่เชื่อพระเจ้า และซาตานก็ไม่ได้รักหรือสนใจคนพวกนี้ด้วย เพราะเมื่อพวกที่ตายเหล่านี้จะถูกส่งไปอยู่ในแดนมรณา แสดงว่าคนตายเหล่านี้คือผู้ไม่เชื่อพระเจ้า การที่รู้ว่ามีแต่ผู้ไม่เชื่อพระเจ้าในปัจจุบันยังอยู่ในแดนมรณา เพราะว่า ภายหลังพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน พระเยซูคริสต์ได้เสด็จลงไปในแดนมรณาไปรับคริสเตียนหรือผู้เชื่อพระเจ้าไปอยู่ในสวรรค์ชั่วคราวก่อนในลักษณะของกายวิญญาณ ในปัจจุบันนี้ คริสเตียนหรือผู้เชื่อพระเจ้าไปอยู่ในสวรรค์ ไม่ได้อยู่ในแดนมรณา รอเวลาจนถึงวาระสุดท้ายของโลกคือมหากลียุคเจ็ดปีสุดท้าย พระคริสต์เทียมต้องการสร้างสันติภาพจอมปลอมอยู่แล้ว ถ้ามัจจุราชฆ่ามนุษย์ที่ไม่เชื่อพระเจ้าแล้วทำให้มีสันติภาพก็เป็นที่น่ายินดีของพระคริสต์เทียมและพรรคพวกของเขาและซาตาน 9เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่ห้านั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็แลเห็นดวงวิญญาณใต้แท่นบูชา เป็นวิญญาณของคนทั้งหลายที่ถูกฆ่าเพราะพระวจนะของพระเจ้า และเพราะคำพยานที่เขายึดถือนั้น 10เขาเหล่านั้นร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้บริสุทธิ์และสัตย์จริง อีกนานเท่าใดพระองค์จึงจะทรงพิพากษา และตอบสนองต่อคนทั้งหลายที่อยู่ในโลก” 11แล้วพระองค์ทรงประทานเสื้อสีขาวแก่คนเหล่านั้นทุกคน และทรงกำชับเขาให้รอต่อไปอีกหน่อย จนกว่าเพื่อนผู้รับใช้ของเขา คือพวกพี่น้องของเขาจะถูกฆ่าเหมือนกับเขาครบจำนวน อธิบาย ดวงตราที่ห้า เป็นดวงตราที่กล่าวถึงผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ในช่วงสามปีครึ่งแรกจะถูกฆ่าทำลายโดยพระคริสต์เทียมและพรรคพวกของมัน แล้วคริสเตียนก่อนมหากลียุคไปอยู่ที่ไหน สรุปคือ ดวงตราที่ห้ากล่าวถึงผู้เชื่อใหม่ในช่วงมหากลียุคถูกฆ่าตาย ผู้เชื่อเหล่านี้เป็นกลุ่มใหม่ซึ่งยังอยู่ในโลกโดยไม่ได้ถูกรับขึ้นไปตอนเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมากลางอากาศก่อนสามปีครึ่งแรก พวกเขาพบเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น มีหลายคนกลับใจใหม่มาเชื่อพระเยซูคริสต์ และรับใช้พระเจ้า ผู้เชื่อเหล่านี้ คือดวงวิญญาณใต้แท่นบูชา เป็นดวงวิญญาณของผู้ที่เชื่อพระเจ้า มันเป็นความทุกข์ใจที่พวกเขาจะถูกฆ่าตายในช่วงเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ที่แน่นอนที่สุด พวกเขาเหล่านั้นจะไปอยู่ในสวรรค์กับพระเยซูคริสต์อย่างแน่นอนเช่นเดียวกับคริสเตียนซึ่งถูกรับขึ้นไปก่อนหน้านี้ สรุปดวงตราที่หนึ่งถึงที่ห้าในลักษณะของการเล่าเรื่องราวให้ฟังคือ ก่อนที่จะเข้าสู่มหากลียุค โลกจะเข้าสู่กลียุคก่อน ให้มาฟังคำบอกเล่าของพระเยซูคริสต์ด้วยพระองค์เองในมัทธิวบทที่ 24ข้อ 3-14 พระธรรมมัทธิวเขียนดังนี้ว่า 3เมื่อพระเยซูประทับบนภูเขามะกอกเทศ พวกสาวกมาเฝ้าส่วนตัวกราบทูลว่า “ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และยุคเก่าจะสิ้นสุดลง” 4พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง 5ด้วยว่าจะมีหลายคนมา ต่างอ้างนามของเราว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์ เขาจะให้คนเป็นอันมากหลงไป อธิบายว่า ในยุคก่อนมหากลียุค บอกไม่ได้ว่านานกี่ปี จะมีเหตุการณ์ที่มีคนอ้างว่าเป็นพระเยซูเสด็จมาช่วยเขา ในช่วงนี้ ซาตานก็มาเกิดเป็นพระคริสต์เทียมในเชื้อสายของชาวโรมันที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก เขาเจริญเติบโตขึ้นมาจนเป็นผู้ใหญ่ นี่คือม้าตัวแรกหรือม้าสีขาวคือพระคริสต์เทียมจะมาล่อลวง พระเยซูคริสต์ตรัสต่อไปว่า “6ท่านทั้งหลายจะได้ยินเสียงสงคราม และข่าวลือเรื่องสงคราม คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้น แต่ที่สุดปลายยุคยังไม่มาถึง 7เพราะ ประชาชาติต่อประชาชาติ ราชอาณาจักรต่อราชอาณาจักรจะต่อสู้กัน ทั้งจะเกิดกันดารอาหารและแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ 8เหตุการณ์ทั้งปวงนี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์ลำบาก ซึ่งต้องมีมาก่อนกำเนิดยุคใหม่” อธิบาย จากข้อ 6 ถึงข้อ 8 เป็นเหตุการณ์ของกลียุคไปจนถึงสามปีครึ่งแรกของมหากลียุค พระเยซูคริสต์ทรงเล่าว่า ในช่วงกลียุค คือมีสงครามระหว่างประเทศต่างๆ ระหว่างชนเผ่าต่างๆ ระหว่างชนขั้นสีผิวต่างๆ การกันดารอาหาร แผ่นดินแห้งแล้งไม่มีฝนตก ปลูกผักผลไม้ไม่ได้ กันดารอาหาร คนอดอยาก มีเงินก็ซื้ออาหารไม่ได้ ไฟไหม้ทุกหนทุกแห่ง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม แต่ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับช่วงมหากลียุค ดูเหมือนว่า คริสเตียนหรือไม่ใช่คริสเตียนต่างก็เข้าสู่ความยากลำบาก แต่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า พระเยซูคริสต์จะมารับคริสเตียนทั้งหลายไปอยู่กับพระองค์ก่อนเข้าสู่มหากลียุค พระเยซูคริสต์ทรงเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 24 ข้อ 9 ถึง 14 ว่า “9ในเวลานั้นเขาจะอายัดท่านทั้งหลายไว้ ให้ทนทุกข์ลำบากและฆ่าท่านเสีย และประชาชาติต่างๆจะเกลียดชังพวกท่าน เพราะความจงรักภักดีของท่านที่มีต่อเรา 10คราวนั้นคนเป็นอันมากจะถดถอยไป และอายัดกันและกัน ทั้งจะเกลียดชังซึ่งกันและกันด้วย 11ผู้เผยพระวจนะปลอมหลายคนจะเกิดมีขึ้น และล่อลวงคนเป็นอันมากให้หลงไป 12ความรักของคนส่วนมากจะเยือกเย็นลง เพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป 13แต่ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด 14ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะได้ประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง” พระเยซูคริสต์ตรัสต่อไปในมัทธิว บทที่ 24 ข้อ 29 ถึง 31 และ ข้อ 36 ถึง 44 “29แต่พอสิ้นความทุกข์ลำบากแห่งวันเหล่านั้นแล้ว ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง ดวงดาวทั้งปวงจะตกจากฟ้า และบรรดาสิ่งที่มีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน 30เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์ จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะตีอกร้องไห้ แล้วจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า ทรงฤทธานุภาพและพระสิริเป็นอันมาก 31พระองค์ทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ มาด้วยเสียงแตรอันดังยิ่งนัก ให้รวบรวมคนทั้งปวงที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้ว ทั้งสี่ทิศนั้น ตั้งแต่ที่สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น” “36แต่วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว 37ด้วยสมัยของโนอาห์ ได้เป็นอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมา ก็จะเป็นอย่างนั้น 38เพราะว่าเมื่อก่อนวันน้ำท่วมนั้น คนทั้งหลายได้กินและดื่มกัน ทำการสมรสและยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าในนาวา 39และน้ำท่วมมากวาดเอาเขาไปสิ้น โดยไม่ทันรู้ตัวฉันใด เมื่อบุตรมนุษย์จะเสด็จมาก็จะเป็นฉันนั้น 