54 เลือดมีความสำคัญอย่างไรต่อชีวิต
ในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ว่า เลือดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ถ้าขาดเลือด ชีวิตจะตาย แท้ที่จริง พระคัมภีร์ได้เขียนไว้เมื่อ 3,500 ปีมาแล้วว่า เพราะว่าชีวิตของเนื้อหนังอยู่ในเลือด (เลวีนิติ 17:11) แสดงว่าเลือดที่อยู่ในเนื้อหนังสำคัญต่อชีวิตมากกว่าอวัยวะอื่นๆ ให้มาดูร่างกายของมนุษย์ เซลล์ในร่างกายมนุษย์มีทั้งสิ้น 100,000,000,000,000 (100 Trillion) เซลล์ เซลล์เม็ดเลือดแดงมีทั้งสิ้น ? ของเซลล์ในร่างกาย 25,000,000,000,000 (25 Trillion) เซลล์เม็ดเลือดแดงวิ่งอยู่ในหลอดเลือดตลอดเวลาและตลอดชีวิตของเรา เม็ดเลือดแดงแต่ละเม็ดเดินทางในหลอดเลือด 60,000 ไมล์ต่อวัน ถ้าเอาเม็ดเลือดแดงเรียงกันจะยาว 6000 ไมล์ เม็ดเลือดแดงหนึ่งเม็ดเดินทางทั่วร่างกายถึง 250,000 เที่ยวก่อนจะตาย เม็ดเลือดแดงประกอบด้วยสารฮีโมโกลบิน (สีแดงของเม็ดเลือด) เม็ดเลือดหนึ่งเม็ด มีสารฮีโมโกลบิน 265,000,000 โมเลกุล ฮีโมโกลบินหนึ่งโมเลกุล ประกอบด้วยโปรทีนสี่เส้นหรือ 570 อะมีโนเอซิด โปรทีนแต่ละสายมีธาตุเหล็กอยู่ตรงกลาง ธาตุเหล็กทำหน้าที่เหมือนแม่เหล็กคอยจับอ็อคซิเจนแล้วนำไปที่ต่างๆในร่างกาย
เม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณสี่เดือนแล้วตายไป ทุกๆวินาที เซลล์เม็ดเลือดแดงตายประมาณ 8 ล้านเม็ดเซลล์ ไขกระดูกก็สร้างขึ้นมาจำนวนเท่ากัน เมื่อเม็ดเลือดแดงตาย ร่างกายจะสร้างฮีโมโกลบินโมเลกุลในทุกหนึ่งวินาที 500,000,000,000,000 โมเลกุล มาทดแทน เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำอาหารและอ๊อคซิเจนไป (1) บำรุงเลี้ยง (2) ล้างชำระและ (3) รักษาอวัยวะต่างๆในร่างกาย สรุปคือ เซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นเซลล์ที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ทำหน้าบำรุงเลี้ยง ชำระและรักษา ถ้าขาดเลือด ชีวิตจะตาย เลือดจึงเป็นสัญญาลักษณ์ของการมีชีวิต เมื่อ 3,500 ก่อน ชนชาติอิสราเอลได้ถวายสัตวบูชา และเทเลือดลงบนแท่นบูชา พระเจ้าตรัสว่า “เพราะว่าชีวิตของเนื้อหนังอยู่ในเลือด เราได้ให้เลือดแก่เจ้าเพื่อใช้บนแท่น เพื่อจะทำการลบมลทินบาปแห่งวิญญาณจิตของเจ้า เพราะว่าโลหิตเป็นสิ่งที่ทำการลบมลทินบาป ด้วยชีวิตเป็นเหตุ” (เลวีนิติ 17:11) ทำไมพระเจ้าได้ใช้เลือดสัตว์เป็นที่ลบมลทินไถ่บาปของ จิตวิญญาณของมนุษย์ คำตอบคือ เมื่ออาดัมและเอวาได้ทำบาปต่อพระเจ้า เนื้อหนังและเลือดของมนุษย์ตกอยู่ในความบาป พระเจ้าทรงเลือกเลือดในการไถ่บาปของมนุษย์เพื่อช่วยชีวิตของมนุษย์ให้รอด แผนการของพระเจ้าคือทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ที่มีเลือดอยู่ให้อาดัมกับเอวาปกปิดกาย (ปฐมกาล 3:21) นั่นคือ พระเจ้าเอาเลือดในหนังสัตว์มาปิดบาปไว้
