คำถามและคำตอบ

6 พระเยซูคือใคร

พระเยซูคือพระเจ้าซึ่งได้ทรงอวตารลงมาเป็นมนุษย์เพื่อทรงช่วยมนุษย์ให้กลับไปสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้า พระเจ้ามี 3 พระภาค พระเยซูเป็นพระเจ้าภาคหนึ่งมีพระนามว่า พระบุตร เมื่อพระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวงโดยคำตรัส หรือ พระวาทะ จากพระคัมภีร์ พระเจ้าพระบุตรคือผู้ตรัสหรือพระวาทะ อัครสาวกยอห์นกล่าวว่า “ในปฐมกาลพระวาทะ(พระบุตร)ดำรงอยู่และพระวาทะ(พระบุตร)ทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะ(พระบุตร)ทรงเป็นพระเจ้า ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า (พระบิดา) พระเจ้า(พระบิดา)ทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ(พระบุตร) ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้นไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ(พระบุตร) พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิตและชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์” (ยอห์น 1:1-4) ยอห์นได้แสดงให้เห็นว่า พระวาทะก็คือพระบุตร พระคัมภีร์เดิมได้กล่าวถึงพระบุตรเสด็จมาในโลกเป็นครั้งคราว เหตุการณ์แรกบันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาล เมื่อ “พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่อับราฮัมที่ราบของมัมเร และท่านนั่งอยู่ที่ประตูเต็นท์ในเวลาแดดร้อน และท่านได้เงยหน้าขึ้นมองดู และดูเถิด มีชายสามคนยืนอยู่ข้างท่าน และเมื่อท่านเห็นท่านเหล่านั้น ท่านจึงวิ่งจากประตูเต็นท์ไปพบท่านเหล่านั้นและก้มหน้าของท่านลงถึงดิน” (ปฐมกาล 18:1-2) คนหนึ่งในชายสามคนนี้คือพระบุตร อีกสองคนเป็นทูตสวรรค์ พระบุตรได้ทรงบอกกับอับราฮัมถึงความบาปของชาวเมืองในเมืองโซโดม และเมืองโกโมราห์ อับราฮัมพยายามต่อรองกับพระบุตรเพื่อช่วยกู้เมืองโซโดม และเมืองโกโมราห์ แต่ความบาปของเมืองโซโดมและเมืองโกโมราห์มีมากล้น ไม่มีใครสักหนึ่งเป็นคนชอบธรรม ในที่สุด ทูตสวรรค์สองคนก็เดินทางไปทำลายเมืองทั้งสองนั้นเสีย (ปฐมกาล18 และ19) แต่ไม่ได้กล่าวถึงพระบุตรอีก เพราะพระองค์ได้เสด็จกลับสู่สวรรค์ไปก่อน เหตุการณ์ที่สองเป็นเหตุการณที่ ยาโคปปล้ำบุรุษผู้หนึ่งที่เปนิเอล ในพระธรรมปฐมกาล บทที่ 32 ข้อ 22- 30 “และกลางคืนนั้นเอง เขาก็ลุกขึ้น และพาภรรยาทั้งสองของเขา และสาวใช้ทั้งสองของเขา และบุตรชายสิบเอ็ดคนของเขา และได้ข้ามลำน้ำยับบอกบริเวณน้ำตื้น และเขาได้พาพวกเขา และส่งพวกเขาให้ข้ามลำธารไป และส่งของทั้งหมดของตนข้ามไป และยาโคบอยู่แต่ผู้เดียว และที่นั่นมีบุรุษผู้หนึ่งมาปล้ำสู้กับเขาจนเวลารุ่งสาง และเมื่อพระองค์เห็นว่าพระองค์จะเอาชนะเขาไม่ได้ พระองค์จึงถูกต้องที่เบ้ากระดูกต้นขาของเขา และเบ้ากระดูกต้นขาของยาโคบก็เคล็ด เมื่อเขาปล้ำสู้กับพระองค์อยู่นั้น และพระองค์ตรัสว่า “ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว” และเขาพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้พระองค์ไป นอกจากพระองค์จะอวยพรแก่ข้าพเจ้า” และพระองค์ได้ตรัสกับเขาว่า “เจ้าชื่ออะไร” และเขาพูดว่า “ยาโคบ” และพระองค์ตรัสว่า “จะไม่เรียกชื่อเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะเรียกว่า อิสราเอล เพราะเจ้าเป็นเหมือนเจ้าชายที่มีอำนาจอยู่กับพระเจ้าและอยู่กับมนุษย์ และได้ชัยชนะ” และยาโคบได้ถามพระองค์ และพูดว่า “ข้าพเจ้าขอร้องพระองค์ ขอบอกข้าพเจ้าว่าพระองค์ชื่ออะไร” และพระองค์ตรัสว่า “เหตุไฉนเจ้าจึงถามชื่อของเรา” และพระองค์ก็อวยพรเขาที่นั่น และยาโคบได้เรียกชื่อสถานที่นั้นว่า เปนีเอล กล่าวว่า “เพราะข้าพเจ้าได้เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า และชีวิตของข้าพเจ้ายังคงอยู่” แสดงว่า บุรุษคนนี้เป็นพระเจ้า เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่อวยพรมนุษย์ได้ นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พระบุตรมาปรากฎแก่ยาโคบ และให้เปลี่ยนชื่อจากยาโคบมาเป็นอิสราเอลตั้งแต่นั้นมา สรุปคือ ก่อนที่พระบุตรจะเสด็จมาในโลกนั้น พระบุตรได้ทรงปรากฎในโลกนี้แล้วก่อนที่จะเสด็จมาเป็นมนุษย์ซึ่งมีนามว่า พระเยซู เมื่อพระเจ้าพระบุตรเสด็จมาตามคำนายในอดีตกาล พระองค์มีนามในโลกนี้ว่า “พระเยซู” คนซึ่งไม่เชื่อพระเยซูเป็นพระเจ้าให้เหตุผลว่า พระเยซูเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนมนุษย์ทั้งหลาย มีเกิดและมีตาย ส่วนคนซึ่งนับถือศาสนาต่างๆก็เชื่อว่า พระเยซูเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งประกอบกรรมดีจนเป็นเทพเจ้า จึงไม่แตกต่างจากพระที่พวกเขานับถือก่อนอื่น ให้เรามาพิสูจน์หลักฐานว่า พระเยซูมีจริงหรือไม่ ไม่ใช่แต่งเป็นนิทานเหมือนเรื่องรามเกียรติ์ หลักฐานที่ว่าพระเยซูเกิดมาและดำเนินชีวิตในโลก 33 ปี พระเยซูเกิดที่เมืองเบธเลเฮ็ม อาศัยอยู่ในเมืองนาซาเร็ธ เทศนาอยู่ในบริเวณทะเลสาบกาลิลี จนกระทั่งถูกจับไปตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ในกรุงเยรูซาเล็ม สถานที่ฝังศพก็มีอยู่ให้พิสูจน์ได้ในประเทศอิสราเอลในปัจจุบันนี้ เพียงแต่ว่าไม่มีซากกระดูกของพระเยซูให้ดูเหมือนกับคนอื่นๆ สรุปคือพระเยซูมีชีวิตอยู่ในโลกจริงๆ นอกจากนี้ ในโลกนี้ มีศาสนาต่างๆมากมาย ทุกศาสนามีศาสดาเป็นผู้นำของศาสนานั้น แต่ศาสดาของศาสนาซึ่งเรียกตนเองเป็นพระเจ้ามีอยู่ผู้เดียวคือ พระเยซูคริสต์ แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ตามที่พระองค์ทรงอ้าง และหลักฐานที่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้านั้นมาจากพระคัมภีร์ • ในพระคัมภีร์ใหม่ได้บันทึกว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าพระบิดา พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์คือผู้ทรงได้รับการเจิมจากพระเจ้า และเป็นพระมาซีฮาห์ซึ่งทรงมาบังเกิดในโลกนี้เพื่อไถ่ความผิดบาปของมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ • ในพระคัมภีร์เดิมก็ได้บันทึกคำทำนายต่างๆเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ก่อนที่พระองค์จะเสด็จลงมาบังเกิดในโลกนี้มีถึง 333 ครั้ง และคำทำนายทุกอย่างที่ทำนายเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ได้ถูกต้องทุกอย่าง คำทำนายเขียนขึ้นมาตั้งแต่พระคัมภีร์เล่มแรกปฐมกาลโดยโมเสส