คุณเลือกทางไหน

นรก

คนที่เชื่อว่ามีชีวิตหลังความตายจะเชื่อว่ามีสวรรค์ และนรก โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดๆจะเชื่อว่า สวรรค์เป็นสถานที่อยู่ของคนดี และนรกเป็นสถานที่อยู่ของคนชั่ว สำหรับคนที่เชื่อพระเยซูคริสต์ นรกเป็นสถานที่อยู่ของคนซึ่งไม่เชื่อพระเจ้า ในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษและภาษาไทย นรกเป็นคำเดียว คือ Hell หรือ นรก แต่พระคัมภีร์ใหม่ซึ่งบันทึกเป็นภาษากรีกใช้คำภาษากรีกบรรยายนรกเป็น 3 คำ นรกคำที่หนึ่งคือ เฮเดส (Hedes) หรือแดนมรณา ซึ่งภาษาฮีบรูใช้คำว่า ชีโอล์ (Sheol) ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน (ปฐมกาล 1:1) พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างนรกเฮเดส ภายหลังที่มนุษย์ได้กระทำบาป พระเจ้าจึงสร้างชีโอล์ให้มนุษย์ซึ่งตายไปแล้วไปอยู่ไม่ว่าเป็นคนดีหรือคนชั่ว (โยบ 30:23) เมื่อมนุษย์ตายลง จิตวิญญาณของมนุษย์จะออกจากร่างนี้ทันทีและจะไปปรากฎในแดนมรณาทุกคน ไม่ต้องถูกรับไปหรือพาไป แต่คนที่เชื่อพระเจ้า ทูตสวรรค์จะพาไปอยู่ในสถานบรมสุขเกษมซึ่งอยู่ที่ชีโอล