คุณเลือกทางไหน

ความรอดกับการถวายบูชาแด่พระเจ้า

เมื่ออาดัมและเอวาทำบาปต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงเอาหนังสัตว์มาปกปิดร่างกายของอาดัมและเอวา (ปฐมกาล 3:21) นี่แสดงว่าพระเจ้านำสัตว์และเลือดสัตว์มาปกปิดความบาปของมนุษย์พระเจ้าปรารถนาจะให้มนุษย์ถวายบูชาไถ่บาป มนุษย์ได้สร้างแท่นบูชาเพื่อใช้ทำพิธีถวายบูชา แท่นบูชาเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการถวายสิ่งบูชาแด่พระ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่คนนับถือกันแท่นบูชาถูกจารึกเป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์เมื่อโนอาและครอบครัวได้ออกจากเรือภายหลังที่อยู่ในเรือมากกว่า 360 วัน สิ่งแรกที่โนอาได้กระทำก็คือ บูชาถวายพระเจ้า “โนอาสร้างแท่นบูชาพระเจ้า และเลือกเอาสัตว์ และนกประเภทไม่มลทินบางตัวมาเผาบูชาถวายที่แท่นนั้น” (ปฐมกาล 8:20) ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงแท่นบูชาอยู่ 2 ประเภท แท่นบูชาประเภทที่ 1 แท่นบูชาสำหรับพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นรูปเคารพ ภาษาฮีบรูใช้คำว่า Baino หรือ Bomos ซึ่งแปลว่าขั้นบันได ดังนั้น แท่นบูชาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสมัยนั้นจึงถูกยกสูงขึ้นในลักษณะของขั้นบันได นั่นคือรูปเคารพจะตั้งอยู่บนที่สูงสุดแล้ว คนที่ถวายบูชาต้องเดินขึ้นบันไดเป็นขั้นๆขึ้นไปข้างบน เพื่อถวายบูชาพระนั้นๆ แท่นบูชาประเภทที่ 2 เป็นแท่นบูชาของพระเจ้า แท่นบูชาของพระเจ้าแตกต่างจากแท่นบูชาของพระที่เป็นรูปเคารพ ภาษาฮีบรูใช้คำว่า Thusiasteriou (ธูเซียสเตอรีโอ) คำนี้มีความหมายว่า เป็น slaughter place สถานที่ไว้ฆ่าสัตว์ใช้บูชา ดังนั้น ในพระคัมภีร์เดิมนั้น แท่นบูชาจึงเป็นสถานที่ใช้ฆ่าสัตว์ถวายบูชา แต่ในช่วงที่มีการเพาะปลูก เมื่อทำการเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวยิวจะนำข้าวสาลีและผลแรก 1 ใน 10 ของที่เก็บเกี่ยวและเพาะปลูกได้มาถวาย โดยใส่ในตะกร้าแล้วมอบให้กับปุโรหิต (Priest) จากนั้นปุโรหิตก็จะเอาตะกร้าซึ่งมีข้าวสาลี ผลไม้ ตลอดจนเหล้าองุ่นและขนมปัง มาไว้บนแท่นบูชา (เฉลยธรรมบัญญัติ 26:2-4) แล้วก็ทำการฆ่าสัตว์บนแท่นบูชา เพื่อเป็นเครื่องสัตว์บูชา นอกจากนี้ ยังมีการนำเครื่องหอมกำยาน (Incense) มาเผาเพื่อให้เกิดกลิ่นหอม และเป็นการดับกลิ่นสัตว์ที่ฆ่า เครื่องหอมกำยานเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า การถวายบูชาจึงถือว่าบริบูรณ์ แท่นบูชานั้นแตกต่างจากพระวิหาร พระวิหารเป็นสถานที่มีฝากั้นและมีหลังคาคลุม ส่วนแท่นบูชาเป็นสิ่งก่อสร้างซึ่งตั้งอยู่ในที่กว้าง ไม่มีหลังคาคลุมไว้ โดยทั่วไป พระวิหารและแท่นบูชาจะตั้งอยู่ติดกัน แต่ก็มีแท่นบูชาซึ่งตั้งโดดๆโดยไม่มีพระวิหารอยู่ด้วย ในสมัยยุคแรกๆ สัตว์ที่นำมาถวายบูชา ถูกตั้งไว้บนแท่นบูชาและฆ่าบนแท่นบูชาเลย ในยุคของโมเสสพบว่า สัตว์ถูกฆ่าตรงข้างหน้าของแท่นบูชาแล้วเอาส่วนไขมันมาตั้งบนแท่นบูชา ต่อจากนั้นก็เผาบนแท่นบูชา (เลวีนิติ 1:2-9) แท่นบูชาที่พบในพระคัมภีร์เดิมสร้างด้วยวัตถุต่างๆ 1) แท่นบูชาสร้างด้วยดิน (Earth