คุณเลือกทางไหน
2.1 พระเยซูเสด็จมาในโลกในฐานะ พระมาซีฮาห์ พระผู้ช่วยให้รอด และ พระผู้ไถ
พระเยซูทรงเป็นชื่อของพระบุตรของพระเจ้าและทรงเป็นพระเจ้า เสด็จมาช่วยมนุษย์ให้พ้นจากนรกและกลับสู่สวรรค์ไปอยู่กับพระองค์ ในพระคัมภีร์ มีคำอยู่สามคำซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสด็จมาของพระเยซู นั่นคือ พระเยซูคือพระมาซีฮาห์ พระผู้ช่วยให้รอด และ พระผู้ไถ่
คำแรกคือ พระมาซีฮาห์
พระมาซึ่งแปลว่า พระที่ได้รับการเจิม แปลเป็นภาษากรีกคือ พระคริสต์ พระมาซีฮาห์เป็นพระเจ้าถูกเจิมมาเพื่อทำหน้าผู้ปกครองหรือกษัตริย์ (สดุดี 118:26; อิสยาห์ 16:4,5; 32:1-4; 62:11; เยรีมีย์ 30:9; ดาเนียล 2:44,45; 7:27; มีคา 4:1-8) เป็นมหาปุโรหิต (สดุดี 110:1-7; เศคาริยาห์ 3:8) พระมาซีฮาห์เสด็จมาเพื่อมาปกครองชนชาติอิสราเอลให้พ้นจากศัตรู (ซาตาน) เมื่ออาดัมและเอวาได้ทำบาปต่อพระเจ้า พระองค์ตรัสกับซาตานว่า “พงศ์พันธุ์ของหญิงนี้จะทำให้หัวของเจ้าแหลก” (ปฐมกาล 3:15) แสดงว่า วันหนึ่งข้างหน้า พระเจ้าจะเสด็จมาทำลายอำนาจของซาตานในโลก พระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์ ผู้ปกครองหรือ มหาปุโรหิตของชนชาติของพระเจ้าที่พระองค์ทรงสัญญาไว้คือชนชาติอิสราเอล เพื่อปกครองชนชาติอิสราเอลให้มีสันติสุข นี่คือพระมาซีฮาห์
ดังนั้น ตั้งแต่สมัยอาดัมและเอวาจนถึงชนชาติอิสราเอล ทุกครั้งที่มีเด็กผู้ชายเกิดมา ทุกคนก็หวังว่าจะเป็นพระมาซีฮาห์ มีเหตุการณ์อย่างน้อย 2 ครั้งที่ชนชาติของพระเจ้าตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบากและร่ำร้องถึงพระเจ้า ครั้งแรกตกเป็นทาสในประเทศอียิปต์ พระเจ้าได้ให้โมเสสเกิดมาช่วยโปรดปล่อยชนชาติอิสราเอลให้เป็นอิสระจากการเป็นทาส แต่ก็พบว่าโมเสสไม่ใช่พระมาซีฮาห์มาบังเกิด ต่อมา ชนชาติยิวถูกจับไปเป็นเชลยในกรุงบาบิโลน และต่อมาพระเจ้าได้ช่วยให้ชนชาติที่ถูกจับเป็นเชลยถูกปล่อยเป็นอิสระ แต่พระมาซีฮาห์ก็ไม่ได้มาบังเกิด แต่มีหมายสำคัญของพระมาซีฮาห์ผ่านมาทางผู้เผยพระวจนะเป็นระยะๆ ดังนี้
“ดูเถิด หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรถ์” (อิสยาห์ 7:14) แสดงว่าพระเจ้าจะเสด็จมาบังเกิดจากหญิงพรหมจารี
“เขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล แปลว่า พระเจ้าทรงสถิตกับเราทั้งหลาย” (อิสยาห์ 7:14)
“ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่าที่ปรึกษา มหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช” (อิสยาห์ 9:6) อธิบายได้ว่า พระเจ้าซึ่งจะมาบังเกิดมีพระนามว่า พระเจ้าผู้มีอำนาจมาก เป็นพระบิดาของทุกคน และเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข
ท่านผู้นี้จะเป็นผู้ปกครองซึ่งสืบเชื้อสายมาจากยาโคป (กันดารวิถี 24:17) มาจากยูดาห์ (ปฐมกาล 49:10) มาจากกษัตริย์ดาวิด
“จะมีหน่อแตกออกมาจากตอแห่งเจสซี จะมีกิ่งงอกออกมาจากรากทั้งหลายของเขา และพระวิญญาณของพระเจ้าจะอยู่บนท่านนั้น...” (อิสยาห์ 11:1-2) พระเจ้าที่จะมาบังเกิดในตระกูลของเจสซีซึ่งเป็นพ่อของกษัตริย์ดาวิด พระองค์นี้จะเสด็จมาเป็นกษัตริย์ของชาวอิสราเอล
“พระเจ้าจะเสด็จมาบังเกิดในเมืองเบธเลเฮ็ม” (มีคา 5:2)
