คุณเลือกทางไหน
2.3 พระเยซูคริสต์ทรงเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
เมื่อพระเจ้าทรงสร้างอาดัมและเอวาให้อาศัยอยู่ในสวนเอเดน พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ตรัสแก่เขาว่า “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเลและฝูงนกในอากาศกับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้าเป็นอาหาร” (ปฐมกาล 1:28-29) จะเห็นได้ว่า มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องมีความสุขมาก เพราะสัตว์ทั้งหลายอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องแย่งอาหารกัน มนุษย์ก็มีอาหารรับประทานตลอด
ไป ไม่มีความยากลำบาก ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องไปทำงานเลี้ยงชีพ เพราะมีทุกสิ่งทุกอย่างอำนวยความสุขในสวนเอเดน พวกเขาดูแลสวนและฝูงสัตว์ นก ต้นไม้ ในเวลาเย็น พระเจ้าทรงเสด็จมาเยี่ยมมนุษย์ในสวนนั้น แต่ในเวลาต่อมาอาดัมและเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไปเชื่อฟังซาตาน พระเจ้าจำต้องในมนุษย์ออกจากสวนเอเดนให้มาอาศัยอยู่ในโลกนี้ พระเจ้าทรงมีพระคุณต่อมนุษย์ตั้งแต่ปฐมกาล พระองค์ทรงวางแผนการต่างๆที่จะนำพามนุษย์กลับมาอยู่กับพระองค์
วิธีแรก คือการถวายสัตวบูชาแด่พระเจ้า เมื่ออาดัมและเอวาทำบาป เขาทั้งสองหนีไปหลบซ่อนพระเจ้า พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมกับเอวาสวมปกปิดกาย (ปฐมกาล 3:21) เพราะกายนั้นมีความบาปเปรอะเปื้อนอยู่ นี่เป็นสัญญาลักษณ์ที่พระเจ้าทรงแนะหนทางให้แก่มนุษย์ที่จะหาทางกลับมาหาพระเจ้าด้วยการถวายเครื่องสัตวบูชา อาดัมและเอวาห์มีบุตรชาย 2 คน คนแรกชื่อคาอิน คนที่สองชื่ออาแบล ทั้งคู่ไดนำเครื่องบูชามาถวายพระเจ้า คาอินคนพี่นำพืชผลเกิดจากไร่นามาถวายพระเจ้า แต่อาแบลนำสัตว์มาถวายบูชาแด่พระเจ้า พระเจ้าทรงพอใจการถวายของอาแบล เพราะอาแบลเชื่อฟังพระเจ้าด้วยการนำสัตว์มาถวาย แต่คาอินไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้า แทนที่จะถวายด้วยสัตว์แต่ไปถวายพืชผลแทน ดังนั้น การถวายสัตวบูชาจึงเป็นหนทางแรกที่พระเจ้าทรงมอบให้มนุษย์ปฏิบัติเพื่อพวกเขาจะสามารถกลับไปอยู่กับพระเจ้าได้อีก แต่มนุษย์ได้ทำบาปต่อพระเจ้าจนพระเจ้าต้องล้างโลกด้วยน้ำเหลือแต่โนอาห์และครอบครัวของเขา ต่อมาลูกหลานของโนอาห์ได้ทำบาปต่อพระเจ้า นิมโรดซึ่งเป็นลูกของคูช และเป็นหลานของฮามเป็นพรานใหญ่ยิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า แสดงถึงความยื่งใหญ่ของนิมโรดที่ต้องการทัดเทียมพระเจ้า หรือตั้งตนเป็นพระเจ้าให้คนกราบไหว้ ต่อมามนุษย์ได้สร้างหอบาเบลท้าทายพระเจ้า นอกจากมนุษย์ในสมัยนั้นไม่ถวายสัตวบูชา ยังมีการสร้างรูปเคารพให้คนกราบไหว้แทนพระเจ้า แต่พระเจ้าได้ทรงหาทางให้มนุษย์มีโอกาสกลับมาหาพระเจ้า พระเจ้าทรงหาทางใหม่
วิธีที่สองคือการมอบพระบัญญัติสิบประการให้มนุษย์ปฏิบัติ เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์ทรงเลือกอับรามให้มาเป็นต้นตระกูลของชนชาติของพระเจ้า พระเจ้าทรงตั้งให้เป็นชนชาติอิสราเอล แต่ชนชาตินี่ได้กบฏต่อพระเจ้าเสมอๆ จนพระเจ้าต้องเลือกโมเสสไปรับพระบัญญัติสิบประการจากพระเจ้าบนภูเขาซีนาย (อพยพ20:1-17) ขณะที่โมเสสไปรับพระบัญญัติสิบประการนั้น ชนชาติอิสราเอลที่อยู่ในทะเลทรายก็สร้างพระโคทองคำขึ้นมากราบไหว้ จนพระเจ้าต้องทำลายล้างคนกลุ่มนั้น ความบาปของคนเหล่านั้นทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสเข้าสู่แผ่นดินคานาอันที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ มีเพียงสองคนซึ่งสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าคือ โยชูวาและคาเลปมีโอกาสเข้าไปได้ ก่อนที่ชนชาติอิสราเอลจะเข้าสู่แผ่นดินคานาอัน โมเสสได้เตือนชาวอิสราเอลว่า “เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงระมัดระวังที่จะกระทำดังที่พระยะโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลายได้บัญชาไว้นั้น ท่านทั้งหลายอย่าหันไปทางขวามือหรือทางซ้ายเลย ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระยะโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้เพื่อท่านจะมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินซึ่งท่านจะยึดครองนั้น (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:32-33) แต่โมเสสก็รู้ว่า ชาวอิสราเอลจะหันเหจากออกจากทางนั้น (เฉลยธรรมบัญญัติ 31:29) เมื่อพวกชาวอิสราเอลได้เข้าสู่แผ่นดินคานาอัน แทนที่พวกเขาจะปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพระเจ้า พวกเขากลับไปกราบไหว้รูปเคารพ ทำบาปต่อพระเจ้า จนมาถึงสมัยของอิสยาห์ ชาวอิสราเอลก็ยังคงทำบาปต่อพระเจ้า เพราะได้หันเหจากทางของพระเจ้า อิสยาห์ได้เตือนว่า “และเมื่อเจ้าหันไปทางขวาหรือหันไปทางซ้าย หูของเจ้าจะได้ยินวจนะข้างหลังเจ้าว่า “นี่เป็นหนทาง จงเดินไปทางนี้” แล้วเจ้าจะทำลายรูปเคารพสลักอาบเงินของเจ้าและรูปเคารพหล่อชุบทองคำของเจ้า เจ้าจะกระจายมันไปอย่างของไม่สะอาดและเจ้าจะกล่าวแก่มันว่า “ไปให้พ้น” (อิสยาห์ 30:21-22) อิสยาห์ได้เห็นความชั่วช้าของมนุษย์ซึ่งไม่เชื่อฟังพระเจ้าไปสร้างแท่นบูชาถวายพระอื่นตามความเชื่อผิดๆ ไปกราบไหว้พระอื่นๆซึ่งสร้างด้วยมือมนุษย์ อิสยาห์ได้บอกกับชาวอิสราเอลว่า “พระเจ้าทรงเมตตามนุษย์จะมอบทางใหม่ให้ และจะมีทางหลวงที่นั่นและเขาจะเรียกทางนั้นว่า วิสุทธิมรรค คนไม่สะอาดจะไม่เดินทางนั้น แม้คนโง่จะไม่หลงในนั้น” (อิสยาห์ 35:8) กษัตริย์ดาวิดได้คร่ำครวญต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอสอนมรรคาของพระองค์แก่ข้าพระองค์ และทรงนำข้าพระองค์ไปบนวิถีราบ เหตุด้วยศัตรูของข้าพระองค์” (สดุดี 27:11)
วิธีสุดท้าย พระเจ้าได้นำวิธีการต่างๆมาช่วยมนุษย์ให้ได้รับความรอด แต่มนุษย์ยังกระทำบาป ไม่เชื่อฟังผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าในยุคพระคัมภีรืเดิม ในที่สุด พระเจ้าทรงเห็นแล้วว่า มนุษย์ไม่สามารถเดินในทางของพระเจ้าได้ พระเจ้าจึงได้ทรงส่งพระเยซูคริสต์ลงมาในโลกตามที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ตั้งแต่ปฐมกาล และได้มีการทำนายถึงการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์เดิม แม้แต่อิสยาห์ กษัตริย์ดาวิดต่างก็รอคอยทางนั้น เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา (ยอห์น 14:6) พระเยซูคริสต์มาไถ่บาปด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อให้พระโลหิตของพระองค์ซึ่งหลั่งลงมาแทนเลือดแกะซึ่งนำไปถวายบูชาเพื่อชำระบาปของมวลมนุษย์ พระโลหิตของพระองค์ได้ทำให้มนุษย์เป็นผู้ชอบธรรม “เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์ เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้า เราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อเราคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่ มิใช่เพียงเท่านั้น เราทั้งหลายยังชื่นชมยินดีในพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นเหตุให้เราได้คืนดีกับพระเจ้า” (โรม 5:9-11)