วิวรณ์
บทที่ 14
อัครสาวกยอห์นได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในสามปีครึ่งสุดท้ายเมื่อพระคริสต์เทียมได้ปราบปรามผู้ไม่เชื่อซาตานและคริสเตียนไปแล้ว บทนี้เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ได้ส่งกองทัพลงมาสู้รบกับซาตานในศึกสงครามอาร์มาเกดโดน
เพลงของคนแสนสี่หมื่นสี่พันคน
1ข้าพเจ้าได้แลเห็น และ ดูเถิด พระเมษโปดกทรงยืนอยู่ที่ภูเขาศิโยน และผู้ที่อยู่กับพระองค์มีจำนวนแสนสี่หมื่นสี่พันคน ซึ่งเป็นผู้ที่มีพระนามของพระองค์ และพระนามของพระบิดาของพระองค์เขียนไว้ที่หน้าผากของเขา 2และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังจากสวรรค์ ดุจเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่น เสียงที่ข้าพเจ้าได้ยินนั้น เหมือนเสียงพวกดีดพิณกำลังเล่นพิณอยู่ 3คนเหล่านั้นร้องเพลงบทใหม่ หน้าพระที่นั่งหน้าสัตว์ทั้งสี่นั้นและหน้าพวกผู้อาวุโส ไม่มีใครสามารถร้องเพลงบทนั้นได้ นอกจากคนแสนสี่หมื่นสี่พันคนนั้น ที่ได้ทรงไถ่ไว้แล้วจากแผ่นดินโลก 4คนเหล่านี้เป็นคนที่มิได้มีมลทินกับผู้หญิง เพราะว่าเขาเป็นพวกพรหมจารี พระเมษโปดกเสด็จไปที่ใด คนเหล่านี้ก็ตามเสด็จไปด้วย พวกเขาเป็นผู้ที่ทรงไถ่จากมวลมนุษย์ เพื่อเป็นผลแรกถวายแด่พระเจ้าและแด่พระเมษโปดก 5ปากเขาไม่กล่าวคำมุสาเลย เพราะเขาไม่ด่างพร้อยเลย
อธิบาย อัครสาวกยอห์นเห็นพระเยซูคริสต์ยืนอยู่บนภูเขาซีโยนของพระเจ้า ภูเขาซีโยนที่อยู่ในโลกเป็นยอดเนินในกรุงเยรูซาเล็ม เป็นที่ตั้งของที่ทำการของกษัตริย์ดาวิด ภูเขาซีโยนได้ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ถึง156 ครั้ง และนครเยรูซาเล็มถูกกล่าวถึง 828 ครั้ง บ่อยๆครั้ง ภูเขาซีโยนเป็นชื่อเรียกแทนกรุงเยรูซาเล็มในพระคัมภีร์ แสดงว่า พระเจ้าได้ทรงเตรียมกรุงเยรูซาเล็มในอนาคตแก่เราแล้ว ซึ่งวันหนึ่งพระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปกครองในอนาคต (สดุดี 2:6; 48:2) ภูเขานี้เป็นสัญญาลักษณ์ของสันติสุข คริสเตียนจะอยู่กับพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ ดังนั้น ใครที่อยู่บนภูเขานี้จะมีสันติสุขชั่วนิรันดร์ ด้วยเหตุนี้ ชาวอิสราเอลจำนวนแสนสี่หมื่นสี่พันคน ซึ่งมีพระนามของพระบิดาของพระเยซูคริสต์เขียนไว้ที่หน้าผากของเขา อัครสาวกยอห์นได้ยินเสียงพวกดีดพิณกำลังเล่นพิณอยู่ คนเหล่านั้นร้องเพลงบทใหม่ต่อหน้าพระที่นั่ง ต่อหน้าสัตว์ทั้งสี่คือทูตสวรรค์ซึ่งมีปีกนั้นและต่อหน้าพวกผู้อาวุโสทั้ง 24 คนนั้น ไม่มีใครสามารถร้องเพลงบทนั้นได้ นอกจากคนแสนสี่หมื่นสี่พันคนนั้น ที่ได้ทรงไถ่ไว้แล้วจากแผ่นดินโลก คนเหล่านี้เป็นคนที่มิได้มีมลทินกับผู้หญิง เพราะว่าเขาเป็นพวกพรหมจารีและเป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเขาเป็นผลแรกถวายแด่พระบิดาและแด่พระเมษโปดกในกลุ่มผู้เชื่อกลุ่มสุดท้ายในมหากลียุค
ข่าวของทูตสวรรค์ทั้งสาม