ดังนั้น เด็กซึ่งจะเกิดมาจะต้องมีลักษณะดังที่กล่าวมาข้างต้น คือ พระมาซีฮาห์จะเกิดมาจากเชื้อสายอิสราเอล ในพงศ์พันธุ์กษัตริย์ดาวิด เกิดจากหญิงพรหมจารี และเกิดในเมืองเบธเลเฮ็ม ผุ้ซึ่งเชื่อพระเจ้าต่างก็รอคอยพระกุมารซึ่งจะเกิดมาในชนชาติอิสราเอล แต่ก็ไม่พบมีเด็กทารกซึ่งมีลักษณะดังกล่าว เวลาผ่านไปจนกระทั่ง 2000 ปีกว่ามาแล้ว ในที่สุดพระเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์มาบอกกล่าวกับหญิงพรหมจารีชื่อ มารีย์ว่า “ดูเถิด เธอจะตั้งครรถ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ และจะทรงเรียกว่า เป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้ท่าน และท่านจะครอบครองพงศ์พันธุ์ของยาโคปสืบไปเป็นนิตย์และแผ่นดินของท่านจะไม่รู้จักสิ้นสุดเลย” (ลูกา 1:31-33) นางมารีย์เป็นคนยิวมาจากพงศ์พันธุ์กษัตริย์ดาวิดได้ตั้งครรถ์ คำทำนายจากพระธรรมอิสยาห์ได้สำเร็จเป็นจริง ต่อมา พระกุมารเยซูได้มาบังเกิดในเมืองเบธเลเฮ็มในยูเดียซึ่งเป็นเมืองของดาวิด และพระกุมารเยซูก็บังเกิดที่นั่นตามที่ได้ทำนายไว้ในพระธรรมมีคา (มีคา 5:2) แต่คนอิสราเอลไม่ยอมรับคำทำนายนี้ โดยกล่าวว่า ถ้าพระกุมารเยซูเป็นพระมาซีฮาห์จริงและเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ก็ควรไปเกิดในพระราชวัง แต่พระกุมารเยซูนี้ไปเกิดในรางหญ้า ชาวอิสราเอลก็ยังรอคอยพระมาซีฮาห์ที่จะเสด็จมา เพราะไม่ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระมาซีฮาห์ แต่ชาวต่างชาติซึ่งมาเชื่อพระเยซูได้ยอมรับพระเยซูว่า วันหนึ่งพระองค์จะมาเป็นกษัตริย์ปกครองโลกเป็น
พระมาซีฮาห์และอยู่กับคนของพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์
คำที่สองคือพระผู้ช่วยให้รอด (Savior)
พระเจ้าเสด็จมาเพื่อช่วยมนุษย์ให้ได้รับความรอด เมื่อมนุษย์ทำบาปต่อพระเจ้าในสมัยก่อนการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ มนุษย์ต้องนำสัตว์มาถวายบูชานำเลือดมาไถ่บาป ตั้งแต่ อาเบล โนอาห์ อับราฮัม อิศฮัค ยาโคป จนถึงสมัยโมเสส เลือดซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ของความรอดจากบาป มีเหตุสำคัญเกิดขึ้นในสมัยโมเสสเพื่อเป็นหมายสำคัญที่วันหนึ่งพระผู้ช่วยให้รอดจะเสด็จชำระบาปของคนทั้งหลาย เมื่อมีการลงโทษฟาโรห์และชาวอียิปต์ด้วยการฆ่าลูกหัวปี พระเจ้าได้ทรงปกป้องลูกหัวปีของชาวอิสราเอลพ้นจากความตายโดยการสั่งให้ชาวอิสราเอลเอาเลือดของลูกแกะมาทาที่ไม้วงกบประตูทั้งสองข้างของบ้านของชาวอิสราเอล ความตายจะผ่านไปจากบ้านที่มีเลือดลูกแกะพรมอยู่ที่วงกบ เรียกว่า ปัสกา (Passover) ต่อมา พระเจ้าทรงให้โมเสสตั้งพิธีปัสกา ชาวอิสราเอลจึงถวายลูกแกะในพิธีปัสกา (อพยพ 12: 1-28) รอวันเวลาที่พระเจ้าจะส่งพระบุตรลงมาเป็นมนุษย์คือพระกุมารเยซู พระองค์เสด็จมาเป็นลูกแกะหรือพระเมษโปดกซึ่งจะถูกจับไปฆ่าแทนลูกแกะทั้งหลายเพื่อไถ่ความบาปหรือความตายของมวลมนุษย์ให้รอด ดังนั้นเมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์จึงเสด็จมาอยู่ในรางหญ้า นี่เป็นหมายสำคัญที่พระเจ้าจะเสด็จมาในลักษณะของลูกแกะหรือพระเมษโปดก
และคนกลุ่มแรกซึ่งได้รับข่าวประเสริฐนี้คือคนเลี้ยงแกะ เพราะคนเลี้ยงแกะเลี้ยงแกะส่วนหนึ่งที่จะนำไปถวายบูชา ทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ากล่าวแก่คนเลี้ยงแกะว่า “เพราะว่าในวันนี้ พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย คือพระคริสตเจ้ามาบังเกิดที่เมืองดาวิด นี่จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลาย คือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า” (ลูกา 2:11-12)
