วิวรณ์
บทที่ 11
พยานทั้งสองของพระเจ้า
1ท่านผู้หนึ่งจึงเอาไม้อ้อท่อนหนึ่งให้ข้าพเจ้ารูปร่างเหมือนไม้วัด แล้วสั่งข้าพเจ้าว่า “จงลุกขึ้นไปวัดพระวิหารของพระเจ้า และแท่นบูชาและคำนวณคนทั้งหลายซึ่งนมัสการในนั้น 2แต่ไม่ต้องวัดลานชั้นนอกพระวิหารนั้น เพราะว่าที่นั่นได้มอบให้แก่คนต่างชาติแล้ว และเขาจะเหยียบย่ำวิสุทธนคร ตลอดสี่สิบสองเดือน 3และเราจะให้ฤทธิ์อำนาจแก่พยาน กระสอบ
อธิบาย มีท่านผู้หนึ่งบอกอัครสาวกยอห์นให้เอาไม้อ้อมาวัดพระวิหารและแท่นบูชาคำนวณคนทั้งหลายซึ่งนมัสการในนั้น ผู้หนึ่งนี้เป็นใคร จะเป็นทูตสวรรค์หรือผู้อาวุโสหรือพระเยซูคริสต์ คำตอบอยู่ในข้อที่สาม พระวิหารและแท่นบูชานี้ปรากฎอยู่ข้างหน้าอัครสาวกยอห์น ไม่ใช่พระวิหารที่อยู่ในโลก แต่เป็นพระวิหารซึ่งพระเจ้าต้องการให้อัครสาวกยอห์นเห็นขนาดของพระวิหารและแท่นบูชาในสวรรค์ ผู้ที่อยู่ในพระวิหารได้แก่ มหาปุโรหิต ปุโรหิตและผู้เชื่อพระเจ้าเท่านั้น คนต่างชาติเข้ามาไม่ได้ เพราะอยู่ลานด้านนอกพระวิหาร อัครสาวกยอห์นไม่ต้องไปวัด เพราะว่าที่นั่นได้มอบให้แก่คนต่างชาติแล้ว พวกเขาจะเหยียบย่ำวิสุทธนคร ตลอดสี่สิบสองเดือน แสดงว่า คริสเตียนจำนวนที่อัครสาวกยอห์นเห็นนั้นจะถูกรังแก ในข้อสามเขียนว่า เราจะให้ฤทธิ์อำนาจแก่พยานกระสอบดังนั้น ผู้ที่มาบอกอัครสาวกยอห์นน่าจะเป็นพระเยซูคริสต์ แล้วพยานที่ใส่เสื้อกระสอบคือใคร
ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์เชื่อว่าพยานทั้งสองได้แก่ เอลียาห์และ โมเสส เอลียาห์เป็นตัวแทนของผู้เผยวจนะหรือผู้พยากรณ์ ส่วนโมเสสเป็นตัวแทนของธรรมบัญญัติ มีบางคนเชื่อว่า เป็นเอลียาห์และเอโนค เพราะทั้งสองคนถูกพระเจ้ารับไปโดยไม่ต้องตาย แล้วพระเจ้าทรงส่งกลับมาเป็นพยานในมหากลียุคเพื่อให้ตายเหมือนผู้เชื่อคนอื่นๆ แต่ในความเป็นจริง ถึงแม้เอลียาห์และเอโนคผู้ถูกรับขึ้นไปนั้น พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าพระเจ้าได้รับไปเมืองสวรรค์ ท่านทั้งสองไม่น่าจะไปอยู่สวรรค์ชั้นสาม เพราะไม่มีมนุษย์ไปอยู่สวรรค์ได้ก่อนพระเยซูคริสต์เสด็จมาสิ้นพระชนม์บนกางเขนและจนกว่าพระองค์ลงไปแดนมรณาและพาผู้เชื่อกลับไปอยู่สวรรค์กับพระองค์ แสดงว่า เอลียาห์และเอโนคถูกรับไปอยู่แดนมรณาหรือถ้ามีที่อื่นก็น่าจะเป็นสวนเอเดนที่ถูกยกออกจากโลกไป นอกจากนี้ ร่างกายที่เป็นเนื้อหนังจะไปอยู่ในสวรรค์ไม่ได้ ระหว่างที่ท่านทั้งสองถูกรับขึ้นไป ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า ร่างกายของท่านทั้งสองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่เมื่อท่านทั้งสองถูกรับขึ้นสู่สวรรค์ ท่านทั้งสองก็จะรับกายวิญญาณแทนกายเนื้อหนังจึงจะอยู่ในสวรรค์ชั้นสามของพระเจ้าได้ ผู้เชื่อทั้งหลายจะออกจากแดนมรณาในสถานบรมสุขเกษมและเดินทางกลับขึ้นไปในสวรรค์ พวกเขาจะรับกายวิญญาณทุกคนเช่นกันจึงจะไปอยู่สวรรค์ได้ อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่อน วันหนึ่ง เราจะเข้าใจเมื่อเรากลับไปสวรรค์
