คุณเลือกทางไหน
ความรอดกับการเชื่อพระเยซูคริสต์
พระเจ้าต้องการมอบความรอดแก่มนุษย์ด้วยการหาขบวนการต่างๆมาช่วยมนุษย์ตั้งแต่การถวายเครื่องบูชา การมอบกฎบัญญัติให้มนุษย์ปฏิบัติ แต่มนุษย์ทำไม่ได้ ด้วยพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าจึงได้มอบพระเยซูซึ่งเป็นภาคหนึ่งชองพระเจ้าให้เสด็จมาไถ่บาปของมนุษย์ด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง เพียงแต่ว่า พระเจ้าต้องการให้เราเชื่อฟังพระเยซู
เมื่อพระเยซูเริ่มประกาศตามชายทะเลกาลิลี พระเยซูได้ทรงตั้งต้นประกาศว่า “จงกลับใจเสียใหม่ เพราะว่าแผ่นดิน สวรรค์มาใกล้แล้ว” (มัทธิว 4:17) พระเยซูเสด็จมามิได้มาเพื่อ จะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่า นอกรีต ให้กลับใจเสียใหม่” (ลูกา 5:32) อัครทูตเปาโลเข้าใจถึงความสำคัญของการกลับใจใหม่จึงได้เขียนจดหมายถึงชาวโครินธ์ ซึ่งได้ออกห่างจากพระเจ้าและได้กลับใจใหม่มาหาพระเจ้า (2โครินธ์ 7:9-10) ชายคนหนึ่งเป็นคนชอบเที่ยวเตร่ ดื่มเหล้าเมา และสูบบุหรี่จัด เขาต้องการกลับใจเสียใหม่ เขาตัดสินใจเลิกเที่ยวเตร่แต่ขอดื่มเหล้า และสูบบุหรี่อย่างเดิม การกลับใจเสียใหม่ไม่ใช่การเปลี่ยนความคิดหรือจิตใจเพียงส่วนเดียว แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง 180 องศาของจิตใจ การเปลี่ยนแปลงมี 2 ประการ การเปลี่ยนแปลงประการแรกที่ต้องกระทำ คือ การเสียใจต่อบาปและงดการทำบาป เมื่อเรากลับใจเสียใหม่ เราจะเกลียดชังชีวิตเก่าของเรา ชีวิตที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เช่นชีวิตที่เห็นแก่ตัว มีความโลภ อิจฉาริษยา โกรธง่าย โกหก เป็น ชีวิตที่ไม่มีพระเจ้า เราจึงต้องกลับใจเสียใหม่
การเปลี่ยนแปลงประการที่สอง ก็คือ การเข้าหาพระเจ้า นั่นคือ ต้องการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ การทำความดียังไม่ถือว่าเป็นการกลับใจเสียใหม่อย่างสมบูรณ์ เราจำต้องเข้าหาพระเจ้า เมื่อนั้นแหละ พระเจ้าจะทรงให้อภัยแก่เรา พระเยซูเสด็จมาเพื่อยกบาปของเรา พระเยซูได้ตรัสกับสาวกของพระองค์ให้ประกาศทั่วทุก ประชาชาติในพระนามของพระองค์ ให้เขากลับใจใหม่รับการยกบาป (ลูกา 24:47) นั่นแสดงว่า เมื่อเรามาเชื่อพระเยซู พระนามของพระองค์มีอำนาจขจัดความบาปได้ และพระ วิญญาณบริสุทธิ์จะช่วย เราให้แสวงหาพระเจ้า เมื่อนั้นแหละ เราจึงกล่าวได้ว่า เราได้กลับใจเสียใหม่อย่างแท้จริง สรุปคือ การกลับใจเสียใหม่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของเราเองที่จะเปลี่ยนแปลงหลังจากที่เรากลับใจสียใหม่แล้ว เราต้องบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ทำไมเราต้องบังเกิดใหม่ คำถามนี้ได้เคยถามมาแล้ว เมื่อ 2000 ปีมาแล้ว มีผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อ นิโคเดมัส เขาเป็นฟาริสีของชนชาติยิว เขาได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีผู้ใดกระทำหมายสำคัญซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้ นอกจากว่า พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอก ความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้“ (ยอห์น 3:1-3) นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า “คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรถ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ” นิโคเดมัสไม่เข้าใจทั้งๆที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านศาสนา พระเยซูตรัสว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ ความหมายก็คือว่า เมื่อทารกอยู่ในครรถ์ ทารกบังเกิดในน้ำ ทุกคนเกิดอยู่ในน้ำ พอเด็กออกมาสู่โลก เขามีชีวิตอยู่กับเนื้อหนัง นั่นคือ เขาบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง เนื้อหนังจะแก่ตัวลงและตายไปแต่พระเยซูตรัสว่า