วิวรณ์
บทที่ 5
หนังสือม้วนและพระเมษโปดก
1และในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นหนังสือม้วนหนึ่งเขียนไว้ทั้งข้างในและข้างนอก มีตราประทับอยู่เจ็ดดวง 2และข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์องค์หนึ่ง ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “ใครเป็นผู้ที่สมควรจะแกะตราและคลี่หนังสือม้วนนั้นออก” 3และไม่มีผู้ใดในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก หรือใต้แผ่นดินที่สามารถคลี่หนังสือม้วนนั้นออก หรือดูหนังสือนั้นได้ 4และข้าพเจ้าก็ร่ำไห้ เพราะไม่มีผู้ใดสมควรจะคลี่หนังสือม้วนนั้นออกหรือดูหนังสือนั้นได้ 5และมีผู้หนึ่งในพวกผู้อาวุโสนั้น บอกแก่ข้าพเจ้าว่า อย่าร้องไห้เลย นี่แน่ะ สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์ เชื้อสายของดาวิด พระองค์ทรงมีชัยแล้ว พระองค์จึงทรงสามารถแกะตราทั้งเจ็ดดวงและคลี่หนังสือม้วนนั้นออกได้
อธิบาย ในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระเจ้าพระบิดาได้ถือหนังสือม้วนหนึ่งแสดงว่า พระองค์มีอำนาจในการจัดการกับสิ่งที่อยู่ในหนังสือม้วนนั้น ในหนังสือม้วนนั้นมีตราประทับอยู่เจ็ดดวง คนที่จะเปิดหนังสือม้วนนั้นได้ต้องเป็นผู้มีฐานะเท่าเทียมกับพระบิดา หรือที่พระบิดาเห็นสมควร อัครสาวกยอห์นทุกข์ใจมาก เพราะไม่รู้ว่า ใครเหมาะสมที่จะเปิดได้ แล้วมีผู้หนึ่งในกลุ่มอาวุโสบอกว่า ผู้ที่จะเปิดได้ต้องเป็น สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์ คือว่า เชื้อสายยูดาห์จะมีสิงห์ออกมา สิงห์คือผู้มีอำนาจครอบครอง ยาโคบเรียกยูดาห์เป็นลูกสิงห์ ยาโคบกล่าวว่า “ยูดาห์เป็นลูกสิงห์ ลูกเอ๋ย เจ้าขึ้นไปจากเหยื่อ เขาก้มลง เขาหมอบลงเหมือนสิงห์ตัวผู้และเหมือนสิงห์ตัวเมีย ใครจะกล้าแหย่เขาให้ลุกขึ้น
ธารพระกรจะไม่ขาดไปจากยูดาห์ทั้งไม้ถือของผู้ปกครองจะไม่ขาดไปจากหว่างเท้าของเขาจนกว่าชีโลห์จะมาและชนชาติทั้งหลายจะเชื่อฟังผู้นั้น” (ปฐมกาล 49:9-10) ยูดาห์คือสิงห์ที่ทุกคนต้องก้มลง และจะครอบครองทุกสิ่ง จนกว่าชีโลห์จะมา ชีโลห์เป็นสถานที่เก็บหีบพันธสัญญา เป็นที่ประทับของพระเจ้า แต่วันหนึ่ง เจ้าแห่งหีบพันธสัญญาคือพระมาซีฮาห์จะเสด็จมาในเชื้อสายของยูดาห์ และมาจากเชื้อสายของดาวิด พระมาซีฮาห์มาจากเชื้อสายของดาวิดคือมาอย่างกษัตริย์ พระเยซูคริสต์คือพระมาซีฮาห์ซึ่งเสด็จมา พระองค์ทรงมีชัยแล้ว พระองค์จึงทรงสามารถแกะตราทั้งเจ็ดดวงและคลี่หนังสือม้วนนั้นออกได้ ผู้อาวุโสบอกกล่าวกับอัครสาวกยอห์นว่า ผู้ที่จะถือหนังสือม้วนนี้คือพระเยซูคริสค์ซึ่งทรงเป็นสิงห์คือผู้มีอำนาจและทรงเป็นกษัตริย์ แต่อัครสาวกยอห์นเห็นต่างกัน ให้ดูข้อ 6 ต่อไป