เมื่อ 1500 ปีก่อนที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาบังเกิด คำทำนายต่างๆมีดังนี้ 1. เมื่ออาดัมและเอวาห์ได้ทำบาป พระเจ้าทรงสัญญาว่า “เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้ากับพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงนี้จะทำให้หัวของเจ้าแหละ และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ” (ปฐมกาล 3:15) พระเจ้าทรงสัญญาที่จะส่งพระผู้ช่วยให้รอดลงมาบังเกิดจากเอวาเพื่อมาปราบอำนาจของซาตาน 2. โมเสสได้กล่าวกับชนชาติอิสราเอลว่า“พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรดให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้าเกิดขึ้นในหมู่พวกท่านจากพี่น้องของท่าน ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา” (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:15) พระเจ้าตรัสให้ทราบว่า วันหนึ่ง พระเยซูคริสต์ซึ่งทรงเป็นผู้เผยพระวจนะคนสุดท้ายจะมาประกาศแผ่นดินของพระเจ้าแก่มวลมนุษย์ 3. อิสยาห์และมาลาคีได้บันทึกไว้ว่า ก่อนพระมาซีฮาห์จะเสด็จมาจะมีผู้เตรียมทางก่อน (อิสยาห์ 40:3 มาลาคี 3:1, 4:5) พระคัมภีร์ใหม่ได้เล่าถึงยอห์นบัพติศโตเป็นผู้เตรียมทางก่อนพระเยซูคริสต์เสด็จมา (มัทธิว 3:1-3) 4. พระมาซีฮาห์จะมาจากครอบครัวของเจสซี ซึ่งเป็นบิดา ของกษัตริย์ดาวิด ในอิสยาห์บันทึกว่า “จะมีหน่อแตกออกมาจากตอแห่งเจสซี จะมีกิ่งงอกออกมาจากรากทั้งหลายของเขา” (อิสยาห์ 11:1) พระเยซูคริสต์สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด (มัทธิว 1:1-17) 5. เด็กชายคนหนึ่งจะเกิดจากหญิงพรหมจารีย์ “เพราะฉะนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง ดูเถิด หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรถ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานุเอล” (อิสยาห์ 7:14) อิมมานุเอลแปลว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา พระเยซูคริสต์ได้ทรงบังเกิดจากหญิงพรหมจารีย์จริงตามคำทำนาย เมื่อ 750 ปีก่อนพระเยซูคริสต์มาบังเกิด (มัทธิว 1: 18-24 ลูกา 1:26-31) พระเยซูคริสต์คืออิมมานุเอล คือพระเจ้าทรงอยู่กับเรา 6. ก่อนที่พระเจ้าพระบุตรเสด็จมาเป็นพระเยซูมาปกครองโลก อิสยาห์ได้ทำนายว่า “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช” (อิสยาห์ 9:6) ความหมายก็คือว่า พระเจ้าจะให้เด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา นั่นคือมาช่วยให้มนุษย์ได้รับความรอด เด็กคนนี้เป็นบุตรชายที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา คำว่าบุตรชายมีความหมายถึงหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แสดงว่า ท่านผู้นี้มีความรับผิดชอบต่อมวลมนุษย์ ท่านผู้นี้จะเป็นผู้ปกครองเหนือผู้ปกครองทั้งหลาย (King of kings) ท่านจะเรียกนามของท่านว่า “มหัศจรรย์” พระนามของท่านมหัศจรรย์ เพราะพระนามนี้เปลี่ยนจิตใจให้มนุษย์มาเชื่อพระเจ้า รักษาโรค ขับผีได้ ท่านยังเป็นที่ปรึกษา นั่นคือ ท่านให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้มาขอความช่วยเหลือในนามของท่าน