40เมื่อนั้นชายสองคนอยู่ที่ทุ่งนา จะทรงรับคนหนึ่ง ทรงละคนหนึ่ง 41หญิงสองคนโม่แป้งอยู่ที่โรงโม่ จะทรงรับคนหนึ่ง ทรงละคนหนึ่ง 42เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมาเวลาไหน 43จงจำไว้ว่า ถ้าเจ้าของบ้านล่วงรู้ได้ว่าขโมยจะมายามไหน เขาจะตื่นอยู่และระวัง ไม่ให้ทะลวงเรือนของเขาได้ 44เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” นี่คือเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จลงมารับคริสเตียนและผู้เชื่อพระเจ้าตามพระคัมภีร์เดิมไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ชั่วคราว อัครทูคเปาโลเขียนในพระธรรม1 เธสะโลนิกา บทที่ 4 ข้อ 13 ถึงข้อ 19 บรรยายรายละเอียดกับเหตุการณ์ที่คริสเตียนถูกรับขึ้นไปพบกับพระเยซูคริสต์กลางอากาศ “13ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง 14เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และทรงคืนพระชนม์แล้ว โดยพระเยซูนั้น พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น มากับพระองค์ 15ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบ ตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เราผู้ยังเป็นอยู่และคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่ 16ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่ง ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน 17หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์ 18เหตุฉะนั้นจงปลอบใจกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้เถิด” อธิบาย หลังจากที่คริสเตียนและผู้เชื่อพระเจ้ากลับไปอยู่กับพระองค์แล้ว เหตุการณ์ก็เข้าสู่ช่วงแรกของมหากลียุค นี่คือเป็นม้าตัวที่สองมีแดง คือมีสงครามระหว่างประเทศต่างๆ ระหว่างชนเผ่าต่างๆ ระหว่างชนขั้นสีผิวต่างๆ เรียกว่าเลือดทาแผ่นดิน ในวิวรณ์บทที่ 6 ข้อ 8 กล่าวถึงการกันดารอาหารและแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ หมายถึงม้าตัวที่สาม คือแผ่นดินแห้งแล้งมากยิ่งขึ้น ไม่มีฝนตก ปลูกผักผลไม้ไม่ได้ กันดารอาหาร คนอดอยาก มีเงินก็ซื้ออาหารไม่ได้ ไฟไหม้ทุกหนทุกแห่ง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วมมากจนเป็นชีวิตประจำวันในช่วงนี้ ทำให้คนตายเป็นอันมาก นี่คือม้าตัวที่สี่ มีคนตายเกิดขึ้นมากมายทั่วโลก เหตุการณ์ของม้าสี่ตัวนี้ เริ่มต้นที่พระคริสต์เทียมซึ่งเป็น “เขาเล็ก”ได้เกิดมาในโลก สถานที่เกิดน่าจะเป็นในทวีปยุโรป เขาเจริญเติบโต และอาศัยอยู่ในยุคที่มีสิบชาติรวมกันเป็นภาคีหรือสหภาพ สิบชาตินี้เป็นพงศ์พันธุ์ของอาณาจักรโรมัน (ดาเนียล7:23-24) พระคริสต์เทียมจะร่วมกับสิบชาติจะมาช่วยกู้โลกตามแผนของของพวกเขา พระคริสต์เทียมจะพยายามสร้างความสันติภาพให้สงครามสงบด้วยวิธีของซาตาน ด้วยการล่อลวงต่างๆเพื่อให้สงครามสงบ พระคริสต์เทียมร่วมกับสิบชาติจะมาสร้างสันติภาพจอมปลอม แต่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับประเทศอิสราเอลก่อนมหากลียุค ในพระธรรมดาเนียลบทที่ 9 ข้อ 27 เขียนว่า “ท่านจะทำพันธสัญญาเข้มแข็งกับคนเป็นอัน มากอยู่หนึ่งสัปตะ ท่านจะกระทำให้การถวายสัตวบูชา และเครื่องบูชาอื่นๆ หยุดไปครึ่งสัปตะ ผู้ที่จะกระทำให้เกิดความวิบัตินั้น จะมาบนปีกของสิ่งน่าสะอิดสะเอียน  จนความอวสานที่ได้กำหนดไว้จะถูก เทลงเหนือผู้กระทำให้เกิดความวิบัตินั้น” คำว่า “ท่าน” เล็งถึง พระคริสต์เทียม ในช่วงแรก