Altars) พบในพระธรรมอพยพ 20:24 ในสมัยนั้นคนมักจะอพยพจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง การสร้างแท่นบูชาถาวรทำได้ยาก คนสมัยนั้นจึงเอาดินโคลนซึ่งหาได้ง่ายในแถบเมโสโปเทเมีย มาทำแท่นบูชา 2) แท่นบูชาสร้างด้วยก้อนหิน (Stone Altar) แท่นบูชาแบบนี้พบได้บ่อยในดินแดนปาเลสไตน์ แท่นบูชาสร้างด้วยหิน เขาสร้างโดยเอาหินก้อนมหึมา มาแกะให้เป็นแท่นบูชาขนาดใหญ่ แท่นบูชาสร้างด้วยหินพบได้ในยุคของซามูเอล กษัตริย์ดาวิดและผู้วินิจฉัย แท่นบูชาของยิวไม่มีขั้นบันได 3) แท่นบูชาสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ (บรอนซ์) แท่นบูชาแบบนี้สร้างขึ้นในสมัยโมเสส กษัตริย์ซาโลมอน ซึ่งเป็นยุคซึ่งมีการใช้ทองสัมฤทธิ์มาประดับสถานที่ จะเห็นได้จากการที่พระเจ้าได้สั่งให้โมเสสสร้างแท่นเผาบูชา (อพยพ 27: 1-8) ต่อมาในสมัยกษัตริย์ซาโลมอน แท่นบูชาทำด้วยทองสัมฤทธิ์มีขนาดใหญ่มาก คือ 30 ตารางฟุต และสูง 15 ฟุต แท่นบูชามักจะตั้งอยู่ตรงกลางลานพลับพลา และอยู่ใกล้กับสภาพที่นมัสการ Tablenacle ในพระวิหาร ดังนั้นแท่นบูชาต่างๆ ที่กล่าวมาล้วนเป็นแท่นบูชาแบบเครื่องเผาบูชา คือใช้สำหรับฆ่าสัตว์เพื่อเอาสัตว์ หรือ น้ำมันสัตว์มาเผาบูชา 4) แท่นบูชาสร้างด้วยทองคำ แท่นบูชาแบบนี้จะตั้งอยู่ด้านในของพระวิหาร แต่อยู่ชั้นนอกของอภิสิทธิ์สถาน (Holy of Holies) (1 พงศ์กษัตริย์ 7:48-50) แท่นบูชาถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโลก เมื่อพระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ให้พาภรรยา บุตร และบุตรสะใภ้ ตลอดจนสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายออกจากนาวา (ปฐมกาล 8:15-19) โนอาห์สร้างแท่นบูชาพระเจ้าในสถานที่พระเจ้าได้ตรัสกับโนอาห์ และเลือกเอาสัตว์และนกประเภทไม่มลทินบางตัวมาเผาถวายที่แท่นนั้น (ปฐมกาล 8:20) การสร้างแท่นบูชาในสมัยเริ่มแรกมีจุดประสงค์เพื่อนมัสการ ถวายสัตวบูชา เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระเจ้า ต่อมาอับราฮาม อิสอัค ยาโคบ ได้สร้างแท่นบูชาลักษณะเดียวกัน ในบริเวณที่พระเจ้าได้ตรัสกับท่านเหล่านั้น เพื่อถวายสัตวบูชาแด่พระเจ้าและเพื่อระลึกถึงพระคุณของพระเจ้า ต่อมา มาถึงสมัยโมเสส การสร้างแท่นบูชามีจุดประสงค์แตกต่างจากสมัยเริ่มแรก พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงใช้ดินก่อแท่นบูชาสำหรับเราและบนแท่นนั้น จงใช้แกะและโคของเจ้าเป็นเครื่องเผาบูชา และเป็นศานติบูชาแก่เรา ในทุกตำบลที่เราให้ระลึกถึงนามของเรา เราจะมาหาเจ้าและอวยพรเจ้า” (อพยพ 20:23-24) นี่เป็นครั้งแรกที่แท่นบูชาเป็นที่ถวาย ศานติบูชา เพื่อเป็นการคืนดีกับพระเจ้า นอกจากนี้ พระเจ้าได้ตรัสกับโมเสสให้จัดการถวายเครื่องบูชาไถ่บาป (เลวีนิติ 4:1) ดังนั้น แท่นบูชาของพระเจ้าสร้างขึ้นเป็นที่ประทับของพระเจ้า เป็นที่นมัสการ สรรเสริญขอบพระคุณพระเจ้า และเป็นที่ถวายสัตวบูชาไถ่บาป ต่อมาได้มีการสร้างพลับพลา (อพยพ 36:8) และพระวิหาร (1 พงศ์กษัตริย์ 6) แท่นบูชาของพระเจ้าตั้งอยู่ที่ลานพลับพลา และลานพระวิหาร ภายในพลับพลา หรือพระวิหาร ถูกแบ่งเป็น 2 ห้อง โดยม่านผืนใหญ่แขวนไว้กับขอสำหรับเกี่ยวม่าน