การรักษาโรคฝ่ายจิตวิญญาณ
ในระหว่างการอธิษฐาน ผู้อธิษฐานต้องมีส่วนประกอบ 3 อย่างในคำอธิษฐาน
1) อธิษฐานด้วยความเชื่อ การอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้เขาหายโรค (ยากอบ 5:15)
พระเยซูตรัสว่า “เหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับและท่านจะได้รับสิ่งนั้น” (มาระโก 11:24) วันหนึ่งพระเยซูได้ขับผีออกจากเด็กคนหนึ่ง พวกสาวกมาหาพระเยซูทูลถามว่า “เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีออกไม่ได้” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย (มัทธิว 19:20) ความหมายในที่นี้ พระเยซูต้องการให้เรารู้ว่า เวลาที่เราสนทนากับพระเจ้า ให้เราเชื่อและวางใจในพระองค์ว่า พระองค์ทรงควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ แล้วให้วางใจ เพื่อให้ใจของเรามีสันติสุข ไม่กระวนกระวายใจภายหลังการอธิษฐาน มีคนไข้คนหนึ่งขอให้หมออธิษฐานเผื่อโรคของเขา ภายหลังอธิษฐานเสร็จแล้ว เขาถามหมอเขาจะหายไหม แบบนี้เรียกว่า ขาดความเชื่อ
2) อธิษฐานในพระนามของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ตรัสกับบรรดาสาวกว่า “สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น เพื่อว่า พระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น” (ยอห์น 14:13-14) ในพระนามของพระเยซูนั้นมีอำนาจ เพราะพระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว” (มัทธิว 28:18) ดังนั้นพระนามพระเยซูจึงมีอำนาจที่จะปลดปล่อยเราจากความบาป หรือโรคภัยไข้เจ็บได้ ผู้อธิษฐานขอการรักษาโรคจึงต้องขอในพระนามของพระเยซูคริสต์
3) อธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาที่สวนเกเสมนี พระองค์กำลังมีความทุกข์อย่างหนัก เพราะพระองค์กำลังจะถูกจับไปตรึงบนไม้กางเขน พระองค์อธิษฐานถึง 3 ครั้งให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา (มัทธิว 26:36-46) อัครสาวกยอห์นเขียนว่า “และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา และถ้าเรารู้ว่า พระองค์ทรงโปรดฟังเรา เมื่อเราทูลขอสิ่งใดๆเราก็รู้ว่า เราได้รับสิ่งที่เราทูลขอนั้นจากพระองค์ (1 ยอห์น 5:14-15) อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์ (1 เธสะโลนิกา 5:18) พระเจ้าย่อมทราบดีถึงอนาคตของผู้ป่วยที่มารับการรักษาว่าเป็นอย่างไร พระองค์ทรงตระเตรียมอนาคตของเขาเพียงแต่ขอให้เขาแน่ใจว่า เขาจะติดสนิทกับพระองค์และไม่ว่าอะรจะเกิดขึ้น เขาพร้อมที่จะไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ อัครทูตเปาโลจึงกล่าวต่อไปอีกว่า “เหตุฉะนั้น อย่าเป็นคนโง่ แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร” (เอเฟซัส 5:17) ดังนั้นการอธิษฐานเพื่อการรักษาโรคจึงต้องอธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือ การทำตามความพอใจและความต้องการของพระองค์ การอธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้ามีลักษณะต่างๆ