พระคริสต์เทียมจะมาช่วยปกป้องประเทศอิสราเอลจากการรุกรานของประเทศต่างๆและทำสัญญาสันติภาพระหว่างพระคริสต์เทียมกับชนชาติอิสราเอล ในที่สุด เมื่อทุกอย่างสงบลง ชนชาติอิสราเอลจะลร้างพระวิหารแห่งที่สาม ชาวอิสลามนับถือพระอาเลาะห์ของเขาในกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อพระคริสต์เทียมควบคลุมโลกทุกมุมโลกแล้ว พระคริสต์เทียมก็พร้อมแล้วที่จะจัดการคนที่นับถือศาสนายิวและคนอื่นๆที่ไม่เชื่อพระคริสต์เทียมหรือซาตานรวมถึงคริสเตียนกลุ่มใหม่ พระคริสต์เทียมจะฆ่าคริสเตียนก่อน และคนที่นับถือศาสนาอื่นๆ หรือคนที่ไม่นับถือศาสนา นี่คือตราดวงที่ห้า ซึ่งเกิดตอนช่วงปลายของสามปีครึ่งแรก หลังจากนั้น พระคริสต์เทียมจะจัดการกับคนยิว คนยิวสร้างพระวิหารแห่งที่สามและจะทำการถวายสัตวบูชาแด่พระเจ้า พระคริสต์เทียมประกาศห้ามไม่ให้ทำ เพราะพระคริสต์เทียมต้องการให้กราบไหว้ถวายบูชาเขา ไม่ใช่พระเจ้า ซาตานจึงฆ่าชนชาติอิสราเอล 12เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่หกนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เห็นแผ่นดินไหวใหญ่โต ดวงอาทิตย์ก็กลับมืดดำ ดุจผ้ากระสอบขนสัตว์ และดวงจันทร์วันเพ็ญก็กลายเป็นสีเลือด 13และดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้าก็ตกลงบนแผ่นดิน เหมือนกับต้นมะเดื่ออันถูกลมกล้าพัดจนทำให้ผลที่ยังไม่ทันสุกหล่นลงหมด 14ท้องฟ้าก็หายไปเหมือนกับหนังสือที่เขาม้วนขึ้นไปหมด และภูเขาทุกลูกและเกาะทุกเกาะก็เลื่อนไปจากที่เดิม 15แล้วกษัตริย์ทั้งหลายในโลก พวกคนใหญ่คนโต นายทหารใหญ่ เศรษฐี ผู้มีอำนาจ และทุกคนทั้งที่เป็นทาสและเป็นอิสระ ก็ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำและโขดหินตามภูเขา 16พวกเขาร้องบอกกับภูเขาและโขดหินว่า “จงล้มทับเราเถิด จงซ่อนเราไว้ ให้พ้นจากพระพักตร์ของพระองค์ผู้ประทับอยู่บนพระที่นั่ง และให้พ้นจากพระพิโรธของพระเมษโปดกนั้น 17เพราะว่าวันสำคัญแห่งพระพิโรธของพระองค์มาถึงแล้ว และผู้ใดจะทนอยู่ได้เล่า” อธิบาย เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในตอนปลายของสามปีครึ่งแรกเข้าสู่เริ่มต้นของสามปีครึ่งหลังก่อนที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาทำสงครามกับพระคริสต์เทียม ดวงตราที่หก แสดงถึงว่า จะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นในโลกและจักรวาล โลกจะมีแผ่นดินไหวใหญ่โต ควันจากการสั่นสะเทือนของโลกทำให้มองไม่เห็นดวงอาทิตย์ก ดวงจันทร์ก็กลายเป็นสีเลือด และ ดวงดาวที่เป็นลูกไฟ (star)ทั้งหลายในท้องฟ้าก็ตกลงบนแผ่นดิน ท้องฟ้าก็มืดเหมือนกับหายไป ในช่วงนี้ คนที่อยู่ในโลกจะหวาดกลัวมาก คนจำนวนมากเข้าพึ่งผู้นำของประเทศ ชนเผ่า ในพระคัมภีร์กล่าวว่า แล้วกษัตริย์ทั้งหลายในโลก รวมถึงประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี พวกคนใหญ่คนโต นายทหารใหญ่ เศรษฐี ผู้มีอำนาจ และทุกคนทั้งที่เป็นทาส และเป็นอิสระ ทุกคนต่างหวาดกลัวมาก และทุกคนหนีไปซ่อนตัวในถ้ำ และโขดหินตามภูเขา พวกเขาร้องบอกกับภูเขา และโขดหินว่า “จงล้มทับเราเถิด จงซ่อนเราไว้” พวกเขาสำนึกความผิดบาปต่อพระเยซูคริสตเจ้าที่ไม่เชื่อพระองค์ แต่มันดูเหมือนจะสายเกินไป เวลาแห่งความรอดได้สิ้นสุดไปแล้ว พวกเขาอับอายอยากให้พ้นจากพระพักตร์ของพระองค์ผู้ประทับอยู่บนพระที่นั่งคือพระบิดา และให้พ้นจากพระพิโรธของพระเมษโปดกคือพระเยซูคริสต์ เพราะว่าวันสำคัญแห่งพระพิโรธของพระองค์มาถึงแล้ว และผู้ใดจะทนอยู่ได้เล่า(วิวรณ์ 6:15,16)