วิวรณ์

บทที่ 20

กำหนดพันปี 1แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลูกกุญแจของบาดาลนั้น และถือโซ่ใหญ่ 2และท่านได้จับพญานาคซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ผู้ซึ่งเป็นพญามารและซาตานและมัดมันไว้พันปี 3แล้วทิ้งมันลงไปในบาดาลนั้น แล้วได้ลั่นกุญแจประทับตรา เพื่อไม่ให้มันล่อลวงบรรดาประชาชนได้อีกต่อไป จนครบกำหนดพันปีแล้วจึงจะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง อธิบาย อัครสาวกยอห์นได้เห็นทูตสวรรค์ถือลูกกุญแจของเหวที่ไม่มีก้นเหวนั้นและถือโซ่ใหญ่ เหวนี้คือนรกบาดาลซึ่งไม่มีข้อจำกัดความลึกที่เรียกว่า ทาทารัส และท่านได้จับพญานาค ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ผู้ซึ่งเป็นพญามาร หรือหัวหน้าซาตานที่ชื่อ ลูซิเฟอร์และซาตานทั้งหลาย และล่ามโซ่ แล้วทิ้งมันลงไปในเหวที่ไม่มีก้นเหวนั้น แล้วได้ลั่นกุญแจประทับตรา เพื่อไม่ให้มันออกมาล่อลวงบรรดาประชาชาติได้อีกต่อไป พวกมันจะถูกขังไว้พันปี ในขณะที่พระเยซูคริสต์ปกครองกรุงเยรูซาเล็มในฐานะจอมกษัตริย์ร่วมกับคริสเตียนและผู้เชื่อทั้งหลายจนครบกำหนดพันปีแล้วหลังจากนั้นทูตสวรรค์จะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่งเพื่อล่อลวงมนุษย์ท่ไม่เชื่อพระเจ้าอีก แท้ที่จริง ดินแดนที่พระเยซูคริสต์จะปกครองนั้นคือดินแดนแห่งพันธสัญญาโดยมีกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง ดินแดนนี้ปกคลุมตั้งแต่แม่น้ำยูเฟรติสทางเหนือถึงทางตะวันออก ทางตะวันตกติดทะเลเมดิเทอเรเนียน และทางใต้ติดกับแม่น้ำอียิปต์ เพราะว่าตั้งแต่พระเจ้าประทานดินแดนพันธสัญญาให้แก่ชนชาติอิสราเอล ก็ยังไม่มีกษัตริย์องค์ไหนปกครองดินแดนทั้งหมด ดังนั้น พระเยซูคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ปกครองดินแดนพันธสัญญาตามที่พระเจ้าประทานให้ ผู้ซึ่งจะอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มคือพระเยซูคริสต์ ธรรมิกชนซึ่งลงมาจากสวรรค์ ผู้ที่ตายในช่วงมหากลียุคต้องเปลี่ยนร่างเป็นกายคืนชีพ และคริสเตียนผู้ที่รอดตายจากสงครามมาอยู่ดินแดนของพระเยซูคริสต์ ธรรมิกชนทั้งสองกลุ่มมีบ้านอยู่อาศัย รับประทายอาหารได้ เม่อครั้นพระเยซูคริสต์ดำเนินอยู่ในโลกหลังฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์ทรงดำเนินไปมาได้และรับประทานอาหารได้เช่นเดียวกัน ธรรมิกชนทุกคนในกรุงเยรูซาเล็มจะมานมัสการพระเจ้าในพระวิหารซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในยุคหนึ่งพันปี ในพระธรรมเอเสเคียลบทที่ 45:1-4 ซึ่งบรรยายถึงพระวิหารนี้ “1เมื่อเจ้าแบ่งแผ่นดินให้เป็นกรรมสิทธิ์นั้น เจ้าจงถวายที่ดินส่วนหนึ่งไว้เพื่อพระเจ้าให้เป็น ตำบลบริสุทธิ์ยาวสองหมื่นห้าพันศอก และกว้างสองหมื่นศอก จะเป็นที่บริสุทธิ์ตลอดบริเวณนั้น 2ในบริเวณนี้ให้มีที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสแปลงหนึ่งยาว ห้าร้อยกว้างห้าร้อยศอก สำหรับสถานนมัสการให้มีบริเวณว่างไว้โดยรอบ อีกห้าสิบศอก 3ในตำบลบริสุทธิ์นั้น เจ้าจงวัดส่วนหนึ่งออก ยาว สองหมื่นห้าพันศอก กว้างหนึ่งหมื่นศอก ในบริเวณนี้ให้เป็นที่ตั้งของสถานนมัสการ คือที่บริสุทธิ์ที่สุด 