การรักษาโรคฝ่ายจิตวิญญาณ

ผมขอเล่าประสบการณ์ของผมกับการรักษาโรคโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ผมมาติดสนิทกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้น เมื่อผมได้เห็นการรักษาโรคโดยการอธิษฐานของผู้ชอบธรรมได้แก่ศาสนาจารย์และผู้ปกครองของคริสตจักร Knox Presbyterian Church Harrison Township ในทางตอนเหนือของเมืองดีทรอยท์ในรัฐมิชิแกน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1980 ผมได้ทำงานที่ Lafayette Clinic ในเมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยคนหนึ่งชื่อ คุณอังเดร ฟลาเวอร์ เป็นชายหนุ่มผิวหมึก ได้เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการชักข้างขวาเป็นเวลาติดต่อกันถึง 2 อาทิตย์ อาการชักไม่หยุดทั้งๆที่ผมได้ให้การรักษาด้วยยารักษาโรคลมชักทุกประเภท เขาได้รับการทนทุกข์ทรมานมาก ตอนบ่ายของวันอังคาร ผมได้บอกกับคุณอังเดรว่า ผมได้พยายามรักษาอาการชักของเขาด้วยยาก็ไม่ได้ผล ผมจะไปอธิษฐานกับคณะผู้ปกครองที่โบสถ์ ขอให้พระเยซูคริสต์ช่วยรักษาเขาให้อาการชักหยุดไป ผมได้ถามคุณอังเดรว่า เขามีความเชื่อไหมว่า พระเยซูคริสต์รักษาเขาได้ เขาพยักหน้าตอบรับแทนคำตอบ ผมบอกให้เขาอธิษฐานด้วย ในคืนนั้นเวลา 2 ทุ่มตรง คณะผู้ปกครองและผมได้ยืนขึ้นจับมือกันอธิษฐานขอให้พระเยซูคริสต์รักษาอาการชักของคุณอังเดรให้หาย หลังจากนั้นผมได้ร่วมศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกันกับคณะผู้ปกครอง รุ่งเช้าวันพุธ ผมได้ไปที่โรงพยาบาลแต่เช้าตรู่ ผมแลเห็นคุณแมรี่ รัสเซลล์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพยาบาลได้วิ่งมาหาผมด้วยความดีใจ คุณแมรี่บอกกับผมว่า อาการชักของคุณอังเดรได้หยุดโดยไม่มีการกระตุกอีก ผมถามคุณแมรี่ว่า อาการชักหยุดเมื่อใด คุณแมรี่บอกกับผมว่า เวลา 2 ทุ่มตรงของคืนวันอังคาร ซึ่งตรงกับเวลาที่คณะผู้ปกครองได้ร่วมใจกันอธิษฐาน ผมมีอาการขนลุกขึ้นมาทันที เพราะผมไม่เคยเห็นการอัศจรรย์ซึ่งเกิดจากการอธิษฐานในชีวิตของผมเอง ผมได้เล่าให้คุณแมรี่ฟังและถามคุณแมรี่ว่าเชื่อหรือไม่ คุณแมรี่ได้แต่หัวเราะเท่านั้น ผมได้ไปพบคุณอังเดรที่ห้องผู้ป่วย ผมพบเห็นคุณอังเดรกำลังอ่านพระคัมภีร์อยู่ คุณอังเดรขอบพระคุณพระเจ้าที่รักษาให้อาการชักของเขาหยุด เขามีความเชื่อในพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ผมเดินออกจากห้องนั้นอย่างมีความสุข นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกที่ผมได้เห็นการอัศจรรย์ว่า พระเจ้ารักษาโรคโดยการอธิษฐาน เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่อัศจรรย์ที่พระเจ้าต้องการสำแดงให้ผมรู้ว่า