เราต้องเกิดจากพระวิญญาณ ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ นั่นคือ เราต้องบังเกิดจากพระวิญญาณด้วย เพราะพระวิญญาณจะทำให้เรามีชีวิตนิรันดร์ ดังนั้นการบังเกิดใหม่จึงมีความ สำคัญอย่างยิ่งต่อความรอดของเรา เพราะผลลัพธ์ของการบังเกิดใหม่ คือ ชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ นั่นคือจิตวิญญาณต้องบังเกิดใหม่ แต่การบังเกิดใหม่มีขั้นตอน คือไม่มีผู้ใดกล้าพูดได้ว่าตนเป็นคนดี และไม่เคยกระทำผิด การกระทำผิด คือการทำผิดต่อกฎบัญญัติของพระเจ้า มนุษย์จึงเป็นคนบาป โทษของความบาปคือความตาย แต่พระเจ้าทรงรักมนุษย์และต้องการล้างความผิดบาปของมนุษย์ พระเจ้าจึงได้ทรงประทานพระเยซูพระบุตรของพระองค์ลงมาในโลกเพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 3:16)
ดังนั้นการบังเกิดใหม่ คือ การยอมรับว่าตนเป็นคนบาป และต้องการละทิ้งความบาปของตนให้หมดสิ้นไปด้วยการยอมรับพระเยซูและต้องการจะมีชีวิตใหม่ เมื่อนั้นพระเจ้าสัญญาว่าจะให้อภัยความผิดบาปของเขา พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความ จริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว (ยอห์น 5:24) ดังนั้นไม่ว่าเขาจะเป็นคริสเตียนโดยกำเนิด หรือไม่เคยเป็นคริสเตียน เขาจะต้องบังเกิดใหม่ฝ่ายจิตวิญญาณ สรุปคือ เมื่อเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาประทับอยู่ในเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้ทำให้เราบังเกิดใหม่ ไม่ใช่ตัวเราเอง
เราจะได้สิทธิพิเศษอะไรจากการบังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณ
1. เราถูกสร้างใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า อัครทูตเปาโลได้กล่าวเตือนคริสเตียนว่า “ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่านซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสียอันจะเสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหา อันเป็นที่หลอกลวง และจงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่ และให้ท่านสวมสภาพใหม่ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้าในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง” (เอเฟซัส 4:22-24)
2. เราได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า มีพระคัมภีร์หลายตอนได้กล่าวถึงพระเจ้ายอมรับเราเป็นบุตรของพระองค์ “เพราะว่า ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ” (กาลาเทีย 3:26) และเพราะท่านเป็นบุตรของพระเจ้า แล้วพระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์เข้ามาในใจของเรา ร้องว่า อาบา คือพระบิดา เหตุฉะนั้นโดยพระเจ้า ท่นจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้วท่านก็เป็นทายาท” ((กาลาเทีย 4:6-7) แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิ์ให้เป็นบุตรของพระเจ้า(ยอห์น 1:12)
3. จิตวิญญาณของเราจะมีชีวิตนิรันดร์และไม่ตายอีก พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เพราะว่า พระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16) พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวประโยคที่ว่า “เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” ถึง 3 ครั้งในบทเดียวกันนี้ แสดงว่า ถ้าเขาวางใจในพระเยซูคริสต์ในขณะนี้ เขาก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์ อัครทูตเปาโล
กล่าวว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า และท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย” (กิจการ 16:31) พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” (ยอห์น 5:24)