6แล้วข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะแก่ชนชาวโลกทั้งปวง ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ทุกภาษา 7ท่านประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “จงยำเกรงพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาแล้ว และจงนมัสการพระองค์ ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก ทะเล และบ่อน้ำพุทั้งหลาย”
8ทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเป็นองค์ที่สองตามไปประกาศว่า “บาบิโลนมหานครนั้นล่มจมแล้ว ล่มจมแล้ว นครนั้นที่ทำให้ประชาชาติทั้งปวง ดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกำหนัดของเธอ ในการล่วงประเวณี”
9และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเป็นองค์ที่สามตามไป ประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “ถ้าผู้ใดบูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และมีเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือ 10ผู้นั้นจักต้องดื่มเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธของพระเจ้า ซึ่งไม่ได้ระคนกับสิ่งใด ที่ได้เทลงในถ้วยพระพิโรธของพระองค์ และเขาจะต้องถูกทรมานด้วยไฟและกำมะถัน ต่อหน้าทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายและต่อพระพักตร์พระเมษโปดก 11และควันแห่งการทรมานของเขาพลุ่งขึ้นตลอดไปเป็นนิตย์ และคนทั้งหลายที่บูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และที่รับเครื่องหมายชื่อของมัน จะไม่มีการพักผ่อนเลยทั้งกลางวันและกลางคืน”
12นี่แหละความอดทนซึ่งพวกธรรมิกชนคือผู้ที่ประพฤติตามพระบัญญัติของพระเจ้า และดำเนินตามความเชื่อของพระเยซูจะต้องมี
13และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงจากสวรรค์สั่งว่า “จงเขียนไว้เถิดว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข” และพระวิญญาณตรัสว่า “จริงอย่างนั้น เขาได้หยุดพักจากการงานของเขา เพราะการงานที่เขาได้กระทำนั้นจะติดตามเขาไป”
อธิบาย บทที่ 14 นี้เป็นการอธิบายเพิ่มเติมในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแตรที่เจ็ด ทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดก็เป่าแตรขึ้น เป็นการประกาศการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ที่จะเสด็จมาต่อสู้กับพระคริสต์เทียมและพรรคพวกของมัน และพระเยซูคริสต์จะครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์
สิ่งแรกที่พระเจ้าทรงกระทำคือ ทรงไถ่ชนชาติอิสราเอลหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พันคน จากสิบสองเผ่าซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่ด่างพร้อยต่อพระเจ้าให้ได้รับความรอด (วิวรณ์ 7:1-8; 14:3-5) พระเจ้ายังทรงใช้ทูตสวรรค์ให้มาประกาศ
ทูตสวรรค์องค์แรกมาประกาศข่าวประเสริฐแก่ชนชาวโลกทั้งปวง ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ทุกภาษา ไปจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก นั่นแสดงว่า มนุษย์ได้ไปประกาศข่าวประเสริฐจนยุคสุดท้าย เพื่อความแน่ใจ ทูตสวรรค์ช่วยประกาศด้วย จะไม่มีข้อกังขาว่า ข่าวประเสริฐไม่ได้ประกาศจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก พระเจ้าที่แท้จริงคือพระเจ้าซึ่งทรงสร้างฟ้า สวรรค์แผ่นดินโลกทะเล และบ่อน้ำพุ (บ่อน้ำบาดาล แม่น้ำ) ไม่มีพระอื่นอีกแล้ว
ทูตสวรรค์องค์ที่สองมาประกาศให้รู้ว่า “บาบิโลนมหานครล่มจมแล้ว ล่มจมแล้ว นครนั้นที่ทำให้ประชาชาติทั้งปวงดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกำหนัดของเธอในการล่วงประเวณี” เวลาที่กล่าวถึงเมืองบาบิโลน เป็นเมืองที่เป็นเมืองของซาตาน เป็นที่ตั้งของสถานที่บัญชาการของพระคริสต์เทียม ที่เมืองนี้มีรูปเคารพให้คนกราบไหว้ ประชาชนทำบาปทุกอย่างที่เขียนไว้ในพระธรรมกาลาเทีย บทที่ 5 ข้อ 19-21
ทูตสวรรค์องค์ที่สามมาประกาศให้รู้ว่า “ถ้าผู้ใดบูชาสัตว์ร้ายและรูปของมัน และมีเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือ ผู้นั้นจะต้องดื่มเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธของพระเจ้าซึ่งไม่ได้ระคนกับสิ่งใดที่ได้เทลงในถ้วยพระพิโรธของพระองค์”
พระเยซูคริสต์จะลงโทษผู้กราบไหว้พระตริสต์เทียมและซาตาน และจะผลักดันพวกมันไปขังไว้ในนรกบึงไฟตลอดชั่วนิรันดร์ สำหรับคริสเตียนที่มีความอดทนจะได้รับพระพร
การเกี่ยวเก็บแผ่นดินโลก
14ข้าพเจ้าได้แลเห็น และดูเถิด มีเมฆขาว และมีผู้หนึ่งประทับบนเมฆนั้นเหมือนกับบุตรมนุษย์ สวมมงกุฎทองคำบนพระเศียร และพระหัตถ์ถือเคียวอันคม 15และมีทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่ง ออกมาจากพระวิหาร ร้องทูลพระองค์ผู้ประทับบนเมฆนั้นด้วยเสียงอันดังว่า “จงใช้เคียวของพระองค์เกี่ยวไปเถิด เพราะว่าถึงเวลาเกี่ยวแล้ว เพราะว่าผลที่จะต้องเก็บเกี่ยวในแผ่นดินโลกนั้นสุกแล้ว” 16และพระองค์ผู้ประทับบนเมฆนั้น ได้ทรงตวัดเคียวนั้นบนแผ่นดินโลก และแผ่นดินโลกก็ได้ถูกเกี่ยวแล้ว
17และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งก็ออกมาจากพระวิหารบนสวรรค์ ถือเคียวอันคมเช่นเดียวกัน 18และทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งผู้มีฤทธิ์เหนือไฟได้ออกมาจากแท่นบูชา และร้องบอกท่านที่ถือเคียวคมนั้นด้วยเสียงอันดังว่า “ท่านจงใช้เคียวคมของท่านเกี่ยวเก็บพวงองุ่นแห่งแผ่นดินโลก เพราะลูกองุ่นนั้นสุกดีแล้ว” 19ทูตสวรรค์นั้นก็ตวัดเคียวบนแผ่นดินโลก และเก็บเกี่ยวผลองุ่นแห่งแผ่นดินโลก และเทลงไปในบ่อย่ำองุ่นอันใหญ่แห่งพระพิโรธของพระเจ้า 20บ่อย่ำองุ่นถูกย่ำภายนอกเมือง และโลหิตไหลออกจากบ่อย่ำองุ่นนั้น สูงถึงบังเหียนม้าไหลนองไปประมาณสามร้อยกิโลเมตร
อธิบาย อัครสาวกยอห์นมองเห็นเมฆขาว และมีผู้หนึ่งประทับบนเมฆนั้นเหมือนกับบุตรมนุษย์ สวมมงกุฎทองคำบนพระเศียร และพระหัตถ์ถือเคียวอันคม อัครสาวกยอห์นมองเห็นพระเยซูคริสต์ถือเคียวและมีทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่ง ออกมาจากพระวิหาร ร้องทูลพระองค์ว่า “จงใช้เคียวของพระองค์เกี่ยวไปเถิด เพราะว่าถึงเวลาเกี่ยวแล้ว เพราะว่าผลที่จะต้องเก็บเกี่ยวในแผ่นดินโลกนั้นสุกแล้ว” พระองค์ได้ทรงตวัดเคียวนั้นบนแผ่นดินโลก