คุณเลือกทางไหน

1. ตราบาป

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างอาดัมและเอวา พระเจ้าทรงสร้างให้เป็นคนบริสุทธิ์ พันธุกรรม (Gene) ของมนุษย์ไม่มีบาป ครั้นเมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ความบาปได้เข้ามาจับอยู่ในพันธุกรรม กลายเป็นความบาปซึ่งสืบถ่ายทอดจากอาดัมและเอวาไปถึงลูกๆหลานๆ ความบาปนี้เรียกว่าบาปกำเนิดหรือตราบาป (Original sin) ความบาปนี้ได้ถูกกำหนดให้ติดตัวมากับมนุษย์ทุกคนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ตราบาปนี้ซึ่งติดมากับกรรมพันธุ์ หรือยีน (Gene) จะกำหนดสภาพของร่างกายและจิตใจ และตราบาปนี้ก็ติดกับจิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคนด้วย ตราบาปของร่างกาย คือเป็นโรคความดันสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ ตราบาปของจิตใจ คือเป็นคนฉุนเฉียวโกรธง่าย อิจฉา ริษยา ชอบทำร้ายผู้อื่น ส่วนตราบาปของจิตวิญญาณ คือ ความตาย ไม่มีโอกาสคืนดีกับพระเจ้า แต่พระเยซูคริสต์เสด็จมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ทั้งหลาย “และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย” (1 ยอห์น 2:2) นั่นคือตราบาปของจิตวิญญาณได้ถูกทำลายหมดเมื่อพระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน และเมื่อพระเยซูคริสต์ฟื้นคืนพระชนม์ จิตวิญญาณของเขาจะไม่ตายอีกเช่นเดียวกับพระเยซูคริสต์ ดังนั้นเด็กที่ไร้เดียงสาซึ่งตายไป จิตวิญญาณของเขาจะถูกรับไปสวรรค์ แต่มนุษย์ซึ่งมีความรับผิดชอบไปทำบาป ความบาปนี้เรียกว่า ความบาปจากการกระทำ (Actual sin) ซึ่งเกิดจากเนื้อหนัง เป็นความบาปที่เกิดจากผลของต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีกับความชั่ว อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด คือการล่วงประเวณี การโสโครก การลามก การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การโกรธกัน การฝ่ายสูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นพาลเกเร และการอื่นๆในทำนองนี้อีกเหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า (กาลาเทีย 5:19-21) ในพระคัมภีร์ได้มีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าชีวิตของมนุษย์แต่ละคนได้ถูกกำหนดโดยตราบาปของตนมาแล้ว ตัวอย่างที่หนึ่ง คือ เศรษฐีคนหนึ่งร่ำรวยจากไร่นาของเขา เขาวางแผนการ สร้างความร่ำรวยมากขึ้นโดยจะสร้างยุ้งฉางใหม่ให้โตขึ้น แล้วจะรวบรวม ข้าวและสมบัติทั้งหมดของเขาไว้ที่นั่น แล้วเขาจะบอกกับตนเองว่า “จิตใจเอ๋ย เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่สบาย กิน ดื่มและรื่นเริงเถิด” แต่พระเยซูตรัสแก่เขาว่า “โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของ เจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้น จะเป็นของใครเล่า” (ลูกา 12:16-20) สำหรับคนซึ่งพึ่งตนเองนั้น เขาถูกควบคุมโดยตราบาปของเขา เมื่อเวลามาถึงที่เขาจะต้องจากโลกนี้ไป เขาก็ต้องตายไป ส่วนคนซึ่งนับถือศาสนาพุทธจะกล่าวว่า แล้วแต่บุญแต่กรรม