ห้องหลัง หรือห้องชั้นใน เรียก อภิสุทธิสถาน ห้องหน้า หรือ ห้องชั้นนอก เรียกวิสุทธิสถาน ในอภิสุทธิสถานเป็นที่ตั้งของหีบพระโอวาท โดยมีพระที่นั่งกรุณาตั้งไว้บนหีบ ห้องนี้เป็นที่ประทับของพระเจ้า เฉพาะมหาปุโรหิตเท่านั้น ซึ่งสามารถเข้ามาในห้องนี้ปีละครั้งในวันลบบาป ห้องหน้าหรือห้องชั้นนอก เป็นที่ตั้งของแท่น เครื่องเผาบูชา เครื่องหอม (อพยพ 30:1-10) โต๊ะขนมปังหน้าพระพักตร์ (อพยพ 25:23-30) คันประทีปทองคำ (อพยพ 25:31-40) ปุโรหิตทำการถวายบูชาประจำวันสำหรับการถวายสัตวบูชา เพื่อการไถ่บาปกระทำที่แท่นบูชาที่ลานพลับพลา หรือลานพระวิหาร โดยที่ปุโรหิตเป็นผู้กระทำพิธี สรุป คือ ปุโรหิตทำพิธีสัตวบูชาชำระบาปให้แต่ละคนในแต่ละวัน ในวิสุทธิสถาน ส่วนมหาปุโรหิตทำพิธีสัตวบูชาชำระบาปของทุกคนๆคน ปีละครั้งในอภิสุทธิสถาน ในสมัยพันธสัญญาเดิม ชาวอิสราเอลมีพิธีหนึ่งเรียกว่า วันลบบาป (Atonement) พิธีนี้กระทำโดยมหาปุโรหิตปีละครั้ง ในวันที่เจ็ด เดือนสิบ ของทุกปี มหาปุโรหิตต้องชำระกายให้บริสุทธิ์และแต่งกายด้วยผ้าป่านบริสุทธิ์ มหาปุโรหิตฆ่าวัวหนุ่มตัวหนึ่ง เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและแกะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบูชา ต่อจากนั้น มหาปุโรหิตนำแพะ 2 ตัว มาถวายพระเจ้าโดยการจับฉลาก แพะตัวที่ฉลากตกเป็นของพระเจ้าจะถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป แพะอีกตัวหนึ่งเป็นแพะรับบาป นำถวายต่อพระพักตร์พระเจ้า เป็นสัตว์ที่จะถูกปล่อยไป หลังจากที่มหาปุโรหิตได้วางมือบนหัวแพะ เพราะแพะตัวนี้นำบาปของทุกคนไปให้ห่างไกล ต่อจากนั้น มหาปุโรหิตเข้าไปในห้องอภิสุทธิสถานถวายเครื่องหอมให้ควันของเครื่องหอมขึ้นคลุมพระที่นั่งกรุณา ซึ่งอยู่เหนือหีบพระโอวาท เอาเลือดวัว เลือดแพะประพรมบนพระที่นั่งกรุณา และที่ข้างหน้าพระที่นั่งกรุณา ต่อจากนั้น มหาปุโรหิตและผู้ร่วมพิธีจะชำระร่างกายให้บริสุทธิ์เป็นการเสร็จพิธี (เลวีนิติ 16) ต่อมา ในสมัยของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ พระเจ้าได้ตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชาอิสราเอลและประชายูดาห์ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ “เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลายและเราจะเป็นพระเจ้าของเขาและเขาจะเป็นประชากรของเรา” (เยเรมีย์ 31:31-34) เพราะเราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป หมายความว่า ในพันธสัญญาใหม่ พระบัญญัติของพระเจ้าจะเก็บไว้ในใจของมนุษย์ ไม่ใช่ในหีบพระโอวาทอีกต่อไป พระเจ้าจะให้อภัยความผิดบาปตลอดไป ไม่ต้องทำพิธีสัตวบูชาในแท่นบูชา และในพระวิหารอีกต่อไป วันเวลาได้มาถึงแล้ว เมื่อพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ให้พระโลหิตของพระองค์หลั่งลงมาชำระบาปของมวลมนุษย์ตลอดไป ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นพระเมษโปดก หรือลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่าบนไม้กางเขนแทนแท่นบูชา พระโลหิตของพระองค์ถูกนำไปถวายบูชาในอภิสุทธิสถาน พระเยซูคริสต์ทรงเป็นมหาปุโรหิต (ฮีบรู 