4. จิตวิญญาณของเราจะไม่ถูกพิพากษา พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” (ยอห์น 5:24) อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ได้ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย” (โรม 8:1-2) อัครสาวกยอห์นกล่าวว่า “แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่างเหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตอยู่ในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกันและพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น (1 ยอห์น 1:7) “และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเราและไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย” (1 ยอห์น 2:2) “เพราะเราจะกรุณาต่อการอธรรมของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาไว้เลย” (ฮีบรู 8:12) สรุปคือ ถ้าเราไม่มีบาปอีก เราก็ไม่ต้องถูกพิพากษา
5. เราเป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระเยซูคริสต์ อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์ และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น” (โรม 12:5) “ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่มีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยูในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้าและได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า” (กาลาเทีย 2:20)
6. ชื่อของเราจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ผู้ใดมีชัยชนะ ผู้นั้นจะสวมเสื้อสีขาวและเราจะไม่ลบชื่อผู้นั้นออกจากหนังสือแห่งชีวิต เราจะรับรองชื่อผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเรา และต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์” (วิวรณ์ 3:5)
สรุปคือ เมื่อมนุษย์เชื่อพระเยซูคริสต์ เขาจะรอดและมีชีวิตนิรันดร์ “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยนามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ไม่ทรงให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กิจการ 4:12) พระเจ้ามอบความรอดแก่เราเปรียบเสมือนใบประกาศนียบัตรรับรองการไปสวรรค์ของมนุษย์ แท้ที่จริง ชีวิตนิรันดร์เกิดขึ้นทันทีที่เชื่อพระเยซูคริสต์ ไม่ต้องรอไปจนถึงวันที่เราไปอยู่ในสวรรค์ พระเยซูคริสต์ต้องการให้มนุษย์มีชีวิตนิรันดร์ตั้งแต่อยู่ในโลกนี้ คือการมีชีวิตตลอดไปกับพระเยซูคริสต์ต่อจากนี้ไป ชีวิตนิรันดร์ไม่ได้หมายถึงร่างกาย แต่หมายถึงจิตวิญญาณของเขามีชีวิตตลอดไปกับพระเยซูคริสต์ การดำเนินชีวิตฝ่าย จิตวิญญาณในโลกนี้ที่จะอยู่ชั่วนิรันดร์นั้นต้องพึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงประทานให้แก่คนซึ่งเชื่อพระเจ้า เมื่อเราเชื่อ และวางใจในพระเยซูคริสต์ เราจะดำเนินชีวิตที่มีผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือ ความรัก ความชื่นชมยินดี และ สันติสุข เราจะแสดงให้คนอื่นที่ไม่ใช่คริสเตียนรู้ว่า คริสเตียนที่มีชีวิตนิรันดร์หรือชีวิตที่ไม่ตายมีลักษณะคือ
1. ชีวิตนิรันดร์ของเราต้องมีความรักของพระเยซูคริสต์ แต่ก่อน เราให้ความรักกับผู้อื่นด้วยการตั้งเงื่อนไขต่างๆ เช่น ฉันรักคุณเพราะคุณมีเงินทองให้ฉัน หรือฉันรักคุณ เพราะคุณมีบุญคุณกับฉัน ความรักของพระเยซูคริสต์เป็นความรักที่ไม่มีข้อแม้ เป็นความรักที่สร้างบรรยากาศที่ดีแก่ทุกๆคนที่พบเห็น ถ้าเราทำได้ เราจะไม่มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผู้อื่น เวลาที่เราไปไหน เราก็ไม่กลัวอะไร เวลาที่เรานอนลง เราก็นอนหลับสบายไม่กังวลใดๆ นี่คือชีวิตนิรันดร์ในโลกนี้
