การรักษาโรคฝ่ายจิตวิญญาณ

3) รักษาด้วยการกระทำร่วมกัน คือวิธีการบำบัดหรือรักษาให้ผู้เจ็บป่วยมีส่วนร่วมปฏิบัติ

ในยอห์น 9:6-7 พระเยซูทรงรักษาคนตาบอดแต่กำเนิด “เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงบ้วนพระเขฬะ(น้ำลาย)ลงที่ดิน แล้วทรงเอาพระเขฬะนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอด แล้วตรัสสั่งเขาว่า ‘จงไปล้างโคลนออกเสียในสระสิโลอัมเถิด’ เขาจึงไปล้างแล้วกลับมาก็เห็นได้” ในมาระโก บทที่ 8: 22 - 26 ทรงรักษาคนตาบอดที่เมืองเบธไซดา พระองค์กับสาวกจึงไปยังเมืองเบธไซดา เขาพาคนตาบอดคนหนึ่งมาหาพระองค์ ทูลอ้อนวอนขอพระองค์ให้โปรดถูกต้องคนนั้น พระองค์ได้ทรงจูงมือคนตาบอดออกไปนอกหมู่บ้าน เมื่อได้ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ตาคนนั้น และวางพระหัตถ์บนเขาแล้ว พระองค์จึงตรัสถามว่า “เจ้าเห็นสิ่งใดบ้างหรือไม่” คนนั้นเงยหน้าดูแล้วทูลว่า “ข้าพระองค์แลเห็นคนเหมือนต้นไม้เดินไปเดินมา” พระองค์จึงวางพระหัตถ์บนตาเขาอีก แล้วเขาก็เพ่งดู และตาก็หายเป็นปกติ แลเห็นสิ่งทั้งหลายได้ชัด พระองค์จึงตรัสสั่งคนนั้นให้กลับตรงไปยังบ้านของตน แล้วกำชับว่า “อย่าเข้าไปในหมู่บ้านนั้น” ในมาระโก 7:31-32 พระเยซูทรงรักษาคนหูหนวกและเป็นใบ้ “พระองค์จึงทรงนำคนนั้นออกจากประชาชนไปอยู่ต่างหาก ทรงเอานิ้วพระหัตถ์ยอนเข้าที่หูของชายคนนั้นและทรงบ้วนน้ำลาย เอานิ้วพระหัตถ์จิ้มแตะลิ้นคนนั้น แล้วพระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ทรงถอนพระทัยตรัสแก่คนนั้นว่า “เอฟฟาธา” แปลว่า จงเปิดออก แล้วหูคนนั้นก็ปกติ สิ่งที่ขัดลิ้นก็หลุดและเขาพูดได้ชัด” ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า พระเยซูทรงรักษาโรคต่างๆด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์เอง และด้วยการอธิษฐานต่อพระบิดา หรือด้วยวิธีการบำบัด ในขณะเดียวกัน ผู้มารับการรักษาโรคมีทั้งผู้เชื่อว่าพระเยซูรักษาเขาให้หายจากโรคได้ แต่มีหลายๆคนที่พระเยซูรักษาเขา เขายังไม่รู้จักพระเยซูว่า พระองค์คือใคร ตัวอย่างที่ยกมาได้แก่การรักษาโรคที่สระน้ำชื่อ เบธซาธาในกรุงเยรูซาเล็ม ในพระธรรมยอห์น บทที่ 5 ข้อ 1-8 ในกรุงเยรูซาเล็มที่ริมประตูแกะมีสระอยู่สระหนึ่ง ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้นว่า เบธซาธา เป็นที่ซึ่งมีศาลาห้าหลัง 3ในศาลาเหล่านั้นมีคนป่วยเป็นอันมาก คนตาบอด คนง่อย และคนเป็นอัมพาตนอนอยู่ (สำเนาโบราณบางฉบับเพิ่มว่า คอยน้ำกระเพื่อม ด้วยมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้า ลงมากวนน้ำในสระเป็นครั้งคราว และเมื่อน้ำกระเพื่อมนั้น ผู้ใดก้าวลงไปในน้ำก่อน ก็จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่ ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว เมื่อพระเยซูทอดพระ เนตรคนนั้น และทรงทราบว่าเขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ” คนป่วยนั้นทูลตอบพระองค์ว่า “ท่านเจ้าข้าเมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น ไม่มีผู้ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ และเมื่อข้าพเจ้ากำลังไปคนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงลุกขึ้นยกแคร่ของเจ้าเดินไป วันนั้นเป็นวันสะบาโต ดังนั้นพวกยิวจึงพูดกับชายที่หายโรคนั้นว่า “วันนี้เป็นวันสะบาโต ที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นก็ผิดธรรมบัญญัติ คนนั้นจึงตอบเขาเหล่านั้นว่า “ท่านที่รักษาข้าพเจ้าให้หายโรค ได้สั่งข้าพเจ้าว่า ‘จงยกแคร่ของเจ้าแบก เดินไปเถิด’ ” เขาเหล่านั้นถามคนนั้นว่า “คนที่สั่งเจ้าว่า ‘จงยกแคร่ของเจ้าแบก เดินไปเถิด’ นั้นเป็นผู้ใด” คนที่ได้รับการรักษาให้หายโรคนั้นไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด เพราะพระเยซูเสด็จหลบไปแล้ว เนื่องจากขณะนั้นมีคนอยู่ที่นั่นเป็นอันมาก ภายหลัง พระเยซูได้ทรงพบคนนั้นในบริเวณพระวิหารและตรัสกับเขาว่า “นี่แน่ะ เจ้าหายโรคแล้ว อย่าทำบาปอีก มิฉะนั้นเหตุร้ายกว่านั้นจะเกิดกับเจ้า” ชายคนนั้นก็ได้ออกไปบอกพวกยิวว่า ท่านที่ได้รักษาเขาให้หายโรคนั้น คือพระเยซู ให้มาดูตัวอย่างการรักษาโรคอื่นๆที่พระเยซูทรงรักษา