วิวรณ์

บทที่ 10

ทูตสวรรค์และหนังสือม้วนเล็ก 1ข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์มากอีกองค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ มีเมฆล้อมรอบตัวท่านและมีรุ้งเหนือศีรษะท่าน และหน้าท่านเหมือนดวงอาทิตย์ และขาท่านเหมือนเสาไฟ 2ท่านถือหนังสือเล็กๆม้วนหนึ่งซึ่งคลี่อยู่ในมือของท่าน เท้าขวาของท่านยืนอยู่บนทะเล เท้าซ้ายของท่านยืนอยู่บนบก 3ท่านร้องเสียงดังดุจเสียงสิงห์คำราม เมื่อท่านร้อง เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดเสียงก็ดังขึ้น อธิบาย ทูตสวรรค์องค์นี้แตกต่างจากทูตสวรรค์องค์อื่นๆคือมีฤทธิ์มาก มีเมฆล้อมรอบตัวท่านและมีรุ้งเหนือศีรษะท่าน และหน้าท่านเหมือนดวงอาทิตย์ และขาท่านเหมือนเสาไฟ ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์บางคนกล่าวว่า ทูตสวรรค์องค์นี่น่าจะเป็นพระเยซูคริสต์ แต่ในพระคัมภีร์ใหม่ ไม่เคยเรียกพระเยซูคริสต์เป็นทูตสวรรค์ และอัครสาวกบอห์นก็รู้จักพระเยซูคริสต์ จึงไม่น่าใช่ อาจจะเป็นมิคาเอลซึ่งเป็นหัวหน้าทูตสวรรค์ฝ่ายสงคราม ทูตสวรรค์องค์นี้ต้องตัวโตมาก เพราะเท้าขวาของท่านยืนอยู่บนทะเล เท้าซ้ายของท่านยืนอยู่บนบก ท่านถือหนังสือเล็กๆม้วนหนึ่งซึ่งคลี่อยู่ในมือของท่าน ท่านร้องเสียงดังดุจเสียงสิงห์คำราม เมื่อท่านร้อง เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดเสียงก็ดังขึ้น แสดงถึงความดังที่สุด หนังสือม้วนนี้น่าจะเป็นหนังสือดวงตราทั้งเจ็ดที่พระเยซูคริสต์ทรงส่งให้กับทูตสวรรค์องค์หนึ่ง 4เมื่อเสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงลงมือจะเขียน แต่ข้าพเจ้าได้ยินพระ สุรเสียงจากสวรรค์ตรัสว่า “จงประทับตราปิดข้อความซึ่งฟ้าร้องทั้งเจ็ดได้ร้องนั้น จงอย่าเขียนข้อความเหล่านั้น” 5ฝ่ายทูตสวรรค์องค์ที่ข้าพเจ้าเห็นยืนอยู่ทั้งบนทะเลและบนบกนั้น ได้ชูมือขวาขึ้นสู่ท้องฟ้า 6และสาบานโดยอ้างพระนามของพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในสวรรค์นั้น ทรงสร้างแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในแผ่นดินโลกนั้น และทรงสร้างทะเลกับสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในทะเลนั้น ว่าจะไม่มีการเนิ่นช้าอีกต่อไปแล้ว อธิบาย อัครสาวกยอห์นเห็นนิมิตแล้วจะเขียนบันทึกต่อไป แต่มีเสียงของพระเจ้าเป็นคำสั่งว่า อย่าเขียนข้อความซึ่งฟ้าร้องทั้งเจ็ดได้ร้องนั้น ทูตสวรรค์องค์ที่ข้ายืนอยู่ทั้งบนทะเลและบนบกนั้น ได้ชูมือขวาขึ้นสู่ท้องฟ้าและสาบานโดยอ้างพระนามของพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ ผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในสวรรค์นั้น ทรงสร้างแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในแผ่นดินโลกนั้น และทรงสร้างทะเลกับสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในทะเลนั้นว่าไม่ต้องการให้วาระสุดท้ายของโลกเนิ่นช้าอีกต่อไปแล้ว นั่นคือ วาระสุดท้ายของโลกมาถึงแล้ว 7แต่ว่าในวันที่ทูตสวรรค์องค์ที่เจ็ดจะเป่าแตรนั้น ความล้ำลึกของพระเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้แก่พวกผู้เผยพระวจนะ ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์นั้นก็จะสำเร็จ และพระสุรเสียงที่ข้าพเจ้าได้ยินจากสวรรค์นั้น ตรัสกับข้าพเจ้าอีกว่า “จงไปรับม้วนหนังสือที่คลี่อยู่ในมือของทูตสวรรค์ องค์ที่ยืนอยู่ทั้งบนทะเลและบนบกนั้น” 9ข้าพเจ้าจึงไปหาทูตสวรรค์องค์นั้น และขอหนังสือม้วนเล็กนั้น ท่านจึงตอบข้าพเจ้าว่า “เอาไปเถิด แล้วกินมันเสีย มันจะทำให้ท้องเจ้าขม แต่เมื่ออยู่ในปากของเจ้ามันจะหวานเหมือนน้ำผึ้ง” 10ข้าพเจ้ารับหนังสือม้วนเล็กนั้นจากมือทูตแล้วก็กินเข้าไป ขณะที่มันอยู่ในปากของข้าพเจ้านั้นมันก็หวานเหมือนน้ำผึ้ง แต่เมื่อตกถึงท้องแล้วก็ขม 11และมีผู้บอกข้าพเจ้าว่า “เจ้าต้องพยากรณ์อีก เกี่ยวกับชนชาติทั้งหลาย บรรดาประชาชาติ ภาษา และกษัตริย์” อธิบาย ความล้ำลึกของพระเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสไว้แก่พวกผู้เผยพระวจนะ ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์นั้นก็จะสำเร็จ ข้อความอันล้ำลึกของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิมที่ต้องการเปิดเผยคืออะไร ข้อความล้ำลึกของพระเจ้าก็คือ 1. พระเยซูคือพระมาซีอาห์ ในภาษาฮีบรู หรือ พระคริสต์ ในภาษากรีก เสด็จมาช่วยชนชาติของพระเจ้าคือชนชาติอิสราเอลให้ได้รับความรอดและความรอดได้ไปถึงชนทุกชาติด้วย (โรม16:25-26; เอเฟซัส 3:8-10) 2. พระเจ้าทรงสถิตในคริสเตียนทุกคน (โคโลสี 1:26-27) 3. พระเจ้าทรงตั้งอาณาจักรของพระเยซูคริสต์คือคริสต์จักร (เอเฟซัส 3:9) พระเจ้าตรัสกับอัครสาวกยอห์นให้ไปรับม้วนหนังสือที่คลี่อยู่ในมือของทูตสวรรค์ องค์ที่ยืนอยู่ทั้งบนทะเลและบนบกนั้น”  และขอหนังสือม้วนเล็กนั้นไปกินมันเสีย อัครสาวกยอห์นกินหนังสือม้วนเล็กนั้น ขณะที่มันอยู่ในปากนั้นมันก็หวานเหมือนน้ำผึ้ง แต่เมื่อตกถึงท้องแล้วก็ขม การกินหนังสือมีความหมายคือกินพระวจนะของพระเจ้า เยเรมีย์กล่าวว่า “เมื่อพบพระวจนะของพระองค์แล้ว ข้าพระองต์ก็กินเสีย พระวจนะของพระองค์เป็นความชื่นบานแก่ข้าพระองค์และเป็นความปิติยินดีแห่งจิตใจของข้าพระองค์” (เยเรมีย์ 15:16) เอเสเคียลก็กินหนังสือม้วนของพระเจ้า “พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงรับประทานสิ่งที่เจ้าได้พบ จงรับประทานหนังสือม้วนนี้ และจงไปพูดกับพงศ์พันธุ์อิสราเอล’ ข้าพเจ้าจึงอ้าปาก และพระองค์ทรงให้ข้าพเจ้ารับประทานหนังสือม้วนนั้น และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า ‘บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงรับประทานหนังสือม้วนนี้ซึ่งเราได้ให้แก่เจ้า และบรรจุให้เต็มท้องของเจ้า’ แล้วข้าพเจ้าก็ได้รับประทานและเมื่อหนังสือม้วนนั้น อยู่ในปากของข้าพเจ้าก็หวานเหมือนน้ำผึ้ง” (เอเสเคียล 3:1-3)การกินพระวจนะของพระเจ้าทำให้เกิดความชื่นบานและปิติยินดีแก่ผู้ที่รับประทาน พอเข้าไปในท้องแล้วขม แสดงว่า พระคำของพระเจ้าขมเหมือนยาช่วยรักษาจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม อัครสาวกยอห์นกินหนังสือม้วนเข้าไป ข้อความในหนังสือม้วนเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน แต่การปฏิบัติตามข้อความนั้นจะเข้าใจยาก นั่นคือความขมที่อยู่ในท้อง และมีผู้บอกอัครสาวกให้เขียนต่อไปกับเหตุการณืที่จะเกิดขึ้น