6และระหว่างพระที่นั่งกับสัตว์ทั้งสี่นั้น และท่ามกลางพวกผู้อาวุโส ข้าพเจ้าแลเห็นพระเมษโปดกประทับยืนอยู่ประหนึ่งทรงถูกปลงพระชนม์ พระเมษโปดกทรงมีเขาเจ็ดเขาและมีตาเจ็ดดวง ซึ่งเป็นวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า ที่ทรงส่งออกไปทั่วแผ่นดินโลก 7และพระเมษโปดกนั้นได้เข้ามารับม้วนหนังสือจากพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น
อธิบาย และระหว่างพระที่นั่งกับสัตว์ทั้งสี่นั้น และท่ามกลางพวกผู้อาวุโส แต่อัครสาวกยอห์นแลเห็นพระเยซูคริสต์ในลักษณะของพระเมษโปดก
ทำไมพระเยซูถูกเรียกว่า พระเมษโปดก พระเมษโปดกคำนี้ ยอห์นบัพติศโตเป็นคนเรียกพระเยซู เมื่อยอห์นบัพติศโต ได้เห็นพระเยซูเสด็จมาทางท่านที่แม่น้ำจอร์แดน ท่านจึงกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยอห์น 1:29) เมษโปดก แปลว่า ลูกแกะ การที่ยอห์นบัพติศโตเรียกพระเยซูว่า ลูกแกะ เข้าใจว่า ในบริเวณแถวแม่น้ำจอร์แดนซึ่งยอห์นกำลังให้บัพติศมาอยู่นั้นมีผู้เลี้ยงแกะได้ต้อนฝูงแกะผ่านมาทางหมู่บ้านเบธานี ฟากแม่น้ำจอร์แดน ฝูงแกะเหล่านี้จะถูกนำไปฆ่าเป็นเครื่องถวายบูชาแด่พระเจ้า ชาวอิสราเอลนำลูกแกะเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า ลูกแกะเป็นเครื่องเผาบูชา (กันดารวิถี 7:15) ลูกแกะเป็นเครื่องศานติบูชา (กันดารวิถี 7:17, เลวีนิติ 23:19) ลูกแกะเป็นเครื่องเผาบูชาพิเศษในวันสะบาโต (กันดารวิถี 28:9) ชาวอิสราเอลเรียกลูกแกะซึ่งจะนำไปฆ่าว่า ลูกแกะปัสกา (Passover lamb) (อพยพ 12:1-28) พระเจ้าตรัสกับโมเสสและอาโรนในประเทศอียิปต์ ให้ผู้ชายเตรียมลูกแกะ ครอบครัวละตัว ตามตระกูลของตน ลูกแกะต้องปราศจากตำหนิเป็นตัวผู้ อายุไม่เกินหนึ่งขวบ ให้ฆ่าลูกแกะแล้วเอาเลือดทาที่ไม้วงกบประตูทั้งสองข้าง และไม้ข้างบน ณ เรือนที่เขาเลี้ยงกันนั้นด้วย พระเจ้าตรัสว่า “เพราะในคืนนั้น เราจะผ่านไปในประเทศอียิปต์ และเราจะประหารลูกหัวปีทั้งหมดในอียิปต์ ทั้งของมนุษย์และของสัตว์ และเราจะพิพากษาลงโทษพระทั้งปวงของอียิปต์ เราคือพระเจ้า แต่เลือดที่บ้านที่เจ้าทั้งหลายอยู่นั้น จะเป็นหมายสำคัญสำหรับเจ้า เมื่อเราเห็นเลือดนั้น เราจะผ่านเว้นเจ้าทั้งหลายไป จะไม่มีภัยพิบัติบังเกิดแก่เจ้า ขณะที่เราประหารชาวอียิปต์” ชาวอิสราเอลจึงระลึกถึงเลือดของลูกแกะซึ่งได้ช่วยพวกเขาให้รอดชีวิตได้ เปาโลก็เรียกพระเยซูว่า “พระคริสต์ทรงเป็นปัสกาของเราได้ถูกฆ่าบูชาเสียแล้ว” (1 โครินธ์ 5:7) ยอห์นบัพติศโตคงระลึกถึงคำพยากรณ์ของผู้พยากรณ์อิสยาห์ว่า “ท่านถูกบีบบังคับและท่านถูกข่มใจ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปากเหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่าและเหมือนแกะที่เป็นใบ้อยู่หน้าผู้ตัดขนของมันฉันใด ท่านก็ไม่ปริปากของท่านเลยฉันนั้น” (อิสยาห์ 53:7) พระเยซูจึงเป็นพระเมษโปดก