1) พระเจ้าตอบคำอธิษฐานทันที
2) พระเจ้าตอบคำอธิษฐานตามเวลาของพระองค์
3) พระเจ้าตอบคำอธิษฐานที่แสดงออกมาในรูปอื่นที่ดีกว่า
4) พระเจ้าตอบคำอธิษฐานให้รู้ว่า พระเจ้าต้องการให้เราติดสนิทกับพระเจ้า
สรุปคือ ไม่ว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานเร็วหรือช้า และผลลัพท์จะเป็นอย่างไร ขอให้ท่านอย่ากล่าวโทษตนเอง แต่ให้ท่านสารภาพความผิดบาปต่อพระองค์ และตั้งมั่นคงอยู่ในความเชื่อ อย่าให้มีข้อสงสัยใดๆเลย แต่ให้อธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ว่าผลการรักษาฝ่ายจิตวิญญาณสุดท้ายที่พระเจ้าทรงประทานให้จะออกมาในรูปอย่างไร ให้เชื่อว่าพระเจ้าทรงประทานสิ่งที่ดีที่สุดแก่ท่าน เพียงแต่ให้ท่านอดทนและรักษาความเชื่อวางใจให้มั่นคง และให้ท่านยอมรับว่า เวลาของพระเจ้าย่อมสำคัญกว่าเวลาของท่าน ในที่สุดให้ท่านหมั่นอธิษฐานเรื่อยๆตลอดไป และให้เชื่อมั่นว่า ท่านจะได้สิ่งที่ท่านขอแน่นอน โปรดอย่าสงสัยอีกเลย
ไม่ว่าผู้อธิษฐานจะอธิษฐานขอการรักษาโรคให้กับตนเองและผู้อื่น
ผู้อธิษฐานจะต้องมีคุณสมบัติดังกล่าวข้าวต้น ผู้ป่วยซึ่งรับการรักษาโรคด้วยการอธิษฐานก็มีความสำคัญต่อผลลัพท์ของการรักษา
เวลาที่การอธิษฐานของท่านไม่ได้รับคำตอบ ให้ท่านต้องพิจารณาตนเองดูว่า ตนเองเป็นสาเหตุหรือเกิดจากสาเหตุอื่น เหตุผลที่ผู้อธิษฐานเองเป็นสาเหตุคือ
1. ท่านขอผิด (ยากอบ 4:3) เช่น ท่านขอพระเจ้าให้รักษาท่านให้หายเพื่อท่านจะแก้แค้นศัตรูที่เคยรังแกท่าน
2. ท่านยังทำบาปอยู่ (อิสยาห์ 59:1-2) เช่น ท่านขอความเมตตาต่อพระเจ้าให้รักษาท่านให้หาย ทั้งๆที่ท่านยังไม่เมตตาพี่น้องของท่าน
3. ท่านไม่ให้อภัย (มาระโก 11:25-26) เช่น ท่านขอให้พระเจ้ารักษาท่านให้หายแต่ท่านยังไม่ให้อภัยพี่น้องของท่าน
4. ท่านขาดความเชื่อ (ยากอบ 1:5-7) ท่านขอให้พระเจ้ารักษาโรคของท่าน แต่ยังไปหาหมอดูโชคชะตา
เหตุผลอื่นๆที่พระเจ้าไม่ได้รักษาทั้งๆที่ผู้อธิษฐานขอการรักษาเป็นคริสเตียนหรือผู้รับใช้พระเจ้าซึ่งประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตัวอย่างมีในพระคัมภีร์ อัครทูตเปาโลได้เขียนใน 2 ทิโมธี บทที่ 4 ข้อ 20 “แต่เมื่อข้าพเจ้าจากโครฟีมัสที่เมืองมิเบทัสมานั้น เขายังป่วยอยู่” เข้าใจว่า อัครทูตเปาโลต้องอธิษฐานเผื่อโครฟีมัสแล้วเมื่อเขาอยู่ด้วยกัน แต่โครฟีมัสยังป่วยอยู่ แสดงว่าการรักษาของพระเจ้าใช้เวลากว่าที่อัครทูตเปาโลหวังไว้
มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่ออัครทูตเปาโลกล่าวถึงเอปาโฟรติทัส เพื่อนร่วมงานของท่าน “ข้าพเจ้าคิดแล้วว่า จะต้องให้เอปาโฟรดิทัสน้องของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานและเพื่อนทหารของข้าพเจ้า และเป็นผู้รับใช้ของพวกท่านให้ปรนนิบัติข้าพเจ้าในยามขัดสน ไปหาท่านทั้งหลาย เพราะว่าเขาคิดถึงท่านและเป็นทุกข์เพราะท่านได้ข่าวว่าเขาป่วย เขาป่วยจริงๆ ป่วยจนเกือบจะตาย แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาโปรดเขา และไม่ใช่ทรงโปรดเขาคนเดียว แต่ทรงโปรดข้าพเจ้าด้วย เพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ามีความทุกข์ซ้อนทุกข์ เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงรีบให้เขาไป เพื่อท่านจะมีความยินดีที่เห็นเขาอีก และความร้อนใจของข้าพเจ้าก็จะได้เบาบางลงไปบ้าง เหตุฉะนั้น ท่านจงต้อนรับเขาไว้ในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความยินดีอย่างยิ่ง และจงนับถือคนอย่างนี้ เพราะเขาเกือบจะสิ้นชีวิตเสีย เนื่องจากการปฏิบัติงานของพระคริสต์ เขาได้เสี่ยงชีวิตของเขา เพื่อการปรนนิบัติของท่านต่อข้าพเจ้าจะได้เต็มบริบูรณ์” นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งพระเจ้าไม่ได้รักษาผู้รับใช้ของพระองค์ในทันทีที่อธิษฐาน แต่เอปาโฟรดิทัสหายป่วยในเวลาของพระเจ้า
อีกตัวอย่างหนึ่งตือ อัครทูตเปาโลกล่าวถึงการเจ็บป่วยของท่านว่า “และเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวจนเกินไป เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น ก็ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า หนามนั้นเป็นทูตของซาตานคอยทุบตีข้าพเจ้าเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวเกินไป เรื่องหนามใหญ่นั้น ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น” เหตุผลของการไม่รักษาเพราะพระเจ้าต้องการให้อัครทูตเปาโลเห็นพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อท่าน
ดังนั้น นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า เมื่อผู้อธิษฐานไม่ได้รับคำตอบจากการอธิษฐาน ถ้าท่านแน่ใจว่า ท่านไม่ได้ขอผิด ท่านได้ขอพระเจ้าทรงให้อภัยแล้ว ท่านยังรักษาความเชื่อของท่านไว้ อย่าหยุดการอธิษฐาน “จงชื่นบานอยู่เสมอ จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย อย่าดับพระวิญญาณ” (1 เธสะโลนิกา 15:16 - -17) พึงรำลึกเสมอว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้รักษา พระองค์ทรงมีเหตุผลและเวลาของพระองค์
เมื่อพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของท่าน ท่านจะรู้ว่า พระองค์ทรงประทับอยู่ในท่านเพื่อให้เกิดผลดี
ตัวอย่างการอธิษฐานที่พระเจ้าทรงสดับฟังในพระคัมภีร์ คือคำอธิษฐาของยาเบส
ยาเบสสืบเชื้อสายมาจากตระกูลยูดาห์
ชื่อของเขาถูกเอ่ยถึงครั้งเดียวในพระคัมภีร์เดิม ใน 1 พงศาวดาร 4:9 “ฝ่ายยาเบสเป็นผู้มีเกียรติกว่าพี่น้องทั้งหลายของเขา มารดาของเขาเรียกชื่อเขาว่า ยาเบส กล่าวว่า “เพราะเราคลอดเขาด้วยความเจ็บปวด” แต่เป็นการเตือนสติยาเบสทุกๆวันถึงความยากลำบากของแม่ในการคลอดเขา ทำให้เขารักแม่ของเขามาก ถึงแม้ชื่อของเขาจะไม่ไพเราะเหมือนคนอื่น ชื่อของเขาได้อยู่ในความทรงจำของคนในอดีตจนถึงปัจจุบันเพราะคำอธิษฐานของเขาในพระคัมภีร์บันทึกว่า “ยาเบสเป็นผู้มีเกียรติกว่าพี่น้องทั้งหลายของเขา” ซื่อยาเบสมีกล่าวไว้ในพระคัมภีร์เดิมอีกตอนหนึ่งใน 1 พงศาวดาร 2:55 เป็นชื่อเมือง “ยาเบส” มีนักค้นคว้าบางคนได้กล่าวว่า ยาเบสต้องเป็นหัวหน้าของชนเผ่าของเขา และเขาเป็นต้นตระกูลของอาหารเฮลในเวลาต่อมา จึงมีเมืองตั้งขึ้นในนามของเขา ตระกูลต่างๆซึ่งสืบเชื้อสายมาจากยูดาห์ไม่มีตระกูลไหนได้รับพระพรเท่ากับตระกูลยาเบส คุณสมบัติเด่นของยาเบสอีกอย่างหนึ่งคือเป็นนักอธิษฐาน คำอธิษฐานของเขา พระเจ้าทรงฟัง ให้เรามาดูว่า ทำไมพระเจ้าตอบรับคำอธิษฐานของยาเบส
ยาเบสทูลพระเจ้าของอิสราเอลว่า “โอ ขอพระองค์ทรงอวยพระพรแก่ข้าพระองค์ และขยายเขตแดนของข้าพระองค์ และขอพระหัตถ์ของพระองค์อยู่กับข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย เพื่อมิให้ข้าพระองค์เจ็บใจปวดกาย” และพระเจ้าทรงประสาทตามที่เขาทูลขอ” (1 พงศาวดาร 4:10) เขาเชื่อพระเจ้าว่า พระเจ้ามีอำนาจที่จะให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ เขาอธิษฐานเผื่อตนเอง
1. ขอพระองค์ทรงอวยพรแก่ข้าพระองค์” การอวยพรคือการมอบความสุข ให้การดำเนินชีวิตราบรื่น มีสันติสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บหรือทุกข์โศก อันตราย ให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความรัก ความอบอุ่น และความชื่นชมยินดี
2. ขยายเขตแดนของข้าพระองค์ ในสมัยโบราณ คนที่ร่ำรวยคือคนที่ครอบครองที่ดินมากมายและกว้างขวาง ยาเบสขอให้พระเจ้าให้เขามีความอุดมสมบูรณ์ในความเป็นอยู่ การเพาะปลูกเกิดผลมากมาย การค้าขายดี เพื่อเขาจะสามารถดูแลผู้คนที่อยู่กับเขา
3. “ขอพระหัตถ์ของพระองค์อยู่กับข้าพระองค์” พระหัตถ์เล็งถึงอำนาจหรือพละกำลัง พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง พระองค์มีอำนาจสูงสุด ยาเบสขอพระเจ้าให้อำนาจ และพละกำลังแก่เขาเพื่อต่อสู้ศัตรู ผีมารซาตาน ให้เขาสามารถมีชัยชนะต่อทุกสิ่งที่จะมาทำร้ายเขาและครอบครัวของเขาตลอดจนผู้อยู่นความดูแลของเขา
4. “ขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย เพื่อมิให้ข้าพระองค์เจ็บใจปวดกาย” และสุดท้าย เขาขอให้พระเจ้ารักษาเขา ถึงแม้จะมีโรคภัยไข้เจ็บ หรือถูกทำร้ายทั้งกายและจิตใจ ไม่ว่าเขาจะต้องเผชิญกับสิ่งใดๆ พระเจ้ารักเขาและไม่ทอดทิ้งเขา และจะดูแลรักษาเขาให้กลับสู่สภาพเดิมที่ดีของเขา
เวลาที่ท่านอธิษฐานขอกับพระเจ้า ให้ท่านอธิษฐานเผื่อตนเอง ขอให้พระเจ้าให้อภัยความผิดบาปของท่าน ขอพระเจ้าช่วยท่าน เมื่อพระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว หลังจากนั้น ท่านก็สามารถที่จะอธิษฐานเผื่อผู้อื่นต่อไป สิ่งที่สำคัญก็คือ ท่านต้องมั่นใจและกล้าที่จะอธิษฐานอย่างยาเบส พระเจ้าจะทรงฟังคำอธิษฐานของท่าน ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรแก่ทุกคนที่อธิษฐานต่อพระองค์