ชาวสวรรค์ได้ร่วมสรรเสริญพระเจ้าว่า “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวงซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น (ลูกา 2:14) จะเห็นว่า พระเยซูทรงเป็นทั้งพระผู้ช่วยให้รอดคือให้มนุษย์ที่เชื่อพระองค์ได้รับความรอดจากบาปซึ่งนำไปสู่ความตาย และยังทรงเป็นพระคริสตเจ้าคือพระผู้ถูกเจิมมาเป็นกษัตริย์ด้วย
คำที่สามคือพระผู้ไถ่
พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและทรงเป็นพระคริสตเจ้า พระองค์ทรงยังเป็นพระผู้ไถ่ ผู้ไถ่มาจากคำภาษาอังกฤษ redeemer คำนี้แปลว่า ผู้มาจ่ายค่าไถ่ด้วยเงินเพื่อปล่อยนักโทษหรืออาชญากรให้เป็นอิสระ ในพระคัมภีร์เดิม คำว่าผู้ไถ่จากคำสามคำ
คำแรก คือ Padah แปลว่า การจ่ายค่าไถ่ให้คนหรือสิ่งของให้เป็นอิสระ
พระธรรมอพยพได้เขียนกฎบัญญัติเอาไว้คือ เจ้าของมีโคตัวหนึ่งไปทำร้ายชาวบ้านจนได้รับบาดเจ็บ ทั้งโคและเจ้าของต้องถูกตัดสินลงโทษด้วยการขว้างก้อนหินให้ตาย หัวหน้าครอบครัวต้องจ่ายเงินค่าไถ่ชีวิตของเจ้าของและโคตัวนั้น (อพยพ 21:29-30, 32)
คำที่สอง คือ Ga’al แปลว่า การจ่ายค่าไถ่ให้ลูกหลานเป็นอิสระ ตัวอย่าง พระเจ้าเรียกให้เยเรมีย์ซื้อที่นาไปที่หมู่บ้าน อานาโธทจากฮานัมเอลลูกพี่ลูกน้องของเยเรมีย์เป็นเงินสิบเจ็ดเชเขล แล้วนำไปให้ แก่ บารุคบุตรเนริยาห์ ผู้เป็นบุตรของมาอาเสอาห์ เพื่อไถ่บ้านเรือน ไร่นากลับคืนมา (เยเรมีย์ 32:6-15)
คำที่สาม คือ Kippur แปลว่า ปกปิด เป็นคำเดียวกับคำว่า “yom Kippur” sin หรือวันไถ่บาป หรือวันปกปิด เป็นวันที่สำคัญที่สุดของชนชาติอิสราเอล คำนี้มีความหมายทางศาสนามาก
การไถ่บาปในพระคัมภีร์เดิมมีความหมายคือ การชื้อหรือไถ่สิ่งที่เป็นของเจ้าของกลับคืนมาสู่เจ้าของเดิม ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะตกเป็นของคนอื่นด้วยวิธีใดก็ตาม ตัวอย่าง พระเจ้าได้ไถ่ชีวิตของชาวยิวที่ตกเป็นทาสในอียิปต์ให้เป็นอิสระ (อพยพ 6:6; 15:13) อีกตัวอย่าง พระเจ้าทรงไถ่ชาวยิวจากบาบิโลนโดยให้พระราชาไซรัสมารบชนะพระราชาของบาบิโลน และไซรัสอนุญาตให้ชาวยิว
กลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลน (อิสยาห์ 43:3) เมื่อโยบตกอยู่ในความทุกข์มากมาย ถูกเพื่อนเยาะเย้ย แต่โยบไม่หวั่นไหว เพราะรู้ว่า มีพระผู้ไถ่จะมาไถ่เขา (Job 19:25) สดุดีร้องว่า “พระเจ้าเป็นกำลังของข้าพเจ้า และเป็นพระผู้ไถ่ของข้าพเจ้า
ในพระคัมภีร์ใหม่ พระผู้ไถ่เล็งถึงพระเยซูคริสต์ เพราะพระคัมภีร์ใหม่เขียนดังนี้พระเยซูซื้อคริสตจักรด้วยพระโลหิตของพระองค์ (กิจการ 20:28) และสละร่างกายของพระองค์เพื่อมวลมนุษย์ทุกคน (ยอห์น 6:51) “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน” (ยอห์น 15:13) พระองค์เสด็จมาเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ พระองค์ทำในสิ่งที่มนุษย์ที่เป็นคนบาปทำไม่ได้ พระองค์นำความหวังมาให้คนบาป เพื่อให้คนบาปสามารถกลับไปหาพระบิดาในสวรรค์
สรุปคือ พระเยซูคือพระบุตรของพระเจ้าและเป็นพระเจ้า เสด็จมาเป็นกษัตริย์ปกครอง เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นพระผู้ไถ่ เพื่อช่วยผู้ที่เชื่อพระองค์ได้มีชีวิตนิรันดร์และไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ตลอดไปเป็นนิตย์