คุณเลือกทางไหน

2.2 พระเยซูคริสต์เปลี่ยนความบาปกลายเป็นความชอบธรรม

พระธรรมโรม บทที่ 3 ทั้งบทเป็นบทที่สำคัญบทหนึ่งต่อชีวิตของคริสเตียน เมื่ออาดัมและเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า การไม่เชื่อฟังพระเจ้าคือการกระทำบาปต่อพระเจ้า ตราบาปได้ติดตัวลูกหลานที่เกิดในเวลาต่อมา อัครทูตเปาโลบอกว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวยิว หรือ ชาวต่างชาติล้วนอยู่ใต้อำนาจของความบาปทั้งสิ้น (โรม 3:9) ตั้งแต่มนุษย์ได้ทำบาปด้วยการไม่เชื่อฟังพระเจ้า มนุษย์ได้รู้จักความบาปแล้ว รู้ว่าอะไรเป็นความบาปหรือความชั่ว อะไรเป็นความดี ก่อนที่จะมีธรรมบัญญัติ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “คนทั้งหลายที่ไม่มีธรรมบัญญัติและทำบาป จะต้องพินาศโดยไม่อ้างธรรมบัญญัติ และคนทั้งหลายที่มีทำธรรมบัญญัติและทำบาป ก็จะต้องมีโทษตามธรรมบัญญัติ” (โรม 2:12) แต่ธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาปได้ชัดเจนขึ้น (โรม 3:20) ตัวอย่าง ลูกสองคนของอาดัม คนพี่ชื่อคาอิน และคนน้องชื่อ อาแบล คาอินโกรธพระเจ้าที่พอใจเครื่องบูชาของอาแบล พระเจ้าจึงตรัสถามคาอินว่า “ถ้าเจ้าทำดี เราก็จะพอใจรับเจ้ามิใช่หรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ที่ประตู อยากตะครุบเจ้า” (ปฐมกาล 4:7) พระเจ้าตรัสว่า ถ้าเจ้าทำดีหมายความว่า ถ้าเจ้าเชื่อฟังเรา เราก็จะพอใจรับเจ้ามิใช่หรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี หมายความว่า ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟัง บาปก็หมอบอยู่ที่ประตู อยากตะครุบเจ้า แสดงว่า คาอินรู้แล้วว่า อะไรคือความบาป ต่อมา คาอินฆ่าอาแบล เพราะความอิจฉา หลังจากฆ่าอาแบลซึ่งเป็นน้องชาย พระเจ้าได้มาหาเขา “ฝ่ายคาอินทูลพระเจ้าว่า โทษของข้าพระองค์หนัก เหลือที่ข้าพระองค์จะทนได้” (ปฐมกาล 4:13) จะเห็นว่า มนุษย์รู้จักบาปแล้วโดยที่ยังไม่มีธรรมบัญญัติในสมัยแรกนั้น ต่อมา พระเจ้าได้ทรงประทานธรรมบัญญัติแก่โมเสส และคนอิสราเอล ธรรมบัญญัติทำให้เราเห็นความบาปชัดเจนขึ้น สรุปคือ “เพราะว่า ค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (โรม 6:23) จากพระคัมภีร์ข้อนี้ ทำให้เรารู้ว่า พระเจ้าตั้งใจมอบชีวิตนิรันดร์หรือชีวิตที่ไม่ตายแก่มนุษย์เพื่อกลับไปอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ นี่เป็นพระคุณพระเจ้า ทิตัสกล่าวว่า “เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้วเพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด” (ทิตัส 2:11) ขั้นตอนของการให้มนุษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นคนบาปจะไปสวรรค์ มนุษย์คนนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ นั่นคือ จากคนบาปกลายเป็นคนชอบธรรม จึงจะไปสวรรค์ได้ สิ่งแรกที่พระเจ้าทำคือพระองค์ได้ทรงประทานพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระบุตรให้มาในโลกนี้ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น (ยอห์น 3:16-17) นั่นคือ พระเจ้าได้เตรียมพร้อมแล้วที่จะมอบความรอดแก่มวลมนุษย์ แต่มนุษย์ต้องสารภาพว่า ตนเป็นคนบาปเสียก่อน และเชื่อว่า พระเยซูคริสต์จะมาชำระบาปได้ แล้วมนุษย์จะรอด ขบวนการของความรอดมีขั้นตอนระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ขั้นตอนของมนุษย์คือสารภาพความบาป (ไม่เชื่อฟังพระเจ้า เปลี่ยนมาเป็นเชื่อฟังพระเจ้า) แต่ขั้นตอนของพระเจ้าที่จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความรอดนั้นซับซ้อนยากมากกว่าขั้นตอนของมนุษย์ และพระเยซูคริสต์เป็นผู้กระทำทั้งสิ้น ให้มาดูขั้นตอนของความช่วยให้มนุษย์ได้รับความรอดของพระเจ้าทำอย่างไร มาดูตัวอย่าง นักโทษสองคนที่ถูกตรึงบนไม้กางเขนร่วมกับพระเยซู เขาทั้งสอง(1)ได้ทำผิดกฎหมาย (ทำบาป) (2)ประชาชนประณามกล่าวโทษเขา และ(3)ศาลได้บันทึกหลักฐานความผิดของเขาให้ต้องโทษให้ตายบนไม้กางเขน พระธรรมลูกาเล่าว่า นักโทษคนหนึ่งพูดจาหยาบช้าต่อพระเยซูว่า “ท่านเป็นพระคริสต์มิใช่หรือ จงช่วยตัวเองกับเราให้รอดเถิด” (ลูกา 23:39) จะเห็นว่า นักโทษคนนี้ไม่สำนึกผิด ยังกล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์ ไม่เชื่อว่า พระเยซูจะช่วยให้เขารอดได้ เขาไม่ได้สารภาพความผิดบาป เขาจึงไม่ได้รับความรอดทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณของเขา “แต่นักโทษอีกคนหนึ่งห้ามปรามเขาว่า เจ้าก็ไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือ เพราะเจ้าเป็นคนถูกโทษเหมือนกัน และเราก็สมกับโทษนั้นจริง เพราะเราได้รับสมกับการที่เราได้กระทำ แต่ท่านผู้นี้หาได้กระทำผิดประการใดไม่ แล้วคนนั้นจึงทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอพระเยซูรำลึกถึงข้าพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์” ฝ่ายพระเยซูทรงตองเขาว่า เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า “วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” (ลูกา 23:40-43) ให้เรามาพิจารณาดูเกี่ยวกับนักโทษคนนี้ ก่อนหน้านี้ อาจมีคนจำนวนหนึ่งมาขอให้ไว้ชีวิตนักโทษคนนี้ อาจด้วยการให้เงินสินบนต่างๆให้ปล่อยนักโทษ หรือไม่ก็ขอเจ้าเมือง ปิลาต ยกโทษให้ สมมติว่า ปิลาตยอมปล่อยนักโทษเป็นอิสระไปก็จริง แต่ประชาชนก็ยังประณามอยู่ และศาลก็เปลี่ยนคำตัดสินไม่ได้ เพราะความผิดถูกบันทึกไว้แล้ว บาปของนักโทษคนนี้ก็ยังอยู่ ถึงแม้ เขาจะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระโดยปิลาตก็เหมือนกับปิลาตช่วยทำบุญแทน แต่ข้อเท็จจริง ประชาชนก็ยังประณามอยู่ ศาลก็ไม่สามารถแก้ไขคำตัดสินได้ เพราะบันทึกไว้หมดแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แตกต่างจากพระเจ้า พระองค์มีเมตตา ต้องการช่วยมนุษย์ให้รอด เช่นเดียวกับชีวิตของนักโทษนี้ พระเจ้าพระบิดาจึงได้ตัดสินใจส่งพระเจ้าพระบุตรลงมาในโลกเพื่อมาช่วยมนุษย์รวมถึงนักโทษคนนี้ พระเยซูคริสต์ต้องทำ 3 ขั้นตอนด้วยกัน ขั้นตอนที่หนึ่งซึ่งเขียนในพระธรรมโรมดังนี้ “เหตุว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เราเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นบาปแล้ว พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์ เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระองค์ในการที่พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น  และเพื่อจะสำแดงความชอบธรรมของพระองค์ในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย” (โรม 3:23-26) นั่นคือ พระเยซูมาแสดงหลักฐานแก้ตัว (Justify) ทรงเป็นผู้เปลี่ยนความบาปของนักโทษคนนี้มากลายเป็นความชอบธรรมซึ่งไม่มีบาปเลย มนุษย์ทำไม่ได้ พระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ พระเยซูคริสต์จึงเปลี่ยนความบาปของมนุษย์ให้เป็นความชอบธรรมได้ พระเยซูคริสต์มาแก้คำตัดสินลงโทษ ภาษาอังกฤษคือ Justification นี่คือพระคุณของพระเจ้า ขั้นตอนที่สองคือ “โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นบาปแล้ว พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์” (โรม 3:24-25) พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ไถ่บาป (Redeemer) คือพระเยซูคริสต์เอาพระโลหิตของพระองค์มาล้างความบาปแล้วเอาความบาปมาไว้ที่พระองค์บนไม้กางเขน นักโทษคนนี้ไม่มีบาปอีกต่อไป เพราะพระเยซูคริสต์มาไถ่บาป ภาษาอังกฤษคือ Redeemer นั่นคือพระเยซูเข้ามาเป็นนักโทษแทนนักโทษคนนี้ ความผิดตกอยู่ที่พระเยซู นักโทษคนนั้นไม่มีความผิดต่อไป การไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ช่วยให้มนุษย์ประณามเขาไม่ได้อีกต่อไป เพราะนักโทษคนนี้ไม่มีความบาปแล้ว เพราะบาปไปอยู่กับพระเยซูคริสต์แล้ว มนุษย์ประณามพระเยซูคริสต์แทนนักโทษคนนี้ แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งคือ ยังมีบทบันทึกเกี่ยวกับความผิดบาปของนักโทษซึ่งศาลได้บันทึกไว้ พระเยซูคริสต์ต้องทำอีกขั้นหนึ่ง ขั้นตอนที่สาม พระเยซูทรงลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ สิ่งสุดท้ายที่จะให้นักโทษคนนี้ไม่มีบาปหรือความผิดอีกต่อไป ก็คือต้องลบข้อบันทึกต่างๆของศาลให้หมดไป พระเยซูคริสต์เอาพระโลหิตของพระองค์มาทาหน้ากระดาษบันทึกความบาปของนักโทษคนนี้ นั่นคือ บนกระดาษบันทึกจะเห็นแต่เลือดของพระเยซูคริสต์ ไม่มีใครสามารถกล่าวโทษนักโทษคนนี้อีกต่อไป วิธีนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Propitiation นี่คือสามวิธีการของพระเยซูคริสต์ในการชำระบาปของมนุษย์ คือ 1. พระเยซูทรงเป็นผู้เปลี่ยนความบาปมาเป็นความชอบธรรม 2. พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ไถ่บาป 3. พระเยซูทรงลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเราไม่สารภาพความผิดบาป และ มาเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเรา ในที่สุด พระเยซูคริสต์จะแยกเราออกจากชาวโลก และทรงให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาอยู่ในเรา และให้เราเป็นคนใหม่ และมีชีวิตแบบพระเยซูคริสต์ ขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sanctification. เราจึงจะเป็นคริสเตียนที่สมบูรณ์จนถึงความไพบูลย์ของพระคริสต์