4:14-15, 7:24-27, 8:1-2) พระองค์ทรงเป็นผู้นำพระโลหิตของพระองค์เองมาถวายพระเจ้า เพื่อลบล้างความบาปของมวลมนุษย์ นอกจากนี้ ก่อนที่พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ ผ้าม่านในพระวิหารก็ขาดตรงกลาง (ลูกา 23:45) แสดงถึงว่า ต่อจากนี้ไปปุโรหิตก็สามารถเข้าไปถวายสัตวบูชาได้ ในอภิสุทธิสถานในพระคัมภีร์ใหม่ คริสเตียนทุกคนเป็นปุโรหิตของพระเจ้า (1 เปโตร 2:5) คริสเตียนทุกคนนำพระโลหิตของพระเยซูคริสต์มาถวายบูชาลบล้างความบาปของตน ต่อนี้ไป การล้างบาปมิใช่กระทำปีละหนในวันลบบาป พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ทรงล้างบาปของมวลมนุษย์ตลอดไป นอกจากนี้ การล้างบาปไม่ได้กระทำในพระวิหารอีกแล้ว เมื่อพระเยซูคริสต์ได้ทรงพบกับหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้ หรือที่เยรูซาเล็ม พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง (ยอห์น 4:21, 24) “เพราะว่า พระคริสต์ไม่ได้เสด็จเข้าในสถานศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสร้างด้วยมือมนุษย์ อันเป็นแบบจำลองจากของจริง แต่พระองค์ได้เสด็จไปสวรรค์นั้น เพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าเพื่อเราทั้งหลาย พระองค์ไม่ต้องทรงถวายพระองค์เองซ้ำอีก ไม่เหมือนมหาปุโรหิตที่เข้าไปในวิสุทธิสถานทุกปี และนำเอาเลือดซึ่งไม่ใช่โลหิตของตัวเองเข้าไปด้วย เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น พระองค์คงจะต้องทรงทนทุกข์ทรมานหลายครั้ง นับตั้งแต่สร้างโลกมา แต่ความจริงพระองค์ทรงปรากฎเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปลายยุค เพื่อกำจัดบาปให้หมดสิ้นไป โดยการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา (ฮีบรู 9:24-26) อาจารย์เปาโลได้บอกให้เราทราบว่า “ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า ท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน” (1 โครินธ์ 3:16) อาจารย์เปาโลได้ขอให้เราถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยร่างกายของเรา (1 โครินธ์ 6:19-20) สรุป คือ พระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงพันธสัญญาเก่า เป็น พันธสัญญาใหม่ นั่นคือ พระเยซูคริสต์ แทน ลูกแกะ (พระเมษโปดก) ไม้กางเขน แทน แท่นบูชา พระโลหิต แทน เลือดแกะ พระวิญญาณและพระคัมภีร์ แทน พระที่นั่งกรุณาและหีบ พระโอวาท คริสเตียน แทน ปุโรหิต ดวงใจ แทน วิสุทธิสถาน ร่างกาย แทน พระวิหาร ดังนั้น เมื่อท่านมาเป็นคริสเตียน ท่านต้องสารภาพความผิดบาปต่อพระเยซูคริสต์ พระองค์อนุญาตให้ท่านเป็นปุโรหิตนำพระโลหิตของพระองค์ซึ่งหลั่งออกมาที่ไม้กางเขนเข้าไปในดวงใจของท่าน แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงประทับอยู่ในดวงใจของท่าน พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงพระเยซูคริสต์แก่ท่านเพื่อไถ่บาปของท่าน และท่านสามารถนมัสการพระเจ้าด้วยตนเองทุกเวลาด้วยการอธิษฐาน ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะพระเจ้าสถิตอยู่ในร่างกายของท่านตลอดไป ภายหลังพระเยซูเสด็จมา มนุษย์ไม่ต้องฆ่าสัตว์ถวายบูชาอีกต่อไป