4พยานทั้งสองนั้นคือต้นมะกอกเทศสองต้น และคันประทีปสองคันที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลก
5ถ้าผู้ใดทำร้ายพยานทั้งสองนั้น ไฟก็จะพลุ่งออกจากปากเผาผลาญศัตรูผู้นั้น ถ้าผู้ใดทำร้ายพยานทั้งสอง ผู้นั้นก็จะต้องตาย 6พยานทั้งสองมีฤทธิ์ปิดท้องฟ้าได้ เพื่อไม่ให้ฝนตกในระหว่างวันเหล่านั้นที่เขากำลังเผยพระวจนะ และมีฤทธิ์ทำให้น้ำกลายเป็นเลือดได้ และมีฤทธิ์บันดาลให้ภัยพิบัติต่างๆ กระหน่ำโลกกี่ครั้งก็ได้ตามความปรารถนา
อธิบาย อัครสาวกยอห์นเห็นพยานทั้งสองเป็นตัวคนในช่วงแรกแต่มองอีกครั้งกลับกลายร่างเป็น “ต้นมะกอกเทศสองต้น” ต้นมะกอกเทศสองต้นหมายถึงอะไร ชาวอิสราเอลทำน้ำมันมะกอกจากต้นมะกอกเทศ น้ำมันมีไว้จุดตะเกียงส่องสว่างในพระวิหาร “และคันประทีปสองคันที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลก” คันประทีปสองคันเป็นที่ตั้งของตะเกียงที่จุดไฟให้เกิดความสว่าง พยานทั้งสองถูกส่งมาในโลกในช่วงสามปีครึ่งแรกเพื่อนำข่าวประเสริฐมาประกาศแก่คนทั้งหลาย เปรียบเสมือนความสว่างของพนะเยซูคริสต์มาสู่ชาวโลก
ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์บางคนอธิบายว่า “พยานทั้งสองนั้นคือต้นมะกอกเทศสองต้น” ใบมะกอกเทศเป็นใบไม้แห่งสันติภาพ และ”คันประทีปสองคัน” คันประทีปหมายถึงคริสตจักร ที่ตั้งอยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้า ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลก แสดงว่า พยานทั้งสองจะนำความสันติสุขของพระเยซูคริสต์มาสู่ชาวโลก
สรุปคือ พยานทั้งสองนำความสว่างและสันติสุขของพระเยซูคริสต์มาสู่ชาวโลก
พยานทั้งสองมาประกาศข่าวประเสริฐในช่วงสามปีครึ่งแรกเพื่อให้คนกลับใจมาเชื่อพระเยซูคริสต์ พระเจ้าจึงไม่อนุญาตให้ผู้ใดทำร้ายพยานทั้งสองนั้น โดยให้อำนาจแก่พยานทั้งสองเพื่อป้องกันตนเอง โดยให้ไฟพลุ่งออกจากปากเผาผลาญศัตรูผู้นั้น ถ้าผู้ใดทำร้ายพยานทั้งสอง ผู้นั้นก็จะต้องตาย พยานทั้งสองมีฤทธิ์ปิดท้องฟ้าได้ เพื่อไม่ให้ฝนตกในระหว่างวันเหล่านั้นที่เขากำลังเผยพระวจนะ นี่เป็นการอัศจรรย์ที่พระเจ้ามอบให้เอลียาห์กระทำมีบันทึกอยู่ใน1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 17 ข้อ 1-7 และมีฤทธิ์ทำให้น้ำกลายเป็นเลือดได้ นี่เป็นการอัศจรรย์ที่พระเจ้ามอบให้โมเสสกระทำมีบันทึกอยู่ใน อพยพ บทที่ 7 ข้อ 10-24 และมีฤทธิ์บันดาลให้ภัยพิบัติต่างๆ กระหน่ำโลกกี่ครั้งก็ได้ตามความปรารถนา ดังนั้น พยานทั้งสองจึงต้องเป็น เอลียาห์และโมเสส มากกว่าคนอื่น
