คำถามและคำตอบ

92 ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณแตกต่างกับชีวิตฝ่ายเนื้อหนังอย่างไร

ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ทุกคนต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคริสเตียนหรือไม่ เรารักษาร่างกายให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ รักษาจิตใจให้เบิกบาน คนที่ไม่ใช่คริสเตียน เขาหาวิธีการต่างๆด้วยตนเองเพื่อช่วยตนเองให้มีชีวิตยืนยาว แต่คริสเตียนใช้พระคัมภีร์และการอธิษฐานในการดูแลร่างกายและจิตใจของเรา แต่คริสเตียนต้องการรักษาจิตวิญญาณของเขาแข็งแรงด้วย เพราะจิตวิญญาณนั้นสำคัญยิ่งกว่าร่างกายของเรา เพราะจิตวิญญาณดี ร่างกายและจิตใจจะดีด้วย คริสเตียนจะมีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่แข็งแรงได้อย่างไร เราต้องเริ่มต้นด้วยการยึดพระบัญญัติของพระเยซูคริสต์ไว้ในการดำเนินชีวิต พระเยซูคริสต์ได้มอบพระบัญญัติไว้คือ จงรักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ สุดกำลัง สุดความคิดของเจ้า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองและจงรักซึ่งกันและกัน เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่า เรามีจิตวิญญาณที่แข็งแรงอย่างไร วิธีพิสูจน์ก็ดูการดำเนินชีวิตของเรา 1. มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนอื่น อาจารย์เปาโลสอนเราว่า จิตวิญญาณของเราจะเติบโตขึ้นถ้าเราแสดงความเมตตาต่อผู้อื่น “และท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กันเหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้ท่าน เพราะเห็นแก่พระคริสต์” (เอเฟซัส 4:32) ความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนอื่นนั้น คนแรกคือผู้ใกล้ชิดของเรา สามีภรรยา พ่อแม่ของเรา ลูกหลานของเรา เพื่อนของเรา จนถึงเพื่อนร่วมงาน และผู้อื่น มันไม่ง่ายที่จะรักคนที่ต่อต้านเราหรือไม่ชอบเรา บางครั้ง มันยากที่จะกล่าวคำว่า ฉันให้อภัยคุณ แต่คริสเตียนที่มีจิตวิญญาณของเขาแข็งแรงนั้นจะพยายามทำให้ได้ 2. เผชิญกับความคิดเห็นที่แตกต่างได้ในยุคโลกาภิวัฒน์ สังคมของโลกใกล้ชิดกันมากขึ้น เราได้ยินข่าวสารมากมาย เราจะพบกับคนประเภทต่างๆ มีความคิดเห็นต่างๆ ความแตกต่างในความคิดนำไปสู่สงครามระหว่างประเทศ ระหว่างชนเผ่า การฆ่ากันระหว่างแก๊ง ประเทศที่เจริญแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกามีความคิดเห็นต่างๆกัน เช่น ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของปืนหรือไม่ ผู้หญิงควรรบในสนามรบหรือไม่ พวกรักร่วมเพศมีสิทธิ์แต่งงานตามกฎหมายหรือไม่ แม้แต่ประธาธิบดีก็สนับสนุนพวกรักร่วมเพศมีสิทธิ์แต่งงานตามกฎหมายได้ คนทั้งโลกหวังว่า ทุกชาติจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ เพลงของยอห์น เลนนอล “Imagine” ยังเปิดให้ฟังอยู่เสมอ เพราะคนที่ไม่มีศาสนาเชื่อว่า การมีความคิดเห็นเดียวกันเป็นทางออกทางเดียวที่จะรักษาให้โลกนี้มีสันติภาพ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มนุษย์มีความคิดเห็นต่างกันตั้งแต่มีมนุษย์ในโลก ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน พระเจ้าสอนเราให้รักกันและกัน แต่พระเจ้าไม่ได้สอนเราให้ยอมกับความคิดเห็นของคนในโลกนี้หรือความคิดฝ่ายเนื้อหนัง เช่น พวกรักร่วมเพศมีสิทธิ์แต่งงานกันตามกฎหมาย การขายเฮโรอินถูกต้องตามกฎหมาย คริสเตียนอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ได้ แต่เราไม่สนับสนุนในสิ่งเหล่านี้ เพราะผิดต่อพระบัญญัติของพระเจ้าหรือผิดต่อพระคัมภีร์ ถึงแม้วันหนึ่งข้างหน้า คริสเตียนอาจกลายเป็นคนกลุ่มน้อย แต่เราไม่เดินตามเสียงส่วนใหญ่ของคนซึ่งไม่เชื่อพระเจ้า