พระเจ้ามีจริงและพระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานของผมและคณะผู้ปกครอง หลักฐานที่แสดงว่าเป็นการอัศจรรย์คือ 1. ผมได้บอกกับคุณอังเดรว่า คณะผู้ปกครองจะอธิษฐานเผื่อเขาในคืนนั้น 2. อาการชักของคุณอังเดรหยุดทันทีในเวลา 2 ทุ่ม ซึ่งตรงกับเวลาอธิษฐาน 3. คุณอังเดรและผมต่างก็มีความเชื่อว่า พระเยซูคริสต์สามารถรักษาเขาได้ ผมเชื่อพระเยซูคริสต์ซึ่งตรัสว่า “สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น” (ยอห์น 14:14) “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ” (ฟิลิปปี 4:6) นี่คือประสบการณ์ของผมกับพระเยซูคริสต์ ในปี ค.ศ.1951 ที่มหาวิทยาลัย เรดแลนด์ (University of Redland) มีการทดลองในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 45 คนโดยแบ่งการรักษาเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งรักษาด้วย Psychotherapy กลุ่มที่สองให้ผู้ป่วยอธิษฐานด้วยตัวเอง และกลุ่มที่สาม ให้กลุ่มนักอธิษฐานประชุมอธิษฐานอาทิตย์ละหนเป็นเวลา 2 ขั่วโมง การทดลองทำติดต่อเป็นเวลา 9 เดือน ผลปรากฎว่า กลุ่มที่หนึ่งรักษาด้วยPsychotherapyอาการดีขึ้น 65% กลุ่มที่สองซึ่งอธิษฐานด้วยตนเองไม่ดีขึ้นเลย ส่วนกลุ่มที่สามซึ่งอธิษฐานโดยกลุ่มนักอธิษฐานอาการดีขึ้น 72% มีการค้นคว้าและตีพิมพ์ลงวารสารแพทย์ในปี ค.ศ.1965 ในการรักษาผู้ป่วยโรครูมาตีซั่มในโรงพยาบาลลอนดอน 38 คน 19 คนรักษาด้วยการอธิษฐาน และอีก 19 คนรักษาตามปกติ เวลารักษาตั้งแต่ 8 เดือน ถึง 18 เดือน มีผู้ป่วย 6 รายใน 38 รายดีขึ้น และ 5 ใน 6 คนอยู่ในกลุ่มที่รักษาด้วยการอธิษฐาน ในปี ค.ศ.1988 นายแพทย์ แรนโดฟ เบิร์ด ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและเป็นคริสเตียนได้เขียนลงในวารสาร Southern Medical Journal 1988;81:826-829 ท่านได้แบ่งผู้ป่วยในไอซียูของโรงพยาบาล San Francisco Genera; Hospital ออกเป็นสองกลุ่ม ท่านได้นำชื่อและโรคของผู้ป่วยกลุ่มแรก192 คนซึ่งรักษาตามการแพทย์ร่วมกับไปให้คริสเตียนซึ่งเป็นนักอธิษฐานช่วยอธิษฐานเผื่อ และอีกกลุ่มหนึ่ง 201 คนซึ่งรักษาตามการแพทย์ตามปกติ หลังจากรักษาเป็นเวลาสิบเดือน นายแพทย์ แรนโดฟ เบิร์ดพบว่า 1. ผู้ป่วยซึ่งรับการอธิษฐานใข้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่าผู้ป่วยซึ่งไม่ได้รับการอธิษฐานถึง 5 เท่า 2. ผู้ป่วยซึ่งรับการอธิษฐานป่วยเป็นโรคน้ำท่วมปอดน้อยกว่าผู้ป่วยซึ่งไม่ได้รับการอธิษฐานถึง 3 เท่า 3. ผู้ป่วยซึ่งรับการอธิษฐานไม่มีใครถูกเจาะคอ ส่วนผู้ป่วยซึ่งไม่ได้รับการอธิษฐานถูกเจาะคอ 12 คน 4. ผู้ป่วยซึ่งรับการอธิษฐานเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ป่วยซึ่งไม่ได้รับการอธิษฐาน