หรือแล้วแต่กรรมเก่าหรือเขาทำบุญมาได้แค่นั้น ตัวอย่างที่สอง คือ ชายคนหนึ่งเกิดมาตาบอดแต่กำเนิด พวกสาวกของพระเยซูถามพระเยซูว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ใครได้ทำผิดบาป ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด” พระเยซูตรัสว่า “มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอดเพื่อพระราชกิจของพระเจ้าปรากฎในตัวเขา” (ลูกา 9:1-3) ตราบาปที่ติดมากับพันธุกรรมทำให้เขาเกิดมาตาบอด ไม่ได้เกิดจากบิดามารดา ถึงแม้ว่า บิดามารดาเป็นผู้นำตราบาปมาสู่ลูกคือคนตาบอดคนนั้น ตัวอย่างข้างต้นแสดงว่าชีวิตของมนุษย์ได้ถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา นี่คือ ตราบาปที่ติดตัวมนุษย์มา และพระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์ (ปฐมกาล 1:26) แต่พระเจ้าให้มนุษย์มีอิสระในการเลือกทางชีวิตของเขา (free will) ซึ่งนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์ หรือนำไปสู่ความตาย เพราะว่า ถ้าเขาเลือกทางของพระเจ้า คือ เชื่อพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตหรือ ตราบาปของเขาได้ “พระเจ้าทรงทราบวันเวลาของคนไร้ตำหนิ และมรดกของเขาจะดำรงอยู่เป็นนิตย์ (สดุดี 37:18) ตัวอย่างที่สาม คือ ยูดาส อิสคาริโอท ซึ่งเป็นสาวกของพระเยซู ได้ถูกกำหนดให้เป็นผู้ทรยศขายพระเยซู (มัทธิว 26:14-16) พระเยซูทรงรู้เหตุการณ์นี้ล่วงหน้าและได้ตรัสกับยูดาสว่า เขาจะอายัดพระเยซู (ลูกา 22:21) ยูดาสมีอิสระที่จะเลือกการกระทำของเขา (Free will) ว่าจะทำตามตราบาปหรือไม่ทำตามได้ แต่เขาเลือกที่จะให้เป็นไปตามตราบาปที่กำหนดไว้ และเมื่อเขาอายัดพระเยซูแล้วเขาเสียใจแทนที่เขาจะ กลับใจ เขาไปฆ่าตัวตาย ตัวอย่างที่สี่ คือ เปโตร พระเยซูได้ทำนายว่า เปโตรจะปฏิเสธพระเยซู 3 ครั้ง (ลูกา 22:34) แสดงว่าพระเยซูรู้ล่วงหน้า แล้วว่า ตราบาปของเปโตรได้กำหนดการกระทำของเขาแล้ว ครั้นเมื่อเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นจริง เปโตรเสียใจสารภาพความผิดบาปและเลือกที่จะรับใช้พระเยซูคริสต์ในเวลาต่อมา ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นในชีวิตของคนคนหนึ่ง ขอให้คนนั้นอย่าได้รู้สึกว่า นี่เป็นการลงโทษของพระเจ้าหรือของซาตาน แต่ให้เขาอธิษฐานต่อพระเจ้า ถ้าเขาได้กระทำบาปต่อพระเจ้า ขอพระเจ้าให้อภัยความผิดบาป (สดุดี 32:5) และพระองค์จะทรงปกปักษ์รักษาเขา (สดุดี 37:23-24, 34:7) เพราะฉะนั้น เมื่อเขาได้ฝากชีวิตของเขาไว้กับพระเจ้า เขาจะไม่ได้ถูกควบคุมด้วยตราบาปอีกต่อไป เพราะว่า “พระเนตรของพระองค์ทรงเห็นส่วนประกอบของข้าพระองค์ วันทั้งหลายทุกๆวันที่ กำหนดให้ข้าพระองค์นั้นก็ทรงจารึกไว้ในพระตำรับของพระองค์ เมื่อครั้งยังไม่เกิดวันนั้นเลย” (สดุดี 139:16) นั่นคือ ชีวิตของเขาเป็นของพระเจ้าทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ เขาจะมีผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการดำเนินชีวิต ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน (กาลาเทีย 5:22-23)