วิวรณ์
บทที่ 15
ทูตสรรค์และภัยพิบัติประการสุดท้าย
อัครสาวกยอห์นย้อนกลับมากล่าวถึงเหตุการณ์นี้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของสามปีครึ่งของมหากลียุคในช่วงแรกของศึกสงครามอารมาเกดโดน อัครสาวก
ยอห์นบรรยายถึงเหตุการร์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นดังนี้
1ข้าพเจ้าเห็นหมายสำคัญในสวรรค์อีกประการหนึ่ง ใหญ่ยิ่งและน่าประหลาด คือมีทูตสวรรค์เจ็ดองค์ถือภัยพิบัติเจ็ดอย่าง อันเป็นภัยพิบัติครั้งสุดท้าย เพราะว่าพระพิโรธของพระเจ้าสิ้นสุดลงด้วยภัยพิบัติเหล่านั้น
2ข้าพเจ้าเห็นเป็นเหมือนทะเลแก้วปนไฟ และบรรดาคนที่มีชัยต่อสัตว์ร้าย และรูปของมัน และเลขประจำชื่อของมัน ยืนอยู่ริมทะเลแก้วนั้น พวกเขาถือพิณของพระเจ้า 3เขาร้องเพลงของโมเสส ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า และเพลงของพระเมษโปดกว่า
“ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด พระราชกิจของพระองค์ใหญ่ยิ่งและมหัศจรรย์นัก
ข้าแต่องค์พระมหากษัตริย์แห่งประชาชาติทั้งปวง วิธีการทั้งหลายของพระองค์ยุติธรรมและเที่ยงตรง 4ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า มีผู้ใดบ้างที่จะไม่ยำเกรงพระองค์และไม่ถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระองค์ เพราะว่าพระองค์ผู้เดียวทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ประชาชาติ
ทั้งปวงจะมานมัสการพระองค์ เพราะว่าการพิพากษาของพระองค์เริ่มขึ้นแล้ว”
อธิบาย อัครสาวกยอห์นเห็นหมายสำคัญในสวรรค์อีกประการหนึ่งซึ่งใหญ่ยิ่งและน่าประหลาด นั่นคือคริสเตียนมากมายได้ลงมาจากสวรรค์กับพระเยซูเพื่อจะมาเป็นพยานถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยมีทูตสวรรค์เจ็ดองค์ถือภัยพิบัติเจ็ดอย่าง อันเป็นภัยพิบัติครั้งสุดท้าย อัครสาวกยอห์นบรรยายเห็นเหมือนทะเลแก้วปนไฟ น่าจะเป็นไปได้ว่าที่อัครสาวกยอห์นเห็น เป็นภาพของแสงสะท้อนของไฟที่กระจาย เป็นสง่าราศีของบรรดาคนที่มีชัยคือคริสเตียนที่ลงมาจากสวรรค์กับพระเยซูคริสต์มายืนที่ทะเลแก้วถือพิณของพระเจ้า พวกเขาร้องเพลงของโมเสส และเพลงของพระเมษโปดก เพลงของโมเสสคือเพลงที่เขียนไว้ในอพยพ 15:1-21 เพลงที่ร้องมีดังนี้
1ขณะนั้นโมเสสกับชนชาติอิสราเอลร้องเพลง บทนี้ ถวายพระเจ้าว่า
“ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง
พระองค์ทรงกวาดม้าและพลม้าลงในทะเล
2พระเจ้าทรงเป็นผู้พิทักษ์ผู้ออกรบแทนข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้ข้าพเจ้ารอด
พระองค์นี่แหละเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
ของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะยกย่องสรรเสริญพระองค์
3พระเจ้าทรงเป็นนักรบ พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์
4พระองค์ทรงเหวี่ยงรถรบและโยนพลโยธา ของฟาโรห์ลงในทะเล นายทหารรถ
รบชั้นยอดของฟาโรห์ก็จมในทะเลแดง
5น้ำท่วมเขา เขาจมลงในทะเลที่ลึก ประดุจก้อนหิน
6ข้าแต่พระเจ้า พระหัตถ์ขวาของพระองค์ ทรงอานุภาพยิ่ง ข้าแต่พระเจ้า
พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงทำลายศัตรูให้พินาศไป
7ด้วยเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ทรงคว่ำปฏิปักษ์ของพระองค์เสีย
พระองค์ทรงใช้พระพิโรธของพระองค์เผาผลาญเขาเสียอย่างตอฟาง
8โดยลมที่ระบายจากช่องพระนาสิก น้ำก็ท่วมสูงขึ้นไป น้ำท่วมก็ท้นสูงขึ้น น้ำก็
แข็งขึ้นในท้องทะเล
9พวกข้าศึกกล่าวว่า “เราจะติดตาม เราจะจับให้ทัน เราจะริบสิ่งของมาแบ่งปันกัน
เราจึงจะพอใจที่ได้กระทำกับพวกนั้นดังประสงค์ เราจะชักดาบออก มือเราจะทำลายเขาเสีย”
10พระองค์ทรงบันดาลให้ลมพัดมา น้ำทะเลก็ท่วมเขามิด เขาจมลงในกระแสน้ำอัน
ไหลแรงนั้นเหมือนตะกั่ว
11ข้าแต่พระเจ้า ในบรรดาพระทั้งปวง องค์ไหนจะเป็นเหมือนพระองค์เล่า องค์ไหน
จะเหมือนพระองค์ผู้ทรงประกอบด้วยความบริสุทธิ์ และน่าเกรงขามเนื่องด้วยพระ
ราชกิจอันรุ่งเรือง และอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำ
12พระองค์ทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาออก แผ่นดินก็กลืนพวกเขาเสีย
13พระองค์ทรงนำชนชาติ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่ไว้ด้วยความรักมั่นคงของพระองค์
พระองค์ทรงพาเขามาถึงที่สถิตอันบริสุทธิ์ของพระองค์ด้วยพระเดชานุภาพ
14ชนชาติทั้งหลายได้ยินแล้ว ก็พากันสะทกสะท้าน ชาวประเทศฟีลิสเตียรู้สึกเสียวสยอง
15ครั้งนั้นพวกเจ้านายในเมืองเอโดมก็พากันหวาดกลัว และพวกหัวหน้าในเมืองโมอับก็สะทกสะท้าน ชาวเมืองคานาอันทั้งปวงก็ระส่ำระสายไป
16ความรู้สึกเสียวสยองและความตกใจกลัวอุบัติขึ้นในใจของเขา เนื่องด้วยฤทธานุภาพ
แห่งพระกรของพระองค์ เขาหยุดนิ่งอยู่เหมือนก้อนหิน ข้าแต่พระเจ้า จนประชากรของ
พระองค์ผ่านพ้นไป จนชนชาติซึ่งพระองค์ทรงไถ่ไว้แล้วผ่านไป
17พระองค์ทรงนำเขาเข้ามา และให้เขาตั้งหลักแหล่งอยู่บนภูเขาของพระองค์
ข้าแต่พระเจ้า เป็นสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้เพื่อเป็นที่สถิตของพระองค์
ข้าแต่พระเจ้า สถานนมัสการซึ่งพระหัตถ์ของพระองค์สถาปนาไว้
18พระเจ้าจะทรงครอบครองอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์”
19เพราะเมื่อกองม้าของฟาโรห์กับราชรถ และพลม้าของท่านลงไปในทะเล พระเจ้าก็ทรงให้น้ำทะเลไหลกลับมาท่วมเสีย แต่ชนชาติอิสราเอลเดินไปบนดินแห้งกลางทะเลนั้น
20ฝ่ายมิเรียมหญิงผู้เผยพระวจนะ พี่สาวของอาโรนก็ถือรำมะนา และหญิงทั้งปวงก็ถือรำมะนาเดินตาม พร้อมกับเต้นรำไปด้วย 21มิเรียมจึงร้องนำว่า
“จงร้องเพลงถวายพระเจ้าเถิด เพราะพระองค์ทรงได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง
พระองค์ทรงกวาดม้าและพลม้าให้ตกลงไปในทะเล”
อธิบายบทที่ 15 ข้อ1 คือ อัครสาวกยอห์นเห็นทูตสวรรค์เจ็ดองค์ถือภัยพิบัติเจ็ดอย่าง อันเป็นภัยพิบัติครั้งสุดท้าย เพราะว่าพระพิโรธของพระเจ้าสิ้นสุดลงด้วยภัยพิบัติเหล่านั้น นี่คืออาวุธ 7 อย่างที่พระเยซูคริสต์ใช้ให้ทูตสวรรค์มาทำสงครามกับพระคริสต์เทียม
อธิบายบทที่15 ข้อ 2 และ 3 เพลงที่คริสเตียนร้องร่วมกันนั้นเป็นการบรรยายถึงการที่พระเจ้าได้นำชนชาติอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์พระเจ้าเป็นผู้ทำการสู้รบกับกษัตริย์ฟาโรห์ด้วยพระองค์เอง โดยเปิดทะเลแดงออกให้ชนชาติอิสราเอลเดินข้ามแม่น้ำแดงอย่างปลอดภัย และเมื่อทหารอียิปต์ลงไปในแม่น้ำแดง พระเจ้าให้น้ำทะเลแดงไหลกลับมาท่วมทหารอียิปต์ตายเพื่อให้ชนชาติอิสราเอลรอดจากความตาย นี่เป็นสัญญาลักษณ์ที่พระเจ้ามาช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปด้วย นี่เป็นทางแห่งความรอดงผู้ที่เชื่อพระเจ้าก่อนพระเยซูคริสต์จะเสด็จมา ส่วนเพลงของพระเมษโปดกคือเพลงที่ร้องถึงพระบุตรของพระเจ้ามาเป็นพระมาซีฮาห์หรือพระคริสต์เสด็จมาในโลก และมีพระนามว่า เยซูเพื่อมาสิ้นพระชนม์บนกางเขนอย่างลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่าเพื่อไถ่ความบาปของมวลมนุษย์ นี่เป็นทางแห่งความรอดทางเดียวเท่านั้นโดยพระเยซูคริสตเจ้า
ทั้งเพลงของโมเสส และเพลงของพระเมษโปดกขอรวมกันเป็นเพลงเดียวกัน
เขาร้องเพลงของโมเสส ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า และเพลงของพระเมษโปดกว่า “ข้าแต่พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด พระราชกิจของพระองค์ใหญ่ยิ่งและมหัศจรรย์นัก ข้าแต่องค์พระมหากษัตริย์แห่งวิสุทธิชนทั้งปวง วิถีทางทั้งหลายของพระองค์ยุติธรรมและเที่ยงตรง
โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า มีผู้ใดบ้างที่จะไม่ยำเกรงพระองค์ และไม่ถวายพระเกียรติแด่พระนามของพระองค์ เพราะว่าพระองค์ผู้เดียวทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ ประชาชาติทั้งปวงจะมานมัสการจำเพาะพระพักตร์พระองค์ เพราะว่าการพิพากษาของพระองค์ปรากฏแจ้งแล้ว” (วิวรณ์ 15:3-4)
5ต่อจากนี้ข้าพเจ้าก็ได้แลเห็นพระวิหารของเต็นท์แห่งสักขีพยาน ในสวรรค์เปิดออก 6และทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดองค์ที่ถือภัยพิบัติทั้งเจ็ด ได้ออกมาจากพระวิหารนั้น นุ่งห่มผ้าป่านสะอาดสุกใส และคาดรัดประคดทองคำ 7และสัตว์ตัวหนึ่งในสี่ตัวนั้น ได้เอาขันทองคำเจ็ดใบ เต็มด้วยพระพิโรธของพระเจ้า ผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ส่งให้แก่ทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดองค์นั้น 8และพระวิหารก็เต็มไปด้วยควันซึ่งมาจากพระสิริของพระเจ้า และจากฤทธานุภาพของพระองค์ และไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปในพระวิหารนั้นได้ จนกว่าภัยพิบัติทั้งเจ็ดของทูตสวรรค์เจ็ดองค์นั้นจะได้สิ้นสุดลง
อธิบาย ยอห์นได้เห็นพระวิหารของเต้นท์แห่งสักขีพยานในสวรรค์เปิดออก และเห็นทูตสวรรค์ทั้งเจ็ดในครั้งนี้นุ่งห่มผ้าป่านสะอาดสุกใสและคาดรัดประคดทองคำ นี่แสดงว่า ทูตสวรรค์และผู้เชื่อทั้งหลายต่างสวมผ้าป่านบริสุทธิ์ ทูตสวรรค์นำภัยพิบัติทั้งเจ็ดที่เทลงบนแผ่นดินโลกเป็นการกระทำที่บริสุทธิ์และชอบธรรม ถึงเวลาแล้วที่พระแยซูคริสต์ต้องมาจัดการการความชั่วร้ายของซาตาน
สัตว์สี่ตัวซึ่งอยู่รอบพระที่นั่งของพระเจ้าออกมาร้อง บริสุทธิ์ๆๆนั้น สัตว์ทั้งสี่คือทูตสวรรต์ที่มีปีก สัตว์ตัวหนึ่งหรือทูตสวรรค์องค์หนึ่งเอาขันทองเจ็ดใบเต็มด้วยพระพิโรธของพระเจ้ามามอบให้กับทูตสวรรค์เจ็ดองค์ซึ่งถือภัยพิบัติทั้งเจ็ดนำออกจากสวรรค์และออกไปเทลงในแผ่นดินโลก สิ่งที่อยู่ในขันแต่ละขันเป็นอาวุธของพระเยซูคริสต์ที่จะมาทำสงครามกับพระคริสต์เทียมและซาตาน สงครามจะเกิดขึ้นแน่นอนก่อนที่จะมีการนมัสการและสรรเสริญพระเจ้าในพระวิหารอีกครั้ง