7และเมื่อเสร็จสิ้นการเป็นพยานแล้ว สัตว์ร้ายที่ขึ้นมาจากบาดาลก็จะสู้รบกับเขา จะชนะเขาและจะฆ่าเขาเสีย 8และศพของเขาจะอยู่ที่ถนนในมหานครนั้น ซึ่งตามอุปมาเรียกว่าเมืองโสโดม และเมืองอียิปต์ อันเป็นเมืองซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเขาถูกตรึง
อธิบาย เมื่อพยานทั้งสองทำหน้าที่ประกาศข่าวประเสริฐแล้ว ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า ท่านทั้งสองประกาศที่ประเทศไหน แต่ที่แน่นอน คนทั้งโลกจะได้ยินโดยผ่านการสื่อสารต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือต่างๆ และเมื่อเสร็จสิ้นการเป็นพยานตามที่พระเจ้ากำหนดแล้ว สัตว์ร้ายที่ขึ้นมาจากบาดาลคือซาตานซึ่งคือพระคริสต์เทียมก็จะสู้รบกับพยานทั้งสองและคริสเตียน พระคริสต์เทียมจะชนะเขาและจะฆ่าเขาเสีย และศพของเขาจะอยู่ที่ถนนในมหานครนั้น ซึ่งตามอุปมาเรียกว่าเมืองโสโดม และเมืองอียิปต์ อันเป็นเมืองซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเขาถูกตรึง มหานครนั้นคือกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเมืองซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเขาถูกตรึง แต่ตอนนี้ถูกเรียกว่า เมืองโสโดมและเมืองอียิปต์รวมกัน ตอนนี้กรุงเยรูซาเล็มถูกยึดครองกลายเป็นเมืองที่คนบาปประเภทต่างๆอยู่ที่นั่น
9คนหลายชาติ หลายเผ่า หลายภาษา หลายประชาชาติ จะเพ่งดูศพเขาตลอดสามวันครึ่ง และจะไม่ยอมให้เอาศพนั้นใส่อุโมงค์เลย 10คนทั้งหลายซึ่งอยู่ในแผ่นดินโลกจะยินดีเพราะเขาและจะสนุกสนานรื่นเริง จะให้ของขวัญแก่กัน เพราะว่าผู้เผยพระวจนะทั้งสองนี้ได้ทรมานคนเหล่านั้นที่อยู่ในโลก 11เมื่อเวลาผ่านไปสามวันครึ่งแล้ว ลมปราณจากพระเจ้าก็เข้าสู่ศพของเขาอีก และเขาก็ลุกขึ้นยืน คนทั้งหลายที่ได้เห็นเขาก็มีความหวาดกลัวเป็นอันมาก 12คนทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงดังมาจากสวรรค์ ตรัสแก่เขาว่า “จงขึ้นมาที่นี่เถิด” และพวกศัตรูก็เห็นเขาขึ้นไปในหมู่เมฆสู่สวรรค์ 13และในเวลานั้นก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และเมืองนั้นก็ถล่มลงเสียหนึ่งในสิบส่วน มีคนตายเพราะแผ่นดินไหวเจ็ดพันคน และคนที่เหลืออยู่นั้นมีความหวาดกลัวยิ่ง และได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าแห่งสวรรค์14วิบัติอย่างที่สองก็ผ่านไปแล้ว ดูเถิด วิบัติอย่างที่สามก็จะมาถึงในไม่ช้านี้แหละ