ดังนั้น ตั้งแต่อาดัมและเอวามาถึงลูกๆให้นำสัตว์และเลือดสัตว์มาถวายบูชา ต่อมา อาดัมและเอวามีลูกชายคนแรกชื่อ คาอิน แบะลูกชายคนที่สองชื่อ อาแบล ในพระธรรมปฐมกาลเขียนว่า “อาแบลก็นำแกะหัวปีจากฝูงและไขมันของแกะมาถวาย” (ปฐมกาล 4:4) เลือดแกะกลายเป็นสัญญาลักษณ์ของการไถ่บาป ภายหลังน้ำท่วมโลก โนอาห์และครอบครัวลงจากเรือ ก็สร้างแท่นบูชาพระเจ้า และเลือกเอาสัตว์และนกประเภทไม่มลทินบางตัวมาเผาบูชาถวายที่แท่นนั้น (ปฐมกาล 8:20) พระเจ้าทรงต้องการให้ผู้เชื่อพระเจ้าถวายสัตวบูชาเพื่อไถ่บาป เพราะในเนื้อสัตว์มีเลือดอยู่ ความสำคัญนั้นอยู่ในเลือด ไม่ใช่เนื้อสัตว์ เพราะพระคัมภีร์เขียนว่า “เพราะว่าชีวิตของเนื้อหนังอยู่ในเลือด” (เลวีนิติ 17:11) เนื้อหนังของสัตว์ไม่ให้ชีวิต แต่เลือดให้มีชีวิตแก่เนื้อสัตว์และอวัยวะอื่นๆในร่างกาย เลือดจึงเป็นสัญญาลักษณ์ของการไถ่บาป ก่อนน้ำท่วมโลก มนุษย์ไม่กินเนื้อสัตว์ พระเจ้าอนุญาตเป็นครั้งแรกให้โนอาห์และครอบครัวกินทุกสิ่งที่มีชีวิตเป็นอาหารได้ แต่อย่ากินเนื้อพร้อมกับชีวิตของมันคือเลือดของมัน (ปฐมกาล 9:3-4) พระเจ้าห้ามมนุษย์กินเลือด พระเจ้าตรัสว่า “โลหิตที่เป็นชีวิตของเจ้านั้น เราจะทวง เราจะทวงจากสัตว์ทั้งปวง และเราจะทวงจากมนุษย์ด้วย” (ปฐมกาล 9:5)
อีกตัวอย่างหนึ่ง “ถ้าวงศ์วานอิสราเอลหรือคนต่างด้าวคนใดผู้อาศัยอยู่ท่ามกลางเขารับประทานเลือด เราจะหมายหน้าบุคคลผู้รับประทานเลือดนั้น และจะอเปหิเขาเสียจากชนชาติของตน” (เลวีนิติ 17:10) ต่อมา เมื่อพระเยซูคริสต์ พระบุตรพระเจ้าเสด็จมาเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อหลั่งเลือดของพระองค์เองออกมาล้างบาปของมนุษย์แทนเลือดสัตว์ ข้อแตกต่างระหว่างเลือดสัตว์กับเลือดพระเยซูคือ ในพันธสัญญาเดิม ปุโรหิตนำเลือดของสัตว์มาเทลงบนแท่นบูชา แสดงว่า พระเจ้ายอมรับให้เลือดสัตว์ไว้ปกปิด หรือคลุมบาปของมนุษย์ไว้ แต่ในพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าเสด็จลงมา เป็นมนุษย์ชื่อพระเยซู พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนสละเลือดของพระเจ้าในร่างของมนุษย์มาล้างบาปของคนทั้งโลก (1 ยอห์น 2:2) คือบาปที่ติดมาจากอาดัมและเอวา ที่เรียกว่า บาปกำเนิด เลือดพระเยซูล้างบาปทั้งหมดที่ติดมาจากอาดัมและเอวา เป็นการสละเลือดครั้งเดียว ไม่ต้องไปฆ่าสัตว์เพื่อถวายบูชาไถ่บาปอีกตลอดไป และถ้าไม่มีโลหิตไหลออกแล้วก็จะไม่มีการอภัยบาปเลย (ฮีบรู 9:22) แต่บาปจากการกระทำเมื่อเป็นผู้ใหญ่ มนุษย์ต้องสารภาพว่าเป็นคนบาปและเชื่อพระเยซูคริสต์ เมื่อเลือดพระเยซูมาล้างบาปของมนุษย์ มนุษย์จะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ มนุษย์จึงเข้าสู่สวรรค์ได้ พระเยซูตรัสว่า “ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 6:53) ความหมายคือ พระเยซูจะล้างบาปที่ติดอยู่กับจิตวิญญาณของเราทั้งสิ้น ยิ่งกว่านั้น เม็ดเลือดแดงของพระเยซูคริสต์
ยังมีอีกความหมายหนึ่งคือหมายถึง พระวาทะ (พระคำ) หรือ ปัญญาของพระเจ้า เพราะ พระคำของพระเจ้าใช้ บำรุงเลี้ยง ชำระ และรักษาจิตวิญญาณ เช่นเดียวกัน เม็ดเลือดแดงไปบำรุงเลี้ยง ล้างชำระและรักษาร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายแข็งแรง พระคำของพระเจ้าไปบำรุงเลี้ยง ล้างชำระและรักษาจิตวิญญาณให้แข็งแรง จิตวิญญาณนั้นไม่ตาย ส่วนร่างกายนั้นตาย จิตวิญญาณจึงอยู่ชั่วนิรันดร์ ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จิตวิญญาณจะไปอยู่ในสวรรค์ของพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่า พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “จิตวิญญาณเป็นที่ให้มีชีวิต ส่วนเนื้อหนังไม่มีประโยชน์อันใด ถ้อยคำซึ่งเราได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต” ยอห์น 6:63
เลือดเป็นชีวิต พระคำของพระเจ้าก็เป็นชีวิต นั่นคือ
1. บำรุงเลี้ยง “จิตวิญญาณเป็นที่ให้มีชีวิต ส่วนเนื้อหนังไม่มีประโยชน์อันใด ถ้อยคำซึ่งเราได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้น เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต” ยอห์น 6:63
2. ชำระ “ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน” (ยอห์น 15:3)
3. รักษา “การคลี่คลายพระวจนะของพระองค์ให้ความสว่างทั้งให้ความเข้าใจแก่คนรู้น้อย” (สดุดี 119:130)
พระเยซูเปรียบเทียบให้ฟังว่า ผู้ที่กินเนื้อ (ติดสนิทกับพระเยซูคริสต์)และดื่มโลหิต (พระคำ) ของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย (ยอห์น 6:53) สุดท้ายนี้ พระเยซูต้องการให้เราร่วมพิธีมหาสนิทกับพระองค์ด้วยการรับประทานขนมปังและน้ำองุ่น “เมื่อรับประทานแล้ว พระองค์จึงทรงหยิบถ้วยด้วยอาการอย่างเดียวกัน ตรัสว่า ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่โดยโลหิตของเรา เมื่อท่านดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด จงดื่มเป็นที่ระลึกถึงเรา” (1 โครินธ์11:25) พระองค์ให้เราดื่มโลหิตของพระองค์หมายความว่า ให้เราเชื่อโลหิตของพระองค์ว่าล้างบาปของเราได้ เมื่อนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเป็นพระเจ้าจะเข้ามาอาศัยในเรา เพราะว่า “ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 6:53) นั่นคือ ใครที่มีเลือดพระเยซูมาชำระล้างบาป ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์