2. ชีวิตนิรันดร์ของเราต้องมีชื่นชมยินดีอยู่เสมอ เพราะความชื่นชมยินดีของคนทั่วไปเป็นผลลัพท์ของเนื้อหนัง พวกเราชื่นชมยินดีเวลามีเงินทองมากๆ มีบ้านใหญ่โตอยู่ มีรถงามๆขับ แต่ความชื่นชมยินดีของคริสเตียนซึ่งมีชีวิตนิรันดร์นั้นไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อม หรือเหตุการณ์ของโลก อาจารย์เปาโลกล่าวคำว่า “ชื่นชมยินดี” ถึง 8 ครั้งในพระธรรมฟีลิปปี ทั้งๆที่อัครทูตเปาโลถูกติดคุก ถึงแม้อาจารย์เปาโลได้รับความทุกข์ยากลำบาก ท่านก็ยังมีความชื่นชมยินดีเสมอไป ความชื่นชมยินดีของท่านขึ้นกับพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม” (ยอห์น 15:11) ความยินดีของพระเยซูคริสต์คือเห็นมนุษย์ได้รับความรอดแล้ว เมี่อเราได้รับความรอดแล้ว เราจึงมีความชื่นชมยินดี อัครทูตเปาโลจึงบอกกับคริสเตียนว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะคุ้มครองจิตใจ และความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี 4:4-7) นั่นคือ ความชื่นชมยินดีนำไปสู่สันติสุขในใจ ชีวิตนิรันดร์ของคริสเตียนต้องมีสันติสุขอยู่เสมอ การมีสันติสุขคือความแน่ใจและความหวังในชีวิตนิรันดร์อยู่เสมอ เพราะจิตวิญญาณของเราจะไม่ตายตั้งแต่นี้ไป ดังนั้น ชีวิตนิรันดร์ของเราต้องมีความตื่นตัว ไม่ใช่อยู่อย่างคนตาย และต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา เพราะเวลาที่พระเยซูคริสต์
จะเสด็จมาใกล้เข้ามาแล้ว เพราะเรารู้ว่า เราได้รับความรอดแล้ว และเราจะอยู่กับพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์
ตัวอย่าง คริสเตียนไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป
มีพระราชาพระองค์หนึ่งปกครองประเทศด้วยความเที่ยงธรรม วันหนึ่งพระราชาทรงมีเมตตาต่อนักโทษประหารทั้งหลายที่อยู่ในคุก พระองค์ได้ตัดสินใจส่งเจ้าชายพระองค์เดียวของพระองค์ไปที่คุก เพื่อประกาศในนักโทษทั้งหลายได้ทราบว่า เจ้าชายพระองค์นี้เสด็จมาให้อภัยความผิดของนักโทษทุกคน นักโทษจำนวนมากได้ทราบข่าวการให้อภัยโทษ แต่ยังไม่เชื่อ พวกเขาไม่ต้องการออกจากคุก ไม่ว่าจะมาประกาศด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม แต่ก็มีนักโทษอีกจำนวนหนึ่ง เชื่อว่าเจ้าชายองค์นี้มาปลดปล่อยพวกเขาให้ได้รับความรอดจริงๆ เมื่อนักโทษเหล่านี้ออกจากคุก พวกเขากลายเป็นคนอิสระ เพราะโทษต่างๆได้ถูกยกโทษไปหมดแล้วและไม่มีใครสามารถกล่าวโทษพวกเขาได้อีก เพราะความรักและความเมตตาของพระราชาและเจ้าชาย พวกเขาได้รับเชิญให้มาร่วมรับประทานอาหารและสนทนากับพระราชาและเจ้าชายอย่างอิสระ ไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป เจ้าชายได้ตรัสกับพระราชาว่า คนเหล่านี้เป็นคนดีแล้ว ไม่ใช่นักโทษอีกต่อไป พระราชาทรงเห็นด้วยกับเจ้าชาย และโดยพระคุณของพระองค์พระราชาได้รับคนเหล่านี้ ให้เป็นบุตรของพระองค์ด้วย นั่นหมายความว่า คนเหล่านี้มีสิทธิพิเศษที่จะสนทนากับพระราชาซึ่งต่อไปนี้ได้เป็นบิดาของคนเหล่านี้ เนื่องจากคนเหล่านี้ยังอยู่ในโลก พวกเขายังคงกระทำผิดเป็นครั้งคราว แต่เมื่อพวกเขาทำผิด พวกเขาเสียใจและนำความผิดไปทูลต่อเจ้าชาย เจ้าชายทรงเห็นว่า พวกเขาได้สำนึกผิด พระองค์ทรงให้อภัยเสมอ เพราะคนเหล่านี้เป็นบุตรของพระราชาแล้ว บางครั้งเจ้าชายทรงตักเตือนสั่งสอนอบรมให้เป็นคนดีใหม่ แต่พวกเขาไม่ได้ถูกจับไปติดคุกนักโทษอีก ยกเว้นบางคนทำผิดแล้วทำผิดอีก ไม่เชื่อฟังคำตักเตือนสั่งสอนของเจ้าชาย จนกระทั่งเขาไม่สามารถอยู่ในสังคมของคนดีได้ ในที่สุดเขาต้องเข้าไปอยู่ในคุกอย่างเดิมเพระาเขาอยู่นอกคุกไม่ได้ แต่ถ้าเขาสำนึกผิดอย่างแท้จริง และขอให้เจ้าชายให้อภัยความผิดบาปชองเขา เขาก็จะออกจากคุกและเป็นอิสระได้ เช่นเดียวกับคนอื่นๆที่เชื่อเจ้าชายคนนี้ นี่คือตัวอย่างของมนุษย์ซึ่งเป็นคนบาป ได้รับความรอด พระราชาคือพระบิดาเจ้า เจ้าชายคือพระเยซูคริสต์ นักโทษประหาร คือคนบาป (โรม 6:23) คนดี คือคนชอบธรรม (โรม 3:26; 4:5) บุตรของพระราชา คือบุตรของพระเจ้า (โรม 8:17) สรุปคือ เมื่อมนุษย์มาเป็นคริสเตียน เขาไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป แต่เขาได้
