คำถามและคำตอบ
86 คิดอย่างคริสเตียนแตกต่างจากคิดอย่างชาวโลกอย่างไร
แต่ก่อนที่เรายังไม่เป็นคริสเตียนเราคิดอะไรนั้นเป็นผลจากการอบรมสั่งสอนหรือเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองหรือคนอื่นๆในโลก แม้แต่ศาสนาต่างๆก็สอนเราให้คิดตามคำสั่งสอนของศาสนานั้นๆ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคำสอนแบบปรัชญา ให้คิดดี ไม่คิดชั่ว เพื่อให้ร่างกายและจิตใจเป็นสุขในโลกนี้ นี่คือความคิดของชาวโลก แต่คิดอย่างคริสเตียนแตกต่างจากคิดอย่างชาวโลก ตัวอย่าง เช่น ชาวโลกมองไปบนท้องฟ้า ชาวโลกมองท้องฟ้าแล้วคิดว่า มันสวยงามตามธรรมชาติ แต่คริสเตียนมองไปบนท้องฟ้า แล้วคิดว่า เราจะเห็นสง่าราศรีของพระเจ้า อีกตัวอย่างหนึ่ง เวลาที่ประสบอุบัติเหตุแล้วพ้นอันตรายมาได้ ชาวโลกคิดว่า ช่างโชคดีเหลือเกิน รู้ทำบุญไว้มากเลยพ้นภัยมาได้ แต่คริสเตียนคิดว่า ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าที่ช่วยเราให้พ้นภัย นี่คือข้อแตกต่างของความคิดอย่างคริสเตียนซึ่งแตกต่างจากความคิดอย่างชาวโลก สังเกตว่า คิดอย่างชาวโลกมีขอบเขตจำกัดเพียงในโลกนี้ เพราะชาวโลกสนใจกับชีวิตในโลก เช่น คิดถึงความสุขสบายตามปัจจัยสี่คือ มีเสื้อผ้าสวยๆไว้ใส่ มีเงินใช้สบายๆ มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีอาหารอร่อยๆกิน และมีสุขภาพ ปลอดภัยจากอันตราย แต่คิดแบบคริสเตียนไม่มีขอบเขตของโลก แต่เลยออกไปในจักรวาลไกลแสนไกลไม่มีที่สิ้นสุด จนถึงสวรรค์ที่พระเจ้าจะให้ไปอยู่ ดังนั้น คนที่จะคิดอย่างคริสเตียนต้องมีต้องมีความประพฤติอย่างคริสเตียนดังนี้
การคิดอย่างคริสเตียนคือ ต้องเชื่อว่า พระเยซูคริสต์ทรงอยู่กับเรา เราเชื่อคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ ไม่คิดอย่างคนในโลกนี้ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “ อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม” (โรม 12:2) การคิดอย่างคริสเตียนคือประพฤติตามคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ทรงให้พระบัญญัติสองข้อแก่คริสเตียน คือให้รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจสุดความคิดและสุดกำลัง และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ถ้าเรามีความรักของพระเจ้า ความคิดนั้นจะเป็นความคิดที่บริสุทธิ์ ไม่ทำร้ายผู้อื่น เราสามารถรักทุกคนได้ และให้อภัยทุกคนได้ ความคิดอย่างคริสเตียนคือ ความคิดแบบชาวสวรรค์ ชาวสวรรค์มีหน้าที่ปรนนิบัติพระเจ้า นั่นคือคริสเตียนต้องคิดที่จะปรนนิบัติพระเจ้าในแต่ละวัน เหมือนอย่างชาวสวรรค์ซึ่งปรนนิบัติพระเยซูคริสต์ ดังนั้น คริสเตียนปรนนิบัติพระเจ้า คริสเตียนก็สามารถปรนนิบัติครอบครัวและผู้อื่นอย่างทูตสวรรค์ปรนนิบัติพระเยคริสเตียนอยู่ “ในพระคริสต์” ได้อย่างไรมีประโยคในพระคัมภีร์ซึ่งแสดงถีงความสัมพันธ์ระหว่างคริสเตียนกับพระเยซูคริสต์ ได้แก่ประโยคที่ว่า โดยพระเยซูคริสต์ ของพระเยซูคริสต์ และ ในพระคริสต์
