คำถามและคำตอบ

81 ศาสนาคริสต์คืออะไร

ศาสนาคริสต์เป็นชื่อเรียกกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่มีความเชื่อเดียวกันว่า พระเยซูทรงเป็น พระเจ้า คำว่าคริสต์ แปลว่า พระผู้ถูกเจิม พระเยซูคือพระเจ้าซึ่งถูกเจิมให้เสด็จมาในโลกนี้ เพื่อทรงไถ่ความบาปของมวลมนุษย์ทั้งหลาย จึงมีพระนามว่า พระเยซูคริสต์ แท้ที่จริง ศาสนาคริสต์ไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูคริสต์กับคนแต่ละคนซึ่งเชื่อพระเยซูคริสต์ หรือพูดง่ายๆคือระหว่างคุณกับพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ไม่ใช่บุคคลในจินตนาการ ไม่ใช่รูปภาพ ไม่ใช่รูปปั้น แต่เป็นบุคคลจริงๆซึ่งยังดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ การที่รู้ว่า พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่นั้น เพราะเมื่อ 2000 ปีมาแล้ว พระเยซูได้สิ้นพระชนม์บนกางเขน และถูกฝังในอุโมงต์ 3 วัน และ 3 คืน หลังจากนั้น พระองค์ได้ฟื้นคืนพระชนม์ และดำเนินอยู่กับสาวกและในโลก 40 วัน และถูกรับกลับสู่สวรรค์ แต่พระองค์ยังดำเนินอยู่ในโลกนี้จนถึงปัจจุบัน แล้วมีหลักฐานอะไรที่แสดงว่า พระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ หลักฐานต่างๆมีปรากฎในพระคัมภีร์ และในประวัติศาสตร์ของโลก 1) หลักฐานทางพระคัมภีร์ 1.1 คำทำนายในพระคัมภีร์เดิม หลักฐานนี้ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เดิม 1000 ปี ถึง 500 ปี ก่อนพระเยซูคริสต์ทรงมาบังเกิด ได้ทำนายเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ 12 ครั้ง เกี่ยวกับการฟื้นคืนพระชนม์ 2 ครั้ง พระเยซูคริสต์ได้ทรงทำนายถึงการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์เอง 3 ครั้ง 1.2 พระเยซูคริสต์ได้ทรงปรากฎแก่สาวกหลังฟื้นคืนพระชนม์ พระเยซูคริสต์ทรงปรากฎแก่มารีย์ มักดาลา นอกอุโมงค์ฝังศพที่ว่างเปล่าของพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 20:11-18) สาวก 2 คนระหว่างทางไปเมืองเอมมาอัส (ลูกา 24:13-32) สาวก 10 คนในบ้านหลังหนึ่ง (ลูกา 24:36-43) โธมัส (ยอห์น 20:26-31) สาวก 7 คน ที่ทะเลสาปกาลิลี (ยอห์น 21:1-25) สาวก 11 คน กับฝูงชนอีก 500 คนบนภูเขา (มัทธิว 28:16-20) 1.3 พระเยซูคริสต์ทรงปรากฎแก่อัครทูตเปาโล อัครทูตเปาโลได้พบพระเยซูคริสต์ระหว่างทางใกล้เมืองดามัสกัส (กิจการ 9:3-9) อัครทูตเปาโลได้เปลี่ยนจากคนซึ่งต่อต้านคริสเตียนมาเป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อของพระเยซูคริสต์ 1.4 สาวกของพระเยซูคริสต์ยุคแรกได้เปลี่ยนวันนมัสการพระเจ้าเป็นวันอาทิตย์ พระเยซูคริสต์ฟื้นคืนพระชนม์ในวันอาทิตย์ สาวกในยุคแรกของพระเยซูคริสต์ได้ระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ทุกวันอาทิตย์ เพราะว่าในพระธรรม กิจการซึ่งบันทึกเกี่ยวกับการรับใช้ของอัครสาวก และคริสเตียนในยุคแรกได้กล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ 22 ครั้ง แต่กล่าวถึงการฟื้นคืนพระชนม์ 145 ครั้ง และพระเยซูคริสต์ได้ตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า “เราเป็นเจ้าเหนือวันสะบาโต” สาวกจึงได้ย้ายวันนมัสการพระเจ้าจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์ตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงปัจจุบันนี้ 2) หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของโลก 2.1 อุโมงค์ฝังศพว่างเปล่า เจ้าเมืองปีลาตและทหารโรมัน ฟาริสี และคนยิวตลอดจนสาวกของพระเยซูคริสต์ยืนยันการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และพระองค์ถูกฝังในอุโมงค์ซึ่งโยเซฟเป็นเจ้าของ ในวันที่ 3 พระเยซูได้ฟื้นคืนพระชนม์ อุโมงค์ฝังศพจึงว่างเปล่าจนถึงทุกวันนี้ 2.2 การบันทึกของนักประวัติศาสตร์และคนอื่นๆซึ่งไม่ใช่คริสเตียน 2.2.1 นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของยิว โยเซฟฟัส (Josephus) ได้บันทึกในศตวรรษแรกว่า “เยซูมาปรากฎแก่พวกสาวกในวันที่ 3 หลังจากที่ตายไปแล้ว ตามที่มีผู้พยากรณ์ได้ทำนายไว้ 2.2.2 อิคนาทีอูส (Ignatius) ได้บันทึกว่า “เยซูฟื้นจากความตายในว 3 วัน 2.2.3 ทหารโรมัน ชื่อ ซูโตนิอุส ได้บันทึกไว้ในปี ค.ศ. 49 หรือ 16 ปีหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์นั้นว่า “ข้าพเจ้าได้ขับไล่พวกยิวที่มาจากโรม เพราะพวกเขาพยายามก่อการจลาจล เพราะพวกเขาชอบให้พระเยซูเข้าครอบครองชีวิตของเขา พวกเขาสวามิภักดิ์ต่อเยซูชาวนาซาเร็ท ประหนึ่งว่า เยซูคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ แทนที่จะสวามิภักดิ์ต่อโรม 2.2.4 ทหารโรมัน ชื่อ พลีนี่ (Pliny The Younger) ซึ่งรัฐบาลโรมได้ส่งไปคุมเมืองขึ้นของโรมได้เขียนจดหมายรายงานถึงจักรพรรดิ์ทราจาน (Trajan) ว่า พลเมืองที่เขาปกครองได้เชื่อว่า เยซูได้ฟื้นจากตายจริงๆ พวกเขาแสดงออกโดยคำพูดพยาน และด้วยความประพฤติของเขา 2.2.5 ศาสตราจารย์สุคินิค (Sukenik) ได้ค้นพบโลงศพ 5 โลงมีคำจารึกไว้ 2 ประโยค คือ IESU IOU แปลว่า พระเยซูทรงช่วยข้าพเจ้า YESHU ALOTH แปลว่า พระเยซูจะทรงช่วยให้เขาเป็นขึ้นอีกประโยคแรก เป็นภาษากรีก และประโยคที่สอง เป็นภาษาอลาเมค หลุมศพทั้ง 5 ค้นพบในราวปี ค.ศ. 53 แสดงว่า คนพวกนี้ยังอยู่ในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระเยซู พวกเขาต้องรู้เห็นว่า พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ 3) หลักฐานในปัจจุบันจะเห็นว่า หลักฐานต่างๆเกี่ยวกับการฟื้นคืนพระชนม์นั้นมีมากมาย พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าซึ่งไม่ตายและทรงอยู่กับคริสเตียนจนถึงทุกวันนี้ ในพระคัมภีร์เขียนว่า “พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล” (ฮีบรู 13:8) คริสเตียนทุกคนรู้ว่า พวกเขาได้เชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์มาประทับอยู่ในใจของเขาพระวิญญาณได้สำแดงพระเยซูคริสต์ให้คริสเตียนได้เห็นและพบพระเยซูคริสต์โดยทางจิตวิญญาณ เขาจึงอธิษฐานต่อพระองค์และขอจากพระองค์ได้ทุกเวลา พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้” (มัทธิว 21:22) ดังนั้น ศาสนาคริสต์จึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูคริสต์ พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่กับคริสเตียนทุกคนที่เชื่อพระองค์