คือ ทรงเป็นลูกแกะตัวสุดท้ายซึ่งมาตายแทนความผิดบาปของโลก อัครสาวกยอห์นสำนึกในพระคุณของพระเยซูคริสต์ ได้เรียกพระเยซูเป็นพระเมษโปดกถึง 29 ครั้ง ในพระธรรมวิวรณ์ เพราะพระเมษโปดกเป็นสัญญาลักษณ์ของความรัก การเสียสละชีวิต และการทนทุกข์ทรมาน และในที่สุด การมีชัยชนะเหนือความตายของพระเยซูคริสต์ เพื่อท่านทั้งหลายซึ่งเชื่อพระเยซูคริสต์จะมีชัยชนะเหนือความตาย และจะอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์
ดังนั้น อัครสาวกยอห์นจึงเห็นพระเยซูคริสต์เป็นลักษณะของลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า อัครสาวกยอห์นกล่าวว่า “พระองค์ประทับยืนอยู่ประหนึ่งทรงถูกปลงพระชนม์ พระเมษโปดกทรงมีเขาเจ็ดเขาเล็งถึงอำนาจครอบคลุมทุกอย่าง (omnipotent) และมีตาเจ็ดดวง คือสามารถเห็นได้ทุกหนทุกแห่ง (omnipresence) ซึ่งเป็นวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า ที่ทรงส่งออกไปทั่วแผ่นดินโลก คือรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง (omniscience) อีครสาวกยอห์นพระเยซูคริสต์ในลักษณะของผู้ยอมสิ้นพระขนม์ดั่งลูกแกะที่ถูกจับไปฆ่าเพื่อเอาพระลิตของพระองค์มาล้างความผิดบาปของคนทั้งโลก (1ยอห์น 2:2) พระองค์ในลักษณะของพระเมษโปดกนั้นมีสิทธิ์สมบูรณ์ที่เข้ามารับม้วนหนังสือจากพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น
8เมื่อพระองค์ทรงรับหนังสือนั้นแล้ว สัตว์ทั้งสี่กับผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั้น ก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระเมษโปดก ทุกคนถือพิณและถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง 9และเขาทั้งหลายก็ร้องเพลงใหม่ ว่าดังนี้
“พระองค์ทรงเป็นผู้ที่สมควรจะทรงรับม้วนหนังสือ และแกะตราม้วนหนังสือนั้นออก
เพราะว่าพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์แล้ว และด้วยพระโลหิตของพระองค์นั้น
พระองค์ได้ทรงไถ่คนทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกชาติและทุกประเทศเพื่อถวายแด่พระเจ้า
10พระองค์ได้ทรงโปรดให้เขาเป็นราชอาณาจักร และเป็นปุโรหิตของพระเจ้าของเรา
และพวกเขาจะได้ครอบครองแผ่นดินโลก”
อธิบาย อัครสาวกยอห์นได้เห็นพระเมษโปดกทรงรับหนังสือนั้นแล้ว สัตว์ทั้งสี่กับผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั้น ก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระเมษโปดก ผู้อาวุโสทุกคนถือพิณและเขาทั้งหลายก็ร้องเพลงใหม่ แสดงว่า ในสวรรค์ก็มีการใช้เครื่องดนตรีประกอบกับการร้องเพลง เพลงใหม่ในที่นี้อาจหมายถึงเพลงซึ่งอัครสาวกยอห์นไม่เคยได้ยินมา หรือไม่ก็เป็นเพลงซึ่งแต่งขึ้นในสวรรค์ให้ธรรมิกชนขับร้องกัน ที่เชื่อแน่นอนคือเพลงสวรรค์ต้องไพเราะมาก นอกจากนี้ เขาทั้งหลายยังถือขันทองคำบรรจุเครื่องหอม ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของธรรมิกชนทั้งปวง แสดงว่า คำอธิษฐานของธรรมิกชนหรือคริสเตียนทุกครั้งถูกเก็บไว้ในขันทองคำนี้ ไม่ได้ถูกทิ้งหายไป แสดงว่า พระเจ้าทรงฟังและเก็บคำอธิษฐานของทุกคนที่อธิษฐานในขันทองคำนั้น ธรรมิกชนทั้งหลายจึงควรอธิษฐานต่อพระองค์ทุกๆวัน
11แล้วข้าพเจ้าก็มองดู และข้าพเจ้าได้ยินเสียงทูตสวรรค์เป็นอันมากนับเป็นโกฏิๆ เป็นแสนๆ ซึ่งอยู่ล้อมรอบพระที่นั่งรอบสัตว์และผู้อาวุโสทั้งหลายนั้น 12ร้องเสียงดังว่า “พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์แล้วนั้น เป็นผู้ที่สมควรได้รับฤทธิ์เดช ทรัพย์สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ พระสิริ และคำสดุดี” 13และข้าพเจ้าได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ทั้งในสวรรค์ ในแผ่นดินโลก ใต้แผ่นดิน ในมหาสมุทร บรรดาที่อยู่ในที่เหล่านั้น ร้องว่า ขอให้คำสดุดีและเกียรติ และพระสิริและฤทธิ์เดช จงมีแด่พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่ง และแด่พระเมษโปดกตลอดไปเป็นนิตย์ 14และสัตว์ทั้งสี่นั้นก็ร้องว่า อาเมน และผู้อาวุโสเหล่านั้นก็ทรุดตัวลงกราบนมัสการ
อธิบาย อัครสาวกยอห์นเห็นและได้ยินเสียงของทูตสวรรค์จำนวนเป็นโกฏๆมาเข้าเฝ้าพระเจ้าที่พระที่นั่งมาสนับสนุนว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้เหมาะสมได้รับ ”ฤทธิ์เดช ทรัพย์สมบัติ ปัญญา อานุภาพ เกียรติ พระสิริ และคำสดุดี” ทั้งหมดที่กล่าวนี้เป็นคำยกย่องพระเยซูคริสต์ บางคนอาจสงสัยว่า ในสวรรค์มีทรัพย์สมบัติด้วยหรือ คำนี้แปลได้ว่า พระเจ้าเป็นเจ้าของของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล ในโลกและทุกแห่ง เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง ที่น่าสนใจคือ อัครสาวกยอห์นได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ทั้งในสวรรค์ ในแผ่นดินโลก ใต้แผ่นดิน ในมหาสมุทร ให้มาพิจารณาดู อัครสาวกยอห์นอยู่ในสวรรค์ แต่มีเสียงดังกึกก้องจากทุกหนทุกแห่งในสวรรค์ เลยไปถึงจักรวาล และในโลกด้วย อัครสาวกยอห์นจึงบันทึกไว้ แต่ต้องเข้าใจว่า อัครสาวกยอห์นได้ยินเท่านั้นแต่ไม่ได้เห็น นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตในที่นี้น่าจะหมายถึงธรรมิกชนจากทุกหนทุกแห่งมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆเช่นสัตว์หรือต้นไม้ เสียงจากบรรดาที่อยู่ในที่เหล่านั้น ร้องว่า ขอให้คำสดุดีและเกียรติ และพระสิริและฤทธิ์เดช จงมีแด่พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่ง คือพระบิดาและแด่พระเมษโปดกคือพระเยซูคริสต์ตลอดไปเป็นนิตย์ แล้วสัตว์ทั้งสี่ก็ตอบว่า อาเมน แปลว่า เป็นความจริง