แต่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณสอนเราว่า 1. ให้เราเชื่อและวางใจในพระเจ้า ถ้าเราสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า พระองค์จะสัตย์ซื่อกับเรา 2. ให้เรายอมรับความยากลำบากที่อาจเกิดขึ้นกับเราเมื่อคนทั้งโลกอาจต่อต้านเราเหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการถูกว่ากล่าวต่างๆ ในการขัดสน ในการถูกข่มเหง ในการยากลำบาก เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น (2 โครินธ์12:10) 3. ให้เรามีชีวิตที่พอเพียง เพื่อไม่ให้ความโลภหรือตัณหามาทำให้เราหวั่นไหวได้ ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความขัดสน เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น (ฟิลิปปี 4:11) เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด และแน่นอนเราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด (1ทิโมธี 6:7-8) ความพอเพียงไม่ได้ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมหรือคนอื่นๆ แต่ขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า เพราะเราวางใจในพระองค์ 3. เราไม่รักสิ่งของในโลกมากกว่าชีวิตนิรันดร์ในโลกนี้ มีสิ่งที่สวยงามมากมาย บางคนรักความสวยงาม บางคนรักธรรมชาติที่สวยงาม บางคนรักรถสปอร์ต อัครสาวกยอห์นเตือนเราว่า อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนัง และตัณหาของตา และความเย่อหยิ่งในชีวิตไม่ได้เกิดจากพระบิดา แต่เกิดจากโลก และโลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังผ่านพ้นไป แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์ (1 ยอห์น 2:15-17) ผู้ที่มีจิตวิญญาณที่แข็งแรงจะรู้ว่า ของในโลกเป็นที่ไม่จีรังยั่งยืน ชีวิตในโลกนี้สั้นมากเมื่อเทียบกับชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ คริสเตียนจึงไม่กลัวต่อความยากลำบากในโลกนี้ เพราะเชื่อว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะปกปักษ์รักษาเรา ขณะที่เรามีชีวิตอยู่ในโลก คริสเตียนที่ดำเนินชีวิตในลักษณะข้างต้นนี้แสดงว่า เขามีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่แข็งแรง ให้เราสำรวจตนเองดูว่า เรามีจิตวิญญาณที่แข็งแรงหรือไม่ ขอพระเจ้าช่วยเราให้มีจิตวิญญาณที่แข็งแรงตลอดไป คริสเตียนดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร ชีวิตประจำวันของคริสเตียนไม่ได้แตกต่างชาวโลกคนอื่นๆ เรายังต้องผจญกับชีวิตของการต่อสู้กับสภาวการณ์ต่างๆในโลกนี้ เช่นการงานอาชีพ การเจ็บไข้ การเผชิญกับความสุขความทุกข์ในโลกฝ่ายเนื้อหนัง แต่ชีวิตประจำวันของคริสเตียนเป็นชีวิตที่มีสันติสุขในพระเจ้าอยู่ในเรา นั่นคือ เราได้รับกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการเผชิญชีวิตประจำวันของเรา เพราะเรารู้ว่า “ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4:13) นอกจากนี้ เราสามารถเพิ่มเติมกำลังของเราในการดำเนินชีวิตด้วยการศึกษาพระคัมภีร์ การอธิษฐาน และการสามัคคีธรรมหนุนใจจากพี่น้องคริสเตียน ให้เราบอกกับพระเจ้าว่า เราจะพึงพอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่ เราจะตั้งมั่นคงอยู่ในเวลาที่ถูกทดลอง เราจะอดทนในเวลาที่มีความทุกข์ยากลำบาก เราจะเรียนรู้เมื่อมีโอกาส เราจะยินดีรับฟังเมื่อมีคนมาตักเตือน เราจะรับผิดโดยไม่โกรธเคืองเมื่อพบสิ่งไม่ถูกต้อง เราจะวางใจเวลาที่มีข้อสงสัย เราจะถ่อมตนถ่อมใจเวลาที่มีคนมายกย่อง เราจะเมตตากรุณาต่อผู้ที่อ่อนแอกว่า เราจะให้แก่ผู้อื่นโดยจริงใจและไม่หวังผลตอบแทน เราจะรักและให้อภัยแก่ผู้อื่นได้เสมอ ดังนี้แหละ ชีวิตประจำวันของคริสเตียนจึงจะมีสันติสุขตลอดไป เราจะไม่หวั่นไหวไม่ว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร