วิวรณ์
บทที่ 19
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังสงครามครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลง
ฝูงชนในสวรรค์สรรเสริญพระเจ้า การสมรสของพระเมษโปดก และ ผู้ทรงม้าขาว
1ต่อจากนี้ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังกึกก้องดุจเสียงฝูงชนจำนวนมากในสวรรค์ร้องว่า
อาเลลูยา ความรอด พระสิริ และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเรา
2เพราะว่าการพิพากษาของพระองค์เที่ยงตรงและยุติธรรม พระองค์ได้ทรงพิพากษาลงโทษหญิงแพศยาคนสำคัญนั้น ที่ได้กระทำให้แผ่นดินโลกชั่วไปด้วยการล่วงประเวณีของนาง และพระองค์ได้ทรงแก้แค้นผู้หญิงนั้น เพื่อทดแทนโลหิตแห่งผู้รับใช้ของพระองค์
3คนเหล่านั้นร้องอีกเป็นครั้งที่สองว่า อาเลลูยา ควันไฟที่เกิดจากนครนั้นพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์ 4และพวกผู้ปกครองทั้งยี่สิบสี่คนกับสัตว์ทั้งสี่นั้น ก็ได้ทรุดตัวลงนมัสการพระเจ้าผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น และร้องว่า อาเมน อาเลลูยา 5และมีเสียงออกมาจากพระที่นั่งว่า ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ที่ยำเกรงพระองค์ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยจงสรรเสริญพระเจ้าของเรา
อธิบาย อัครสาวกยอห์นได้เห็นเหตุการณ์ของสงครามครั้งสุดท้าย ในที่สุด พระคริสต์เทียม ซาตาน และพรรคพวกก็ถูกปราบราบคาบ อัครสาวกยอห์นได้เห็นฝูงชนจำนวนมากในสวรรค์ร้องสรรเสริญพระเจ้าว่า “อาเลลูยา ความรอด พระสิริ และฤทธิ์เดชจงมีแด่พระเจ้าของเรา” คำว่า อาเลลูยา ถูกใช้เป็นครั้งแรกและถูกใช้ 4 ครั้งในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 19 นี้ คำนี้เขียนเป็นภาษากรีก แต่เป็นคำภาษาฮีบรูแท้ๆคือ ฮาเลลูยา ฮาเลลูยาเป็นคำผสมของคำ “ฮาเล” (Halei) ซึ่งแปลว่า สรรเสริญ บวกกับ “ยา” (ya) เป็นชื่อพระเจ้า อาเลลูยาแปลว่า สรรเสริณพระเจ้า (praise the Lord) ร้องอาเลลูยาครั้งแรก เพราะว่าการพิพากษาของพระองค์ได้มาถึงแล้ว กลุ่มแรกที่พระเจ้าจะลงโทษคือหญิงแพศยาคนสำคัญได้แก่คริสตจักรจอมปลอมทั้งหลาย นี่เป็นสิ่งที่น่าคิดว่า แทนที่จะลงโทษผู้เชื่อซาตาน หรือผู้ไม่เชื่อพระเจ้ากลับลงโทษคริสตจักรจอมปลอมหรือคริสเตียนปลอมทั้งหลาย เช่น คนเอาชื่อพระเยซูมาทำมาหากิน คนที่ร่ำรวยจากการหลอกลวงว่า พระเยซูจะทำให้เขาร่ำรวย มีอำนาจหรือชื่อเสียง พระเยซูรักมนุษย์ อนุญาตให้ผู้หญิงตั้งครรถ์ทำแท้งได้ ที่กล่าวว่า หญิงแพศยาไปล่วงประเวณีกับคนอื่น หมายความว่า พระเยซูสอนให้ร่วมงานกับทุกศาสนาได้ พระเยซูเป็นพระองค์หนึ่งในบรรดาพระทั้งหลาย คริสตจักรจอมปลอมได้กระทำให้แผ่นดินโลกชั่วไป พระเจ้าได้ทรงแก้แค้นตริสตจักนจอมปลอมที่ไปร่วมมือกับบรรดากษัตริย์ทั้งหลายคือผู้นำทั้งหลายในโลกที่ไม่เชื่อพระเจ้า พวกเขาต้องถูกพิพากษาลงโทษ เป็นการแก้แค้นแทนโลหิตแห่งผู้รับใช้ของพระองค์ คริสเตียนเหล่านั้นร้องอีกเป็นครั้งที่สองว่า อาเลลูยา นี่คืออาเลลูยาครั้งที่สอง เพราะเห็นควันไฟที่เกิดจากนครนั้นพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์ พระเจ้าจะเผาผลาญผู้คนและซาตานที่อยู่ในนครบาบิโลน (กรุงโรม) นครตลอดไปเป็นนิตย์ ณ ที่นี้เล็งถึงนรกบึงไฟ สุดท้ายของข้อ 5 แสดงให้รู้ว่า ผู้เชื่อพระเจ้าและคริสเตียนทั้งหลายที่อยู่ในสวรรค์จะรับใช้พระเจ้าและสรรเสริญพระเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์
อัครสาวกยอห์นยังเห็นพวกผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่คน เป็นลูกของยาโคปสิบสองคนกับอัครสาวกสิบสองคน (ยูดาสถูกแทนที่โดยอัครทูตเปาโล) กับสัตว์ทั้งสี่นั้น (ทูตสวรรค์ที่มีปีกสี่องค์ ก็ได้ทรุดตัวลงนมัสการพระเจ้า และพวกเขาร้อง อาเมน อาเลลูยา นี่เป็นอาเลลูยาครั้งที่สาม เพราะว่าทุกอย่างได้สำเร็จแล้วตามคำทำนาย
การมงคลสมรสของพระเมษโปดก
6แล้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงดุจเสียงฝูงชนเป็นอันมาก ดุจเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่นว่า อาเลลูยา เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดทรงครอบครองอยู่
7ขอให้เราทั้งหลายร่าเริงยินดีและเต้นโลดถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลามงคลสมรสของพระเมษโปดกแล้ว และเจ้าสาวของพระองค์ได้เตรียมพร้อมแล้ว 8ทรงโปรดให้เจ้าสาวสวมผ้าป่านเนื้อละเอียดใสบริสุทธิ์ เพราะผ้าป่านเนื้อดีนั้นได้แก่ การประพฤติอันชอบธรรมของพวกธรรมิกชน
อธิบาย ผู้เชื่อพระเจ้าและคริสเตียนทั้งหลายที่อยู่ในสวรรค์แซ่ซ้องสรรเสริญพระเจ้า ดุจเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่นว่า “อาเลลูยา เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดทรงครอบครองอยู่” นี่คืออาเลลูยาครั้งที่สี่ว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ครอบครองทุกอย่างในโลกและจักรวาล และพระองค์จะลงมาเป็นจอมกษัตริย์และจอมเจ้านายในกรุงเยลูซาเล็มเป็นเวลาหนึ่งพันปี เพราะถึงเวลาแล้วที่พระเยซูคริสต์จะต้อนรับคริสเตียนทั้งหลาย เปรียบเสมือนเป็นการมงคลสมรสของพระเมษโปดกกับเจ้าสาวของพระองค์ซึ่งได้เตรียมพร้อมแล้ว เหมือนเจ้าสาวสวมผ้าป่านเนื้อละเอียดใสบริสุทธิ์ เพราะผ้าป่านเนื้อดีนั้นได้แก่ การประพฤติอันชอบธรรมของพวกธรรมิกชน หมายความว่า พระเยซูคริสต์ทรงเรียกคริสเตียนทั้งหลายเป็นผู้ชอบธรรม และทรงประทานสิ่งที่ดีที่สุดแก่คริสเตียนทั้งหลายคือแผ่นดินสวรรค์
9และทูตสวรรค์องค์นั้นสั่งข้าพเจ้าว่า จงเขียนไว้เถิดว่า ความเจริญสุขมีแก่คนทั้งหลาย ที่ได้รับเชิญมาในการมงคลสมรสของพระเมษโปดก และท่านบอกข้าพเจ้าว่า ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นพระวจนะแท้ของพระเจ้า 10แล้วข้าพเจ้าได้ทรุดตัวลงแทบเท้าของท่านเพื่อจะนมัสการท่าน แต่ท่านได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า อย่าเลย ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้รับใช้เหมือนกับท่าน และพวกพี่น้องของท่านที่ยึดถือคำพยานของพระเยซู จงนมัสการพระเจ้าเถิด เพราะว่าคำพยานกล่าวถึงพระเยซูนั้นเป็นหัวใจของการเผยพระวจนะ
อธิบาย อัครสาวกยอห์นกล่าวถึง การมงคลสมรสของพระเมษโปดกกับคริสเตียนในพระคัมภีร์ใหม่และผู้เชื่อพระเจ้าทั้งหลายในพระคัมภีร์เดิมในสวรรค์ตลอดไป เพราะพระเยซูคริสต์จะอยู่กับพวกเขาตลอดไปเป็นนิตย์ การมงคลสมรสของพระเมษโปดกกับเจ้าสาวคือคริสเตียนและผู้เชื่อพระเจ้าเริ่มต้นเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จลงมาปกครองในกรุงเยรูซาเล็มเป็นเวลาหนึ่งพันปีและจะอยู่ด้วยกันตลอดชั่วนิรันดร์
นอกจากนี้ ในข้อ 10 อัครสาวกยอห์นเข้าใจผิดว่า ทูตสวรรค์คนนั้นคือพระเยซูคริสต์ แต่ทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่อัครสาวกยอห์นว่า ท่านเป็นเพียงผู้รับใช้เหมือนกับอัครสาวกยอห์น และพวกพี่น้องของท่านที่เป็นพยานของพระเยซู ทูตสวรรค์บอกให้คริสเตียนทุกคนนมัสการพระเจ้า เพราะการเป็นพยานคือการประกาศพระวจนะของพระเจ้า
ผู้ทรงม้าขาว
11แล้วข้าพเจ้าก็ได้เห็นสวรรค์เปิดออก และ ดูเถิด มีม้าขาวตัวหนึ่ง พระองค์ผู้ทรงม้านั้นมีพระนามว่า “สัตย์ซื่อและสัตย์จริง” พระองค์พิพากษาและทรงกระทำสงครามด้วยความเป็นธรรม 12พระเนตรของพระองค์ดุจเปลวไฟ และบนพระเศียรของพระองค์มีมงกุฎหลายอัน และพระองค์ทรงมีพระนามจารึกไว้ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จักเลย นอกจากพระองค์เอง 13พระองค์ทรงฉลองพระองค์ที่จุ่มเลือด และพระนามที่เรียกพระองค์นั้นคือ พระวาทะของพระเจ้า 14เหล่าพลโยธาในสวรรค์สวมอาภรณ์ผ้าป่านเนื้อละเอียดขาวบริสุทธิ์ ได้นั่งบนหลังม้าขาวตามเสด็จพระองค์ไป 15มีพระแสงคมออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้ทรงฟันฟาดบรรดานานาประชาชาติ ด้วยพระแสงนั้น และพระองค์จะทรงครอบครองเขาด้วยคทาเหล็ก พระองค์จะทรงเหยียบบ่อย่ำองุ่นแห่งพระพิโรธอันเฉียบขาดของพระเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด 16พระองค์ทรงมีพระนามจารึกที่ฉลองพระองค์ และที่ต้นพระอูรุของพระองค์ว่า จอมกษัตริย์และจอมเจ้านาย
อธิบาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสงครามครั้งสุดท้าย เมื่อพระเยซูคริสต์ขี่ม้าขาวพาธรรมิกชนลงมาจากสวรรค์มาสู่รบกับพระคริสต์เทียมและซาตานทั้งหลาย ม้าขาวนี้ไม่เหมือนม้าขาวที่กล่าวในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 6 ม้าขาวตัวนั้นเล็งถึงพระคริสต์เทียม แต่ในบทนี้ ม้าขาวตัวนี้ไม่ใช่พระคริสต์เทียม แต่เป็นพระเยซูคริสต์ พระองค์ผู้ทรงม้านั้นมีพระนามว่า “สัตย์ซื่อและสัตย์จริง” เพราะพระเยซูคริสต์เป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ในข้อ 11 เชียนว่า “พระองค์พิพากษา”แปลว่าพระองค์ตัดสินใจมากระทำสงครามกับพระคริสต์เทียมด้วยความเป็นธรรม หมายความว่า สู้รบอย่างยุติธรรม พระเนตรของพระองค์ดุจเปลวไฟแสดงถึงอำนาจ และบนพระเศียรของพระองค์มีมงกุฎหลายอันแสดงว่าพระเยซูเป็นจอมกษัตริย์ของกษัคริย์ทั้งหลาย อัครสาวกยอห์นบอกว่า “พระองค์ทรงมีพระนามจารึกไว้ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จักเลย นอกจากพระองค์เอง” อัครสาวกยอห์นได้กล่าวในพระธรรมยอห์นบทที่ 1 ข้อ10 กล่าวถึงพระเยซูอย่างเดียวกันว่า พระองค์ไม่มีผู้ใดรู้จัก “พระองค์ทรงอยู่ในโลก ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาทางพระองค์ แต่โลกหาได้รู้จักพระองค์ไม่” อัครสาวกยอห์นเห็นพระเยซูคริสต์ทรงฉลองพระองค์ที่จุ่มเลือด เล็งถึงพระเยซูคริสต์บนกางเขนที่เสื้อเปลื้อนเลือด และพระนามที่เรียกพระองค์นั้นคือ พระวาทะของพระเจ้า อัครสาวกยอห์นได้กล่าวถึงพระวาทะในพระธรรมยอห์นบทที่ 1 ข้อ 1-5 อัครสาวกยอห์นเขียนว่า “1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า 2ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า 3พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ 4พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ 5ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่”
ในข้อ 14 เขียนว่า เหล่าพลโยธาในสวรรค์สวมอาภรณ์ผ้าป่านเนื้อละเอียดขาวบริสุทธิ์ ได้นั่งบนหลังม้าขาวตามเสด็จพระองค์ไป นี่เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์เสด็จลงมาทำสงครามกับพระคริสต์เทียม พระองค์จะใช้พระแสงคมออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้ทรงฟันฟาดบรรดานานาประชาชาติ ด้วยพระแสงนั้น และพระองค์จะทรงครอบครองเขาด้วยคทาเหล็ก พระองค์จะทรงเหยียบบ่อย่ำองุ่นแห่งพระพิโรธอันเฉียบขาดของพระเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด แสดงว่า พระองค์จะทำลายซาตานซึ่งเป็นศัตรูของพระองค์จนสิ้นซาก พระองค์ทรงใส่ชุดออกศึกสงคราม ในชุดฉลองพระองค์มีพระนามของพระองค์จารึกที่ฉลองพระองค์ และที่ต้นพระอูรุหรือ”น่อง” ของพระองค์ว่า จอมกษัตริย์และจอมเจ้านาย
17แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งยืนอยู่บนดวงอาทิตย์ ท่านร้องประกาศแก่นกทั้งปวงที่บินอยู่ในท้องฟ้า ด้วยเสียงอันดังว่า จงมาประชุมกันในการเลี้ยงใหญ่ของพระเจ้า 18เพื่อจะได้กินเนื้อกษัตริย์ เนื้อนายทหาร เนื้อชายฉกรรจ์ เนื้อม้า และเนื้อคนที่นั่งบนม้า และเนื้อประชาชน ทั้งไทและทาส ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย
19และข้าพเจ้าเห็นสัตว์นั้น และบรรดากษัตริย์บนแผ่นดินโลก พร้อมทั้งพลรบของกษัตริย์เหล่านั้น มาประชุมกันจะทำสงครามกับพระองค์ผู้ทรงม้า และกับพลโยธาของพระองค์ 20สัตว์ร้ายนั้นถูกจับพร้อมด้วยคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะ ที่ได้กระทำหมายสำคัญต่อหน้าสัตว์ร้ายนั้น และใช้หมายสำคัญนั้นล่อลวงคนทั้งหลาย ที่ได้รับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนั้น และบูชารูปของมัน สัตว์ร้ายและคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะ ถูกทิ้งทั้งเป็นลงในบึงไฟที่ไหม้ด้วยกำมะถัน 21และคนที่เหลืออยู่นั้น ก็ถูกฆ่าด้วยพระแสงที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ ผู้ทรงม้านั้นเสีย และนกทั้งปวงก็กินเนื้อของคนเหล่านั้นจนอิ่ม
อธิบาย อัครสาวกยอห์นยังเห็นนิมิตต่อไปดังนี้ มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ แลเห็นฝูงนกมากมายบนท้องฟ้า พระคัมภีร์บรรนายฝูงนกซึ่งบินลงมากินเนื้อกษัตริย์ เนื้อนายทหาร เนื้อคนมีบรรดาศักดิ์ เนื้อม้า และเนื้อคนที่นั่งบนม้า และเนื้อประชาชน ทั้งไทยและทาส ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย ฝูงนกที่อัครสาวกยอห์นเห็นหมายถึงเครื่องบินรบมากมายที่บินลงมาต่อสู้กับพรรคพวกของพระคริสต์เทียม ในข้อ 19 นี้บันทึกว่า ผู้คนเหล่านั้นกำลังต่อสู้กับพระเยซุคริสต์และทูตสวรรค์ อัครสาวกยอห์นยังเห็นสัตว์ร้ายนั้น (พระคริสต์เทียม) ผู้พยากรณ์เท็จ และบรรดากษัตริย์บนแผ่นดินโลก พร้อมทั้งพลรบของกษัตริย์เหล่านั้น มาร่วมกันทำสงครามกับพระองค์ผู้ทรงม้าคือพระเยซูคริสต์ และกับพลโยธาของพระองค์คือทูตสวรรค์ ในที่สุด สัตว์ร้ายคือพระคริสต์เทียมนั้นถูกจับพร้อมด้วยผู้พยากรณ์เท็จ ผู้พยากรณ์เท็จ คือผู้เผยวจนะเทียมซึ่งได้กระทำการอัศจรรย์ต่อหน้าสัตว์ร้ายนั้น และใช้การอัศจรรย์นั้นล่อลวงคนทั้งหลายที่ได้รับเครื่องหมายของสัตว์ร้าย นั้น และบูชารูปของมัน หลังสงครามครั้งสุดท้าย สัตว์ร้ายและผู้พยากรณ์เท็จจะถูกทิ้งทั้งเป็นลงในบึงไฟที่ไหม้ด้วยกำมะถัน บึงไฟนี้คือนรก “เคเฮ็นนา” ซึ่งเป็นนรกแห่งสุดท้าย ส่วนลูซิเฟอร์และซาตานจะถูกจับไว้แล้วส่งไปขังในบาดาล (ทาทารัส) หนึ่งพันปี (วิวรณ์บทที่ 20) ส่วนผู้ไม่เชื่อพระเจ้าซึ่งตายไปแล้วจะไปอยู่ในแดนมรณารอการพิพากษา ในขณะที่พระเยซูคริสต์ปกครองกรุงเยลูซาเล็มหนึ่งพันปีนั้น ยังมีคนซึ่งไม่เชื่อพระเจ้าอยู่ข้างนอกดินแดนที่พระเยซูคริสต์ปกตรอง พวกเขามีชีวิตปกติมีการเกิดแก่เจ็บตาย พอครบหนึ่งพันปี พระเจ้าจะปล่อยลูซิเฟอร์และซาตานทั้งหลายออกมาหลอกลวงมนุษย์ซึ่งไม่เชื่อพระเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่พวกมันจะถูกจับไส่ลงไปในบึงไฟไปอยู่กับพระคริสต์เทียมและผู้เผยวจนะเทียมซึ่งถูกจับไปอยู่ก่อนแล้ว