4ให้เป็นส่วนแผ่นดินที่บริสุทธิ์ ให้เป็นของปุโรหิต ผู้ปรนนิบัติอยู่ในสถานนมัสการ และเข้าใกล้พระเจ้าเพื่อจะปรนนิบัติพระองค์ ให้เป็นที่สำหรับปลูกบ้านเรือนของเขาและเป็น ที่บริสุทธิ์สำหรับสถานนมัสการ 5อีกส่วนหนึ่งซึ่งยาวสองหมื่นห้าพันศอกและ กว้างหนึ่งหมื่นศอกนั้นเป็นที่ของคนเลวี ผู้ปรนนิบัติอยู่ที่พระวิหารให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขา ที่จะสร้างเมืองเพื่ออาศัยอยู่” พระวิหารที่เอเสเคียลบรรยายเป็นสถานที่ใหญ่รโหฐานมากกว่าพระวิหารที่กษัตริย์ซาโลมอนสร้างและพระวิหารแห่งที่สอง เป็นพระวิหารที่บรรจุคนได้จำนวนมาก ในพระธรรมฮักกัย บทที่ 2 ข้อ 6-9 บรรยายว่า “พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า อีกสักหน่อยเราจะเขย่าท้องฟ้าและโลก ทะเลและแผ่นดินแห้งอีกครั้งหนึ่ง 7เราจะเขย่าประชาชาติทั้งสิ้น เพื่อทรัพย์สมบัติของประชาชาติทั้งสิ้นจะได้เข้ามา เราจะบรรจุนิเวศนี้ให้เต็มด้วยสง่าราศี พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ 8เงินเป็นของเรา และทองคำเป็นของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ 9พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า สง่าราศีของพระนิเวศครั้งหลังนี้จะยิ่งกว่าครั้งเดิมนั้น พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า และเราจะให้เกิดความสมบูรณ์พูนสุขในสถานที่นี้” จะเห็นว่า การนมัสการพระเจ้าในกรูงเยรูซาเล็มในช่วงเวลาหนึ่งพันปีนั้นจะเป็นการนมัสการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ เอเสเคียลยังเล่าถึงแม่น้ำซึ่งมีน้ำไหลออกมาจากใต้ธรณีประตูพระวิหารในพระธรรมเอเสเคียลบทที่47 ข้อ1-12 ดังนี้ “1แล้วท่านก็นำข้าพเจ้ากลับมาที่ประตูพระวิหาร และดูเถิด มีน้ำไหลออกมาจากใต้ธรณีประตูพระวิหาร ตรงไปทางทิศตะวันออก (เพราะพระวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก) และน้ำไหลลงมาจากข้างล่าง ปลายใต้ของธรณีประตูพระวิหาร ทิศใต้ของแท่นบูชา 2แล้วท่านจึงนำข้าพเจ้าออกมาทางประตูเหนือ และนำข้าพเจ้าอ้อมไปภายนอกถึงประตูชั้นนอก ซึ่งหันหน้าไปทางตะวันออก และน้ำนั้นออกมาทางด้านใต้ 3ชายผู้นั้นได้เดินไปทางตะวันออกมีเชือกวัดอยู่ในมือ ท่านวัดได้หนึ่งพันศอก แล้วนำข้าพเจ้าลุยน้ำไป และน้ำลึกเพียงตาตุ่ม 4แล้วท่านก็วัดได้อีกหนึ่งพัน แล้วนำข้าพเจ้าลุยน้ำไปและน้ำลึกถึงเข่า แล้วท่านก็วัดได้อีกหนึ่งพัน แล้วนำข้าพเจ้าลุยน้ำไป น้ำนั้นลึกเพียงเอว 5แล้วท่านก็วัดได้อีกหนึ่งพัน และกลายเป็นแม่น้ำที่ข้าพเจ้าลุยข้ามไม่ได้ เพราะน้ำนั้นขึ้นแล้วลึกพอที่จะว่ายได้ เป็นแม่น้ำที่ลุยข้ามไม่ได้ 6และท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นสิ่งนี้หรือ” แล้วท่านก็พาข้าพเจ้ากลับมาตามฝั่งแม่น้ำ 7ขณะเมื่อข้าพเจ้ากลับ ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็นต้นไม้มากมายอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟาก 8และท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า “น้ำนี้ไหลตรงไปทางท้องถิ่นตะวันออก และไหลลงไปถึงอารบา (คือทะเลตาย) และเมื่อน้ำไหลออกมานั้นไปถึงน้ำทะเล น้ำนั้นก็กลับจืดดี 9แม่น้ำนั้นไปถึงที่ไหน สัตว์มีชีวิตที่อยู่กันเป็นฝูงก็จะมีชีวิตได้ และที่นั่นมีปลามากมาย เพราะว่าน้ำนี้ไปถึงที่นั่นน้ำทะเลก็จืด เพราะฉะนั้นแม่น้ำไปถึงไหน ทุกสิ่งก็มีชีวิต 10ชาวประมงก็ยืนอยู่ที่ข้างทะเล จากเอนเกดีถึงเอนเอกลาอิม (อยู่ทางตะวันตกของทะเลตาย) จะเป็นที่สำหรับตากอวน ปลาในที่นั้นมีหลายชนิด เหมือนปลาในทะเลใหญ่ 11แต่ที่เป็นบึงและหนองน้ำจะไม่จืด ต้องทิ้งไว้ให้เป็นเกลือ 12ตามฝั่งทั้งสองฟากแม่น้ำ มีต้นไม้ทุกชนิดที่ใช้เป็นอาหาร ใบของมันจะไม่เหี่ยวและผลของมันจะไม่วาย แต่จะเกิดผลใหม่ทุกเดือน เพราะว่าน้ำสำหรับต้นไม้นั้นไหลจากสถานนมัสการ ผลไม้นั้นใช้เป็นอาหารและใบก็ใช้เป็นยา” ดังนั้น การที่ธรรมิกชนซึ่งยังมีชีวิตอยู่หลังสงครามครั้งสุดท้ายจะอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาจะมีชีวิตตามปกติ ยังต้องรับประทานอาหาร และน้ำดื่ม พวกเขาไม่เจ็บป่วยอีกแล้วเพราะมีใบไม้ซึ่งรักษาโรคได้ พวกเขาจะอยู่จนอายุครบอย่างน้อยหนึ่งร้อยปีขึ้นไป เมื่อครบกำหนด เขาจะตายแล้วเปลี่ยนร่างเป็นกายคืนชีพเหมือนธรรมิกชนอื่นๆจนครบหนึ่งพันปี นอกจากนี้ เมื่อพระเยซูคริสต์ปกครองกรุงเยรูซาเล็ม จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงของภูเขามะกอกเทศดังที่เศคาริยาห์ได้บรรยายในพระธรรมเศคาริยาห์บทที่ 14 ข้อ 4-9 ว่า “4 ในวันนั้น พระบาทของพระองค์จะยืนอยู่ที่ภูเขามะกอกเทศ ซึ่งอยู่หน้าเมืองเยรูซาเล็มด้านตะวันออก และภูเขามะกอกเทศนั้นจะแยกออกเป็นสองส่วน จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก โดยมีหุบเขากว้างมากคั่นอยู่ ภูเขากึ่งหนึ่งจึงจะถอยไปทางเหนือ และอีกกึ่งหนึ่งจะถอยไปทางใต้ 5และหุบเขาแห่งบรรดาภูเขาของเรานั้นจะถูกกั้นเสีย เพราะว่าหุบเขาแห่งบรรดาภูเขาจะมาจดอาซาล และท่านทั้งหลายจะต้องหนีไป อย่างที่หนีจากแผ่นดินไหวสมัยอุสซียาห์ กษัตริย์ประเทศยูดาห์ แล้วพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราจะเสด็จมา และเทพเจ้าทั้งสิ้นจะมากับพระองค์ 6ในวันนั้นจะไม่มีความหนาวและน้ำค้างแข็ง 7จะมีแต่วัน (พระเจ้าทรงทราบ) ไม่ใช่วันสลับคืน แต่เวลาเย็นจะมีแสงสว่าง 8ในวันนั้นน้ำพุจะไหลออกจากเยรูซาเล็ม ครึ่งหนึ่งจะไหลไปสู่ทะเลด้านตะวันออก และครึ่งหนึ่งจะไหลไปสู่ทะเลด้านตะวันตก ในฤดูร้อนก็จะไหลเรื่อยไปดังในฤดูหนาว 9และพระเจ้าจะทรงเป็นกษัตริย์เหนือพิภพทั้งสิ้น ในวันนั้นพระเจ้าจะทรงเป็นเอก และพระนามของพระองค์ก็เป็นเอก” น้ำเค็มในทะเลตายจะกลายเป็นน้ำสะอาดรับประทานได้ นี่คือบรรยากาศของกรุงเยรูซาเล็มที่พระเยซูคริสต์ปกครองในวาระหนึ่งพันปี ตั้งแต่ข้อ 4 เป็นต้นไป อัครสาวกยอห์นเห็นนิมิตใหม่ 4ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น เป็นผู้ที่จะพิพากษา และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ เพราะเป็นพยานของพระเยซูและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี 5นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก 6ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์ และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี 7ครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ก็จะปล่อยซาตานออกจากคุกที่ขังมันไว้ 8และมันจะออกไปล่อลวงบรรดาประชาชาติทั้งสี่ทิศของแผ่นดินโลก คือโกกและมาโกก ให้คนมาชุมนุมกันทำศึกสงคราม จำนวนคนเหล่านั้นมากมายดุจเม็ดทรายที่ทะเล 9และคนเหล่านั้นยกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก และล้อมกองทัพของพวกธรรมิกชน และนครอันเป็นที่รักนั้นไว้ แต่ไฟได้ตกลงมาจากสวรรค์เผาผลาญคนเหล่านั้น 10ส่วนพญามารที่ล่อลวงเขาเหล่านั้นก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ที่สัตว์ร้ายและคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะตกอยู่ในนั้น และมันต้องทนทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดไปเป็นนิตย์ อธิบาย คริสเตียนซึ่งตายไปแล้วและได้ฟื้นขึ้นมาโดยพระเยซูคริสต์ และได้ไปอยู่ในสวรรค์กับพระเยซูคริสต์ เมื่อพระคริสต์เทียมและซาตานถูกปราบราบคาบ พระคริสต์เทียมและผู้เผยพระวจนะเทียมถูกทิ้งลงในนรกบึงไฟ ส่วนลูซิเฟอร์และซาตานถูกจับไปขังในบาดาล แล้วพระเยซูคริสต์เสด็จลงมาปกครองโลกหนึ่งพันปีในกรุงเยลูซาเล็มร่วมกับธรรมิกชนหรือคริสเตียน คริสเตียนเหล่านี้คือผู้ที่ฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ตายอีกแล้ว แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์คืออยู่ในฐานะของธรรมิกชน และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี ซาตานซึ่งถูกทิ้งลงในนรกบาดาลครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ก็จะถูกปล่อยออกจากคุกบาดาลที่ขังมันไว้ และมันจะออกไปล่อลวงบรรดาประชาชาติทั้งสี่ทิศของแผ่นดินโลก คือโกกและมาโกก ให้คนมาชุมนุมกันทำศึกสงคราม จำนวนคนเหล่านั้นมากมายดุจเม็ดทรายที่ทะเล คนเหล่านั้นอาศัยอยู่นอกเขตแดนที่พระเยซูคริสต์ทรงครอบครองอยู่ คนเหล่านั้นร่วมกับซาตานยกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก และล้อมกองทัพของพวกวิสุทธิชน และเมืองอันเป็นที่รักนั้นไว้คือกรุงเยลูซาเล็ม การสงครามล้างโลกสุดท้ายนี้ พระเจ้าจะให้ไฟได้ตกลงมาจากสวรรค์ชั้นที่สองและหนึ่งมาเผาผลาญคนเหล่านั้น ในที่สุด พญามารลูซิเฟอร์ที่ล่อลวงเขาเหล่านั้นก็ถูกโยนลงไปในนรกบึงไฟและกำมะถัน ที่สัตว์ร้าย (พระตริสต์เทียม) และผู้พยากรณ์เท็จอยู่นั้น และมันต้องทนทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดไปเป็นนิตย์ มีใครที่จะอยู่กับพระเยซูคริสต์เป็นเวลาหนึ่งพันปีในกรุงเยรุซาเล็ม ในความเป็นจริง ธรรมิกขนที่อยู่กับพระเยซูคริสต์มีเป็นจำนวนล้านๆ และยังมีคริสเตียนซึ่งรอดท้ายจากสงครามครั้งสุดท้ายร่วมอยู่ด้วย คงอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มทั้งหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงมอบให้กับอับราฮัม อิสอัค ยาโคปนั้นกว้างใหญ่ตั้งแต่แม่น้ำยูเฟรติสทางเหนือและทางตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็มลงมาทางใต้ติดแม่น้ำอียิปต์ ทางตะวันตกติดทะเลเมดิเทอเรเนียน เวลาที่อ้างถือว่าพระเยซูคริสต์มาปกครองกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองของดินแดนแห่งพันธสัญญานั่นเอง ผู้ที่ลงมาจากสวรรค์กับพระเยซูคริสต์อยู่ในสภาพของกายคืนชีพบวกกับกายวิญญาณ ส่วนคริสเตียนผู้ที่ไม่ตายจากสงครามก็มาอยู่กับพระเยซูคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็ม คนเหล่านี้ยังดำเนินชีวิตตามปกติ เป็นสามีภรรยา เป็นลูกเป็นหลานสืบถ่ายทอดต่อไป ในพระธรรมอิสยาห์บทที่65 ข้อ17-25 พระเจ้าตรัสว่า “17เพราะดูเถิด เราจะสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่เพราะสิ่งเก่าก่อนนั้นจะไม่จำกันหรือนึกได้อีก 18แต่จงชื่นบานและเปรมปรีดิ์เป็นนิตย์ในสิ่งซึ่งเราสร้างขึ้น เพราะดูเถิด เราสร้างเยรูซาเล็มให้เป็นที่เปรมปรีดิ์และชนชาติของเมืองนั้นให้เป็นความชื่นบาน 19เราจะเปรมปรีดิ์ด้วยเยรูซาเล็ม และชื่นบานด้วยชนชาติของเราจะไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ในเมืองนั้นอีกและเสียงครวญคราง 20ในนั้นจะไม่มีทารกที่มีชีวิตเพียงสองสามวัน หรือคนแก่ที่มีอายุไม่ครบกำหนด เพราะเด็กมักจะมีอายุหนึ่งร้อยปีจึงตาย และคนบาปที่มีอายุเพียงหนึ่งร้อยปีจะเป็นที่แช่ง 21เขาจะสร้างบ้านและเข้าอาศัยอยู่ในนั้น เขาจะปลูกสวนองุ่นและกินผลของมัน 22เขาจะไม่สร้างและคนอื่นเข้าอาศัยอยู่ เขาจะไม่ปลูกและคนอื่นกิน เพราะอายุชนชาติของเราจะเป็นเหมือนอายุของต้นไม้ และผู้เลือกสรรของเราจะใช้ผลงานน้ำมือของเขานาน 23เขาทั้งหลายจะไม่ทำงานโดยเปล่าประโยชน์ หรือคลอดบุตรเพื่อความสยดสยอง เพราะเขาเป็นลูกหลานของผู้ที่ได้รับพรของพระเจ้ากับลูกๆของเขาด้วย 24ก่อนที่เขาร้องเรียก เราจะตอบขณะที่เขายังพูดอยู่ เราจะฟัง 25สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน สิงห์จะกินฟางเหมือนวัวและผงคลีจะเป็นอาหารของงู มันทั้งหลายจะไม่ทำอันตรายหรือทำลายทั่วภูเขาบริสุทธิ์ของเรา พระเจ้าตรัสดังนี้” ส่วนเศคาริยาห์ก็กล่าวคำทำนายอย่างเดียวกัน ในพระธรรมเศคาริยาห์บทที่ 8 ข้อ 3-8 บรรยายดังนี้ 3พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เราจะกลับไปยังศิโยน และอยู่ท่ามกลางเยรูซาเล็ม และเขาจะเรียกเยรูซาเล็มว่าเมืองซื่อตรง และเรียกภูเขาของพระเจ้าจอมโยธาว่าภูเขาบริสุทธิ์ 4พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า ดังนั้น ทุกคนจะอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป คลอดลูกก็ก็ไม่มีการเจ็บครรถ์ และจะไม่มีการป่วยหรือตายตอนเป็นเด็ก เด็กจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงตลอดไป เมื่อเป็นคนแก่ก็ไม่มีโรคแต่แข็งแรงเหมือนคนหนุ่มสาว มีชีวิตอยู่อย่างน้อยหนึ่งร้อยปีจนถึงกำหนดอายุขัยที่พระเจ้ากำหนดให้แล้ว คนเหล่านี้จะเปลี่ยนร่างกายที่เป็นดินไปเป็นกายคืนชีพเหมือนอื่นๆและจะอยูกับพระเยซูจนครบหนึ่งพันปี ส่วนสัตว์ทั้งหลายเช่นสุนัขป่าและลูกแกะ สิงห์ วัว งู และสัตว์อื่นๆ ไม่มีการแย่งชิงอาหารและไม่ทำร้ายกันอีกแล้ว สัตว์ต่างๆจะอยู่อย่างสงบสุข ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าซึ่งรอดจากสงครามก็ยังอยู่รอบนอกดินแดนแห่งพันธสัญญา เขาก็มีชีวิตต่อไปตามปกติของชีวิตของคนในโลก มีเกิดแก่เจ็บตายตามปกติ เมื่อพวกเขาตายไปก็ไปอยู่ในแดนมรณารอการพิพากษาครั้งสุดท้าย การพิพากษาพระที่นั่งใหญ่สีขาว 11ข้าพเจ้าได้เห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวและเห็นท่านผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น เมื่อพระองค์ทรงปรากฏแผ่นดินโลกและท้องฟ้าก็หายไป และไม่มีที่อยู่สำหรับแผ่นดินโลกและท้องฟ้าเลย 12ข้าพเจ้าได้เห็นบรรดาผู้ที่ตายแล้ว ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น และหนังสือต่างๆก็เปิดออก หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย คือหนังสือชีวิต และผู้ที่ตายไปแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น และตามที่เขาได้กระทำ 13ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล ความตายและแดนมรณาก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่อยู่ในแดนนั้น และคนทั้งหลายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตนหมดทุกคน 14แล้วความตาย และแดนมรณาก็ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ บึงไฟนี่แหละเป็นความตายครั้งที่สอง 15และถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ อธิบาย อัครสาวกยอห์นเห็นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น คือในช่วงเวลานี้ แผ่นดินโลกและฟ้าอากาศก็อันตรธานสลายไป และไม่มีที่อยู่สำหรับแผ่นดินโลกและฟ้าอากาศนั้นต่อไปเลย และมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง คือการพิพากษาที่เรียกว่า การพิพากษาหน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาวหรือบันลังค์ขาว มีคนสองกลุ่มมาร่วมกันที่หน้าบันลังค์ขาวกลุ่มหนึ่งคือธรรมิกชนซึ่งได้รับร่างกายคืนชีพ (resurrected body) ก่อนมหากลียุค และคริสเตียนตายในช่วงมหากลียุต ช่วงหนึ่งพันปีและก่อนสงครามล้างโลก และอีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าซึ่งตายไปตั้งแต่อดีตจนถึงสงครามล้างโลก พวกเขาต้องไปรวมกันอยู่ในแดนมรณา ก่อนการพิพากษาหน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาวหรือบันลังค์ขาว พวกเขาที่ตายไปจะต้องกลับมาในร่างใหม่ ใครที่ตายที่ไหน บนบกและในทะเล ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล ความตายและนรกก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่อยู่ในที่เหล่านั้นมารวมกันอยู่ต่อหน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาวหรือบันลังค์ขาว และเห็นพระเยซูคริสต์ทรงประทับบนพระที่นั่งนั้น บรรดาผู้ที่ตายแล้วทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย ยืนอยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า และหนังสือต่างๆก็เปิดออก หนังสืออีกม้วนหนึ่งก็เปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต และผู้ที่ตายไปแล้วก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น ตามที่เขาได้กระทำ พวกธรรมิกชนที่มีชื่ออยู่ในหนังสือแห่งชีวิตจะได้รับรางวัลตามการกระทำของพวกเขาในโลกนี้ ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าซึ่งตายไปอยู่ในแดนมรณาแล้วคืนร่างกลับมา พวกเขามีชื่ออยู่ในหนังสือต่างๆและไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต จะถูกผลักทิ้งลงในนรกบึงไฟ นี่แหละเป็นความตายครั้งที่สอง เป็นการสิ้นสุดของมนุษยโลก