ท่านเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คำว่ามหิทธิฤทธิ์เล็งถึงพระเจ้า มีเขียนอยู่ในพระคัมภีร์เดิม 52 ครั้ง พระเจ้าพระบิดาเรียกบุตรชายคนนี้ว่ามหิทธิฤทธิ์ คือเป็นพระเจ้าผู้มีอำนาจสูงสุด ทรงรู้สรรพสิ่งทั้งปวง ทรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง ท่านยังเป็นพระบิดานิรันดร์ คำว่าพระบิดานิรันดร์ไม่ได้หมายความว่าท่านเป็นพระเจ้าพระบิดา แต่หมายความว่า ท่านจะเป็นบิดาของมวลมนุษย์ที่เชื่อพระองค์ตลอดไปทั้งในโลกนี้และสวรรค์ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นองค์สันติราช นั่นคือ ท่านมามอบสันติสุขให้แก่ผู้ที่เชื่อพระองค์ ดังนั้น ลักษณะทุกอย่างของเด็กคนนี้เล็งถึงพระเยซูคริสต์ จากพระธรรมอิสยาห์ 9:6 นี้ยืนยันว่า พระเยซูคริสต์คือพระเจ้า 7. มีคาได้ทำนายเมื่อ 500 ปีก่อนพระบุตรมาบังเกิดในโลกว่า “โอ เบธเลเฮม เอฟราธาห์ แต่เจ้าผู้เป็นหน่วยเล็กในบรรดาตระกูลของยูดาห์ จากเจ้าจะมีผู้หนึ่งออกมาเพื่อเรา เป็นผู้ที่จะปกครองอิสราเอล ดั้งเดิมของท่านมาจากสมัยเก่าจากสมัยโบราณกาล” (มีคาห์ 5:2) พระบุตรที่ชื่อพระเยซูได้เสด็จมาบังเกิดในเมืองเบธเลเฮ็ม (มัทธิว 2:1) 8. เยเรมีย์ได้ทำนายเมื่อ 600 ปีก่อนพระบุตรมาบังเกิดว่า จะมีการประหารเด็กทารกในเมืองเบธเลเฮ็ม (เยเรมีย์ 31:15) ซึ่งถูกต้องตามคำทำนาย (มัทธิว 2:18) 9. อิสยาห์ได้ทำนายว่า พระมาซีฮาห์จะมาอยู่ที่กาลิลี (อิสยาห์ 9:1) ซึ่งตรงตามประวัติของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ทรงประกาศที่บริเวณทะเลสาปกาลิลี (มัทธิว10:1) 9. อิสยาห์ได้ทำนายว่า พระมาซีฮาห์จะมาอยู่ที่กาลิลี (อิสยาห์ 9:1) ซึ่งตรงตามประวัติของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ทรงประกาศที่บริเวณทะเลสาปกาลิลี (มัทธิว10:1) 10. อิสยาห์ได้ทำนายว่า พระมาซีฮาห์จะมารักษาความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย (อิสยาห์ 53:4) ซึ่งพระเยซูคริสต์ได้มารักษาโรคต่างๆ (มัทธิว 8:16-17) 11. เศคาริยาห์ได้ทำนายว่า พระมาซีฮาห์จะทรงลาเข้ากรุงยารูซาเล็ม (เศคาริยาห์ 9:9) ซึ่งตรงตามประวัติของพระเยซูคริสต์ (มัทธิว 21:5) 12. อิสยาห์ได้ทำนายว่า พระมาซีฮาห์จะถูกปฏิเสธ ถูกทรยศ ถูกโบยตี ถูกฆ่าเหมือนแกะ แต่ไม่ปริปาก (อิสยาห์ 53: 3-7) ซึ่งตรงตามประวัติของพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 18:15-18, 27 มาระโก 14: 65) 13. อิสยาห์ได้ทำนายว่า พระมาซีฮาห์จะถูกฆ่าตาย เขาจะจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนอธรรม ในความตายของท่าน เขาจัดไว้กับเศรษฐี (อิสยาห์ 53:9) พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน กับโจรสองคน (ลูกา 22:37) และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ฝังศพของเศรษฐี (มัทธิว 27:57-60) 14. กษัตริย์ดาวิดได้ทำนายถึงพระมาซีฮาร์ได้สนทนากับพระเจ้าพระบิดาว่า พระเจ้าข้า บรรดาสุนัขล้อมรอบข้าพระองค์ไว้ คนทำชั่วหมู่หนึ่งล้อมข้าพระองค์ เขาแทงมือแทงเท้าข้าพระองค์ (สดุดี 22:16) พระเยซูทรงถูกรายล้อมสอบสวนโดยพวกฟารีสี กษัตริย์เฮโรด และปิลาต และทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน โดยถูกตอกตะปูที่มือและเท้า 15. พระเยซูได้ทรงอ้างถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์และสาวกของพระองค์ถูกกระจัด กระจายไปตามที่ทำนายไว้ในเศคาริยาห์ว่า “เราจะประหารผู้เลี้ยงแกะ และแกะฝูงนั้นจะกระจัดกระจายไป” (เศคาริยาห์ 13:7) 16. ดาเนียลได้เห็นนิมิตเกี่ยวกับบุตรมนุษย์ (ดาเนียล 7:13) ชื่อนี้เล็งถึงพระบุตร หรือพระเยซูคริสต์ มัทธิวบันทึกว่า เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์จะปรากฎขึ้นในท้องฟ้า (มัทธิว 24:30) พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาอีกในอนาคต สรุปคือ การทำนายเกี่ยวกับพระบุตรหรือพระผู้เป็นเจ้าคือพระเยซูคริสต์ว่าจะเสด็จมาในโลกเพื่อไถ่ความบาปของมวลมนุษย์นั้นถูกต้องทุกอย่าง แสดงว่า พระคัมภีร์เล่มนี้เป็นจริงและถูกต้อง และเป็นเครื่องยืนยันว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และทรงเป็นพระเจ้าแน่นอน หลักฐานอื่นๆที่แสดงว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้ามาจาก 3 แหล่งด้วยกัน 1. พระเยซูคริสต์เองก็ได้สำแดงพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า เมื่อพระเยซูคริสต์รับบัพติศมาที่แม่น้ำจอร์แดน มีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” (มัทธิว 3:17) เมื่อพระเยซูเป็นบุตรพระเจ้า พระเยซูก็คือพระเจ้า พระเยซูตรัสตอนหนึ่งว่า “เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น 6:38) พระเยซูลงมาจากสวรรค์ก็ต้องแสดงว่าพระองค์เป็นพระเจ้าเพราะที่อยู่ของพระเจ้าอยู่ในสวรรค์ เมื่อพระเยซูทรงตอบคำถามของพวกยิว มีตอนหนึ่ง พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เราดำรงอยู่ก่อนอับราฮัมเกิด” (ยอห์น 8:58) แสดงว่าพระเยซูไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาที่จะกล่าวคำเหล่านี้ให้พวกยิวซึ่งไม่พอใจพระองค์ เมื่อสาวกของพระองค์เกิดความวิตกกังวล พระเยซูตรัสว่า “ อย่าให้ใจของท่านวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย ในพระนิเวศของพระบิดามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหน ท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย” (ยอห์น 14:1-3) พระเยซูตรัสว่า “จงเชื่อเราเถิดว่า เราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเรา” (ยอห์น 14:11) อีกตอนหนึ่ง พระเยซูตรัสว่า “เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (ยอห์น 10:30) เมื่อพระเยซูถูกสอบสวนต่อหน้าสภา พระเยซูตรัสว่า “แต่ตั้งแต่นี้ไป บุตรมนุษย์จะนั่งข้างขวาพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ” คนทั้งปวงจึงถามว่า “ท่านเป็นบุตรของพระเจ้าหรือ” พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ก็ท่านว่าแล้วว่าเราเป็น” (ลูกา 22:69, 70) คำว่าบุตรมนุษย์เล็งถึงเด็กคนนั้นในพระธรรมอิสยาห์คือ พระเจ้าจะมาบังเกิด คำว่า “เราเป็น” เป็นคำซึ่งคนอิสราเอลรู้ว่า เป็นคำเรียกพระเจ้า หลักฐานจากพระเยซูคริสต์ที่แสดงว่าพระองค์เป็นพระเจ้าที่สำคัญที่สุดคือการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ นั่นก็เป็นการสำแดงถึงการเป็นพระเจ้าซึ่งทรงเป็นและทรงอยู่ชั่วนิรันดร์ 2. สาวกของพระเยซูคริสต์ก็ยืนยันว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า อัครสาวกยอห์นกล่าวว่า “ในปฐมกาล พระวาทะ (พระเยซูคริสต์) ดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า” (ยอห์น 1:1) อัครสาวกยอห์นได้เล่าเหตุการณ์ครั้งหนึ่งคือ มีชายคนหนึ่งชื่อลาซารัส เมื่อลาซารัสตายไป พระเยซูตรัสกับมาธาว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม” มารธาทูลพระองค์ว่า “เชื่อ พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าที่เสด็จมาในโลก” (ยอห์น 25-27) เหตุการณ์อีกครั้งหนึ่งปรากฎภายหลังที่พระเยซูคริสต์ได้ฟื้นคืนพระชนม์ พระเยซูคริสต์ได้มาปรากฎแก่สาวกของพระองค์ แต่โธมัสสาวกคนหนึ่งของพระเยซูคริสต์ไม่อยู่ เขาไม่ยอมเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ได้ฟื้นคืนพระชนม์ ครั้นล่วงไป 8 วันแล้ว เหล่าสาวกของพระองค์อยู่ด้วยกันในบ้านนั้นอีกและโธมัสก็อยู่กับพวกเขา ด้วยประตูปิดแล้ว แต่พระเยซูเสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ท่ามกลางเขา และตรัสว่า “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด แล้วพระองค์ตรัสกับโธมัสว่า จงยื่นนิ้วมาที่นี่และดูมือของเรา จงยื่นมือออกคลำที่สีข้างของเรา อย่าขาดความเชื่อเลย จงเชื่อเถิด” โธมัสทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ยอห์น 21:26-28) อัครทูตเปาโลได้เขียนในพระธรรมโคโลสี เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ว่า “พระองค์ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้าผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง เพราะว่าในพระองค์ สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้นทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ไม่ว่าจะเป็นเทวบัลลังก์หรือเป็นเทพอาณาจักรหริอเป็นเทพผู้ครองหรือศักดิเทพ สรรพสิ่งทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์ พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์ ” (โคโลสี 1:15-17) 3. คริสเตียนทั้งหลาย คนที่เชื่อพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระผู้เป็นเจ้ารู้ว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า เพราะพวกเขามีประสบการณ์กับชีวิตใหม่ซึ่งประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงพระเยซูคริสต์แก่พวกเขา ให้รู้ว่า พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ด้วยกับเขา เขารู้ว่า พระเยซูคริสต์ได้ช่วยเขาในยามที่เขาลำบาก เพราะ “พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล” (ฮีบรู 13:8) ด้วยหลักฐานที่กล่าวมา เราจึงแน่ใจว่า พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่ถึงทุกวันนี้ เพราะพระองค์ตรัสกับคริสเตียนผ่านทางอธิษฐานทรงสำแดงการอัศจรรย์โดยการรักษาโรคแก่คริสเตียนที่แสวงหาพระองค์ และทรงมีอำนาจเหนือซาตานที่จะมาทำร้ายคริสเตียน ดังนั้น คริสเตียนทุกคนรู้ว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า