อธิบาย คนหลายชาติ หลายเผ่า หลายภาษา หลายประชาชาติ จะเพ่งดูศพเขาตลอดสามวันครึ่ง พวกเขาดูศพโดยตรงหรือผ่านทางโทรทัศน์และโทรศัพท์มือถีอ พรรคพวกของพระคริสต์เทียมจะไม่ยอมให้เอาศพนั้นใส่อุโมงค์เลย คนทั้งหลายซึ่งอยู่ในแผ่นดินโลกจะดีใจและสนุกสนานรื่นเริงที่ผู้เผยพระวจนะทั้งสองนี้ตายเพราะมาประกาศข่าวประเสริฐที่พวกเขาต่อต้านการประกาศของพยานทั้งสอง เมื่อเวลาผ่านไปสามวันครึ่งแล้ว พระเจ้าให้พยานทั้งสองคืนชีพ และเขาทั้งสองก็ลุกขึ้นยืน คนทั้งหลายที่ได้เห็นเขาก็มีความหวาดกลัวเป็นอันมาก คนทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงดังมาจากสวรรค์ ตรัสแก่เขาว่า “จงขึ้นมาบนสวรรค์เถิด” และพวกศัตรูก็เห็นเขาขึ้นไปในหมู่เมฆสู่สวรรค์ 13และในเวลานั้นก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และเมืองนั้นก็ถล่มลงเสียหนึ่งในสิบส่วน มีคนตายขากแผ่นดินไหวเจ็ดพันคน และคนที่เหลืออยู่นั้นมีความหวาดกลัวยิ่ง และคนที่มาเชื่อพระเจ้าก็ได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าแห่งสวรรค์ นี่คือวิบัติอย่างที่สอง อัครสาวกยอห์นดูเหตุการณ์ต่อไปเพราะวิบัติอย่างที่สามก็จะมาถึงในไม่ช้านี้แหละ
แตรคันที่เจ็ด
15และทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดก็เป่าแตรขึ้น และมีเสียงหลายๆเสียงกล่าวขึ้นดังๆในสวรรค์ว่า “ราชอาณาจักรแห่งพิภพนี้ ได้กลับเป็นราชอาณาจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์” 16และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนซึ่งนั่งในที่นั่งของตน เบื้องหน้าพระเจ้าก็ทรุดตัวลงกราบนมัสการพระเจ้า 17และทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ทรงดำรงอยู่บัดนี้และผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน ข้าพระองค์ทั้งหลายรำลึกในพระคุณของพระองค์ ที่พระองค์ได้ทรงใช้ฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ ทรงเริ่มครอบครองแผ่นดินโลก
18เหล่าประชาชาติมีความโกรธแค้น แต่พระนิเคราะห์ของพระองค์ก็มาถึงแล้ว
ถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาคนทั้งหลายที่ตายไปแล้วและถึงเวลาประทานบำเหน็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ คือพวกผู้เผยพระวจนะและธรรมิกชนทั้งปวง
และแก่คนทั้งหลายที่ยำเกรงพระนามของพระองค์ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย และถึงเวลาแล้ว
ที่พระองค์จะทรงทำลายคนที่ทำลายแผ่นดินโลก” 19แล้วพระวิหารของพระเจ้าในสวรรค์ก็เปิด ในพระวิหารนั้นเห็นมีหีบพันธสัญญาของพระองค์ แล้วก็มีสายฟ้าแลบ และเสียงต่างๆ ฟ้าร้อง แผ่นดินไหว ลูกเห็บก็ตกอย่างหนัก