เมื่อเราเชื่อพระเยซูคริสต์และรับบัพติศมาในพระบิดา พระบตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จเข้ามาประทับอยู่ในใจของเราและสำแดงพระเยซูคริสต์ในใจของเรา เราจึงเป็นของพระเยซูคริสต์ ถึงแม้พระเยซูคริสต์จะอยู่ในใจของเรา เราก็ยังเป็นเจ้าของร่างกายของเราเอง ยกตัวอย่างคือ บ่าวเป็นของเจ้านาย แต่บ่าวอาจไม่เชื่อฟังเจ้านายได้ เมื่อพระเยซูคริสต์มาประทับอยู่ในใจของคริสเตียน คริสเตียนคนนั้นยังมีเนื้อหนังอยู่และยังมีอิสระที่จะเลือกทำตามเนื้อหนังได้ จะเห็นว่าคริสเตียนยังทำผิดบาปได้เพราะไม่เขื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในใจ สรุปคือ คริสเตียนเป็นของพระคริสต์ แต่มีอิสระในการเลีอกว่า จะเชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่“ในพระเยซูคริสต์” แตกต่างจาก “พระเยซูคริสต์ในเรา” เพราะในพระเยซูคริสต์เราไม่ใช่ตัวเราเองอีกต่อไป เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา ในพระธรรมเอเฟซัสบทที่หนึ่ง
อัครทูตเปาโลได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่คริสเตียนอยู่ในพระเยซูคริสต์
เพราะพระเจ้าทรงสร้างเราตั้งแต่ก่อนสร้างโลก (ข้อ 4)
พระเจ้าทรงไถ่บาปของเรา (ข้อ 7)
พระเจ้าทรงเปิดเผยความล้ำลึกให้แก่เรา (ข้อ 9)
พระเจ้าทรวรวบรวมในสวรรค์และในโลก (ข้อ 10)
พระเจ้าทรงนำให้เราปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (ข้อ 11)
พระเจ้าทรงให้เรามีความหวังใจ (ข้อ 12)
พระเจ้าทรงมอบความรอดแกเราตลอดชั่วนิรันดร์ (ข้อ 13)
พระเจ้าทรงผนึกตรามอยพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เรา (ข้อ 13)
พระเจ้าทรงให้เราวางใจในพระองค์ (ข้อ 15)
ถ้าเราอยู่ในพระคริสต์ เราจะหนีพระองค์ไม่ได้อีกต่อไป พระองค์จะทรงดูแลเราชีวิตของเราได้มอบให้กับพระเยซูคริสต์แล้วเพราะเรายอมจำนนต่อพระเยซูคริสต์ ยอมให้พระยูคริสต์เข้ามาควบคุมชีวิตของเรา เราอยู่ในพระคริสต์ พระองค์ทรงดูแลเราตั้งแต่เรารับเชื่อพระองค์ ดังนั้น อะไรที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีจุดประสงค์ ไม่ใช่แล้วแต่บุญแต่กรรม เราต้องมองไกลออกไปให้คิดว่า ชีวิตมิได้จบลงในโฃกนึ้ แต่มีสวรรค์ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงสัญญากับผู้ที่เชื่อพระองค์ว่า เราจะไปอยู่ที่นั่รชั่วนิรันดร์ เราต้องคิดว่า เราคือตัวละครตัวหนึ่งซึ่งแสดงอยู่ในโลกนี้ โดยมีพระเจ้าทรงเป็นผู้กำกับการแสดง เราต้องแสดงตามบทบาทที่พระเจ้าทรงมอบให้ทำอย่างเคร่งครัด พระองค์ทรงรู้ว่า ทุกๆวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง เรายังต้องพบกับวิกฤตการณ์ของชีวิตต่างๆมากมาย แต่พระองค์จะดูแลตัวละครนี้ให้รอดพ้นอันตรายทุกอย่างที่เข้ามาเผชิญกับเรา เราจะมีกำลังกายและใจที่จะต่อสู้ “ถ้าเรามีชีวิตอยู่ก็มีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและถ้าเราตายก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เหตุฉะนั้นไม่ว่าเรามีชีวิตอยู่หรือตายไปก็ตาม เราก็เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (โรม14:8) เพราะเราคิดแล้วว่า “ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังแก่ช้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4:13) การคิดและการประพฤติเช่นนี้ได้ แสดงว่า เราได้อยู่ในพระคริสต์แล้ว ต่อจากนี้ไป เราจะไม่หวั่นไหว มีความหวัง และความมั่นใจ ในการดำเนินชีวิตของเราในโลกนี้