และแผ่นดินโลกก็ได้ถูกเกี่ยวแล้ว เคียวหมายความการตัดสิน ลูกองุ่นสุกแล้วหมายความว่าถึงเวลาแล้วที่พระเยซูคริสต์จะมาตัดสินซาตานและชาวโลก และทูตสวรรค์จะจับซาตานและพรรคพวกของมันเทลงไปในบ่อย่ำองุ่นอันใหญ่แห่งพระพิโรธของพระเจ้าภายนอกเมืองและโลหิตไหลออกจากบ่อย่ำองุ่นนั้น สูงถึงบังเหียนม้าไหลนองไปประมาณสามร้อยกิโลเมตร ได้มีการทำนายคล้ายคลึงกันในพระธรรมโยเอลบทที่3 ข้อ 13 เขียนว่าดังนี้ “จงเอาเคียวเกี่ยวเถิด เพราะถึงฤดูเกี่ยวแล้ว เข้าไปซิ ย่ำเลย เพราะบ่อย่ำองุ่นกำลังเต็มบ่อเก็บน้ำองุ่นล้นแล้ว เพราะว่าความอธรรมของเขาทั้งหลายมากมายนัก”
นอกจากนี้ ในพระธรรมอิสยาห์บทที่ 63 ข้อ 1-6 ก็ได้มีการกล่าวถึงบ่อย่ำองุ่นซึ่งจะเทพวกซาตานและพรรคพวกของมันลงไป
1นี่ใครหนอที่มาจากเมืองเอโดมสวมเสื้อผ้าย้อมสีแดงจากเมืองโบสราห์ พระองค์ผู้ซึ่งโอ่อ่าในเครื่องทรงของพระองค์เสด็จมาด้วยกำลังยิ่งใหญ่ของพระองค์
“นี่เราเองร้องประกาศการช่วยกู้และมีอานุภาพที่จะช่วยให้รอด”
2ทำไมเครื่องทรงของพระองค์จึงสีแดงและเสื้อผ้าของพระองค์เหมือนกับของคนที่ย่ำในบ่อย่ำองุ่น
3”เราได้ย่ำบ่อองุ่นแต่ลำพัง และไม่มีใครจากชนชาติทั้งหลายอยู่กับเราเลย เราย่ำมันด้วยความโกรธของเรา เราเหยียบมันด้วยความพิโรธของเราโลหิตของเขาพรมอยู่บนเสื้อผ้าของเราและเราได้ทำให้เสื้อผ้าของเราเปื้อนหมด
4เพราะวันแก้แค้นอยู่ในใจของเราและปีแห่งการไถ่ของเราได้มาถึง
5เรามอง แต่ไม่มีผู้ใดหนุนมา เราประหลาดใจ แต่ไม่มีผู้ชูไว้มือของเราเองจึงนำ
ชัยมาให้เราและความพิโรธของเราชูเราไว้
6เราย่ำชนชาติทั้งหลายลงด้วยความโกรธของเรา เราได้ทำให้เขาเมาด้วยความพิโรธของเราและเราได้เทโลหิตของเขาบนแผ่นดินโลก”
อธิบาย บ่อย่ำองุ่นที่อยู่ภายนอกเมืองเยรูซาเล็มก๊คือสถานที่แห่งหนึ่งชื่อ อาร์มาเกดโดน (Armageddon) ซึ่งเป็นสถานสุดท้ายที่ทำสงครามระหว่างพระเยซูคริสต์กับทูตสวรรค์และพระคริสเทียมกับซาตาน อาร์มาเกดโดนแปลว่าภูเขาหรือเนินเขาที่ยาว บริเวณนี้เป็นเนินยังมีชื่อว่า เมคีดโด (Megiddo) ตั้งอยู่ทางใต้ของหุบเขาเมคิดโด (2 พงศ์ศาวดาร 35:22; เศคาริยาห์ 12:11) และอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขาคาเมล บริเวณนี้สำคัญมากเพราะอยู่ตรงกลางระหว่างทวีปอาฟริกาแลพทวีปอาเซีย หรือระหว่างแม่น้ำยูเฟรติสและแมน้ำไนล์ เป็นศูนย์กลางการต่อสู้ระหว่างพระเยซูคริสต์กับพระคริสต์เทียม พระเยซูคริสต์และทูตสวรรค์จะขับไล่พรรคพวกของพระคริสต์เทียมไปรวมกันที่เมืองอาร์มาเกดโดน
สรุปคือ ทูตสวรรค์องค์หนึ่งใช้เคียวมาเกี่ยวผลองุ่น (ผลองุ่นที่ดี พระเยซูคริสต์ได้เกี่ยวไปแล้ว) ขณะนี้ ผลองุ่นที่เกี่ยวเป็นผลองุ่นแห่งแผ่นดินโลกเป็นผลที่ไม่ดี พระองค์เกี่ยวเอาไปทิ้งในบ่อย่ำองุ่นอันใหญ่แห่งพระพิโรธของพระเจ้า เลือดของคนที่ถูกย่ำจะสูงเท่าบังเหียนม้าประมาณสี่ฟุตและกว้างประมาณสามร้อยกิโลเมตร แสดงว่า สงครามครั้งสุดท้ายจะมีคนตายมากมาย ถ้าเอาร่างที่ตายมาวางเรียงกันจะสูงประมาณสี่ฟุตและกว้างประมาณสามร้อยกิโลเมตร