อธิบาย เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดเป่าแตรขึ้น สงครามระหว่างพระเจ้ากับซาตานกำลังเกิดขึ้น เป็นที่แน่นอน พระเจ้าต้องเป็นผู้ชนะ เพราะพระเจ้ามีอำนาจเหนือซาตานอยู่แล้ว แล้วทำไมพระเจ้าจึงไม่จับซาตานไปขังไว้ตั้งแต่ต้น ปล่อยให้มนุษย์ต้องถูกหลอกลวงหรือทำร้ายโดยซาตาน เหตุผลคือ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ เมื่อพระเจ้าสร้างอาดัมและเอวา พระเจ้าตรัสว่าให้มีลูกดก พระเจ้าทรงให้โอกาสมนุษย์ที่จะรอดจากความบาปและพระเจ้าต้องการให้ลูกมนุษย์มากมายกลับมารับใช้พระเจ้าในสวนเอเดน ถึงแม้มนุษย์ได้ทำบาปต่อพระเจ้า แผนการของพระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง แต่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ที่เกิดมามากมายมาเชื่อพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิมและมาเชื่อพระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์ใหม่ เมื่อถึงเวลากำหนดที่พระเจ้าวางแผนการไว้ พระเจ้าก็จะลงโทษซาตานในวาระสุดท้าย จึงมีเสียงหลายๆเสียงกล่าวขึ้นดังๆในสวรรค์ว่า “ราชอาณาจักรแห่งพิภพนี้ ได้กลับเป็นราชอาณาจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์” ผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนทรุดตัวลงกราบนมัสการพระเจ้า และทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ทรงดำรงอยู่บัดนี้และผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน ข้าพระองค์ทั้งหลายรำลึกในพระคุณของพระองค์ ที่พระองค์ได้ทรงใช้ฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ ทรงเริ่มครอบครองแผ่นดินโลก ประชาชาติทั้งหลายในโลกซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้ามีความโกรธแค้น เพราะเวลาของพวกมันมาถึงแล้ว หลังจากนั้น พระองค์จะทรงพิพากษาคนทั้งหลายที่ตายไปแล้วไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือพวกไม่เชื่อพระเจ้า พระเจ้าจะประทานบำเหน็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ คือพวกผู้เผยพระวจนะและธรรมิกชนทั้งปวง และแก่คนทั้งหลายที่ยำเกรงพระนามของพระองค์ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย นี่คือวันเวลาที่คริสเตียนรอคอยที่จะเกิดขึ้นและถึงเวลาแล้วที่จะพิพากษาผู้ที่ต่อต้านพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้า
อัครสาวกยอห์นยังเห็นพระวิหารของพระเจ้าในสวรรค์ก็เปิด ภายในพระวิหารนั้นอัครสาวกยอห์นเห็นมีหีบพันธสัญญาของพระองค์อยู่ในนั้น นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า หีบพันธสัญญาไม่ได้หายไปไหน พระเจ้าได้รับไปเก็บไว้ในสวรรค์แล้ว
ระหว่างที่อัครสาวกยอห์นมองเห็นสิ่งที่อยู่ในพระวิหาร ก็มีสายฟ้าแลบ และเสียงต่างๆ ฟ้าร้อง แผ่นดินไหว ลูกเห็บก็ตกอย่างหนัก ดังที่เขียนไว้ในบทที่ 8 ในเหตุการณ์ของดวงตราที่เจ็ด เวลานั้นมาถึงแล้ว