กลายเป็นคนชอบธรรม และเป็นบุตรของพระเจ้า เพียงแต่ให้เขาเชื่อและวางใจในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า เขาจะได้รับความรอดชั่วนิรันดร์
คริสเตียนเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดและให้ความรอดแก่มนุษย์ได้ ในพระคัมภีร์เขียนว่า “เพราะว่า พระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16) ความรอดจึงเป็นของขวัญซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษย์ซึ่งเชื่อพระเยซูคริสต์ ดังนั้น ความเชื่อของคริสเตียนตั้งอยู่บนรากฐานของพระเยซูคริสต์เจ้า นั่นคือ เชื่อพระเยซูคริสต์เจ้าเท่านั้น ไม่เชื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือธรรมะ หรือผีสางเทวดา เมื่อเขาเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ นอกจาก เขาจะสารภาพความผิดบาปและเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาจึงจะกลับไปสวรรค์ของพระเจ้าได้ เพราะว่า
1. โดยความเชื่อ เขาจึงสามารถเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะพระธรรมกิจการเขียนว่า “พระองค์ไม่ทรงถือเราถือเขา แต่ทรงชำระใจเขาให้บริสุทธิ์โดยความเชื่อ” (กิจการ 15:9)
2. โดยความเชื่อ เขาจึงสามารถเป็นผู้ชอบธรรม คือ มีธรรมะอยู่ในเขา อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นผู้ชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา” (โรม 5:1) อับราฮัมมีความเชื่อ พระเจ้าจึงตรัสว่า เพราะความเชื่อนั่นเองพระองค์ทรงถือว่า อับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรม ความเชื่อพระเยซูคริสต์ทำให้เขาเป็นผู้ชอบธรรมด้วย
3. โดยความเชื่อ เขาจึงสามารถเป็นบุตรของพระเจ้า อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เพราะท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ” (กาลาเทีย 3:26)
4. โดยความเชื่อ เขาจึงได้รับความรอดและมีชีวิตนิรันดร์ “พระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16)
การที่พระเจ้าพระบิดาให้มนุษย์มีโอกาสกลับสู่สวรรค์ได้โดยการเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าจึงเป็นพระคุณอย่างใหญ่หลวง เพราะว่า “ด้วยว่า ซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็โดยพระคุณ เพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเรากระทำเอง เพราะความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้” (เอเฟซัส 2:8) กล่าวง่ายๆคือ มนุษย์รอดเพราะความเชื่อในพระเยซูคริสต์โดยพระคุณของพระเจ้า เมื่อเขาเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ เช่นเดียวกับอับราฮัมซึ่งเชื่อพระเจ้าและปฏิบัติตาม “เพราะว่า เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ประกอบความดีซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” (เอเฟซัส 2:10) สรุปคือ ถ้าเขาเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาต้องทำความดี ยากอบกล่าวว่า “ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า แม้ผู้ใดจะว่าตนมีความเชื่อ แต่ไม่ประพฤติตามจะได้ประโยชน์อะไร ความเชื่อของเขาจะช่วยเขาให้รอดหรือ” (ยากอบ 2:14) ถ้าเขาเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาก็จะปฏิบัติตามพระบัญญัติซึ่งพระองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ คือ “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (มัทธิว 22:37,39) จึงขอย้ำว่า ความรอดของมนุษย์ขึ้นกับความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเท่านั้น นั่นคือเชื่อว่า เขาเป็นคนบาป เขาต้องสารภาพความบาปต่อพระเยซูคริสต์ และเชื่อว่าฯ็พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ชำระความบาปของเขาได้ ดังนั้น ความรอดจึงไม่ขึ้นกับพิธีการทางศาสนา การบวงสรวง การถวายสัตวบูชาหรือการทำความดีตามมาตรฐานของโลกทั้งสิ้น