คุณเลือกทางไหน

2.4 พระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อเอาพระโลหิตของพระองค์มาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของมนุษย์ทั้งปวงด้วยการมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ในวันที่สาม พระเยซูคริสต์ได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์ได้ทรงปรากฎแก่สาวกของพระองค์ 40 วัน ก่อนที่พระเจ้ารับพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์และประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ใน 40 วันนั้น พระเยซูได้ทรงปรากฎแก่มารีย์มักดาลา ที่นอกอุโมงค์ฝังศพ (มาระโก 16:9, ยอห์น 20:14-18) แก่สาวก 2 คน ซึ่งเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปหมู่บ้านเอมมาอูส (มาระโก 16:12-13, ลูกา 24:13-35) แก่ซีโมนเปโตร ที่กรุงเยรูซาเล็ม (ลูกา 24:34) แก่สาวก 10 คน ยกเว้นโธมัส ที่กรุงเยรูซาเล็ม (ลูกา 24:36-43) แก่โธมัสร่วมสาวก 10 คนที่เยรูซาเล็ม (ยอห์น 20:26-31) แก่สาวก 7 คน คือ ซีโมน-เปโตร โธมัส นาธานาเอล ยากอบ ยอห์น และสาวกอีก 2 คน ที่ทะเลทิเบเรียส (ยอห์น 21:1-14) แก่สาวก 11 คนบนภูเขาที่กาลิลี (มัทธิว 28:16, มาระโก 16:14-18) แล้วพาสาวก 11 คนออกไปถึงหมู่บ้านเบธานีซึ่งเป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ภูเขามะกอกเทศใกล้กรุงเยรูซาเล็ม และที่ภูเขามะกอกเทศ พระเจ้าได้ทรงรับพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์ (ลูกา 24:50) อัครทูตเปาโลได้บันทึกเพิ่มเติมในพระธรรม 1 โครินธ์ 15:5-8 ว่าพระเยซูได้ทรงปรากฎแก่เคฟาส หรือ ซีโมนเปโตร อัครทูตเปาโลไม่ได้เขียนแน่ชัดว่าเป็นเวลาเดียวกับที่บันทึกในพระธรรมลูกา 24:34 หรือ พระเยซูคริสต์ทรงปรากฎให้เห็นภายหลังแล้วแก่อัครทูต 12 คน แสดงว่าพระเยซูคริสต์ทรงปรากฎแก่อัครทูต 12 คน ภายหลังจากที่มีการเลือกอัครสาวกคนใหม่ คือ มัทธีอัส แทนยูดาส อิสคาริโอท พระองค์ทรงปรากฎแก่พวกพี่น้องกว่า 500 คน ในคราวเดียว ซึ่งส่วนมากยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่อาจารย์เปาโลเขียนพระธรรม 1 โครินธ์ ต่อมาทรงปรากฎแก่ ยา กอบน้องชายพระเยซู และแก่อัครทูตทั้งหมดอีกครั้ง และต่อมาทรงปรากฎแก่อาจารย์เปาโล นอกจากนี้ พระเยซูยังได้ปรากฎแก่สเทเฟน ก่อนที่คนยิวขว้างหินให้ตาย (กิจการ 7:55-56) และยอห์น ซึ่งถูกรับขึ้นไปบนสวรรค์ และเห็นพระเยซูในลักษณะของพระเมษโปดก (วิวรณ์ 5:6-14) คือพระเยซูคริสต์ นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกโดยบุคคลซึ่งไม่เชื่อพระเยซู 1. ปิลาตและทหารโรมันตลอดจนพวกฟาริสีและคนยิวต่างยืนยันการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เพราะพวกเขาได้ให้ทหารมาเฝ้าหลุมฝังศพของพระเยซูไม่ให้สาวกของพระองค์มาขโมยศพไป ในวันที่สามพระองค์ได้ฟื้นคืนพระชนม์ และอุโมต์ฝังศพว่างเปล่าลงจนถึงปัจจุบัน 2. นักประวัติศาสตร์ของยิวชื่อ โยเซฟัส (Josephus) ได้บันทึกในศตวรรษแรกว่า เยซูมาปรากฎแก่พวกสาวกของพระองค์ในวันที่ 3 หลังจากที่ตายไปแล้วตามที่มีผู้พยากรณ์ได้ทำนายไว้ 3. ทหารโรมันที่ชื่อพลีนี คนหนุ่ม (Pliny the Younger) ได้เขียนจดหมายถึงจักรพรรดิ์ ทราจาน (Trajan) ว่า พลเมืองที่เขาปกครองได้เชิอว่า เยซูได้ฟื้นจากตายจริงๆ พวกเขาแสดงออกด้วยการเป็นพยานและการประพฤติของพวกเขา 4. ทหารโรมันชื่อ ซูโตนิอุส ได้บันทึกไว้ในปี ค.ศ. 49 หรือ 16 ปีหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์ว่า ข้าพเจ้าได้ขับไล่พวกยิวที่มาจากโรม เพราะพวกเขาก่อการจลาจล พวกเขาสวามิภักดิ์ต่อเยซู ชาวนาซาเร็ท ประหนึ่งว่า เยซูคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ 5. อิคนาทิอูส (Ignatius) ได้จดบันทึกว่า เยซูฟื้นจากความตายใน3 วัน 6. ศาสตราจารย์ สุคินิค (Sukenik) ได้ค้นพบโลงศพ 5 โลงซึ่งผู้ตายถูกฝังในปี ค.ศ. 53 แสดงว่าคนเหล่านี้ยังอยู่ในเหตุการณ์เมื่อสาวกของพระเยซูคริสต์ยังอาศัยอยู่ในโลก โลงศพเหล่านี้มีคำจารึกว่าไว้ 2 ประโยคคือ ประโยคแรกเขียนเป็นภาษากรีกคือ IESU IOU แปลว่า เยซูทรงช่วยข้าพเจ้า และ ประโยคที่สองเขียนเป็นภาษาอาลาเมคคือ YESHU ALOTH แปลว่า เยซูจะช่วยเขาให้เป็นขึ้นมาอีก มีบางคนอาจสงสัยเลยว่าในขณะนี้พระเยซูคริสต์ได้ประทับอยู่ในสรวงสวรรค์แล้ว แล้วพระเยซูคริสต์ยังอยู่ในโลกนี้กับเราหรือไม่ คำตอบก็คือพระองค์ยังอยู่ในโลกนี้กับเรา พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น” (มัทธิว 18:20) อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “แต่พระเยซูนี้ทรงดำรงตำแหน่งปุโรหิตตลอดกาล เพราะพระองค์ทรงดำรงชีวิตอยู่เป็นนิตย์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงสามารถเป็นนิตย์ที่จะช่วยคน ทั้งปวงที่ได้เจ้ามาถึงพระเจ้าโดยทางพระองค์นั้นให้ได้รับความรอด เพราะว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ เพื่อช่วยทูล ขอพระกรุณาให้คนเหล่านั้น” (ฮีบรู 7:24) พระเยซูคริสต์ประทับอยู่ที่นี่กับเราทางจิตวิญญาณ โดยการสำแดงผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป” (มัทธิว 14:16) เมื่อเรารับเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทับอยู่ในเรา และจะสำแดงพระเยซูคริสต์ให้เราเห็น นั่นคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นผู้ช่วยติดต่อระหว่างพระเยซูคริสต์กับเรา พระเยซูคริสต์ จะเป็นผู้นำเราไปถึงพระบิดาในสวรรค์ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ในวันนั้น ท่านทั้งหลายจะรู้ว่า เราอยู่ในพระบิดา และท่านอยู่ในเรา และเราอยู่ในท่าน ผู้ใดที่มี บัญญัติของเราและประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ ที่รักเรา และผู้ที่รักเรานั้นพระบิดาของเราจะทรงรักเขา และเราจะรักเขา และจะสำแดงตัวให้ปรากฏแก่เขา” (ยอห์น 14:20-21)การที่พระเยซูทรงประทับอยู่ในสวรรค์ และพระองค์ ทรงประทับอยู่ที่นี่กับผู้เชื่อพระองค์ด้วยโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การส่งสัญญาณเสียงและภาพทางโทรศัพท์ไร้สาย พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในสวรรค์ทรงถือเครื่องโทรศัพท์ไร้สายไว้เสมอ ถ้าใครต้องการติดต่อ กับพระองค์ เขาก็ต้องมีเครื่องโทรศัพท์อีกเครื่อง คือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระเจ้าได้มอบให้เขา ดังนั้นเขาจึงสามารถสนทนากับพระองค์ได้ตลอดเวลา ถ้าเขาดับพระวิญญาณเขาก็เท่ากับทิ้งโทรศัพท์ที่เราถืออยู่ไปเขาก็ติดต่อกับพระองค์ไม่ได้ถ้าเขาต้องการติดต่อกับพระองค์ ให้เขาอธิษฐานและอ่านพระคำของพระองค์ทางพระคัมภีร์ และ พระเยซูคริสต์จประทับอยู่ในเขาตลอดไปเป็นนิตย์สรุปคือ ในวันนี้ พระเยซูคริสต์ทรงปรากฎแก่คริสเตียนซึ่งแสวงหาพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงปรากฎแก่คริสเตียนในพระลักษณะของจิตวิญญาณ หรือ ในการอธิษฐาน ในความฝันหรือวิธีการอื่นๆ เพราะพระเยซูคริสต์ยังทรเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล (ฮีบรู 13:8) คนที่มีประสบการณ์กับพระเยซูคริสต์เท่านั้นจึงรู้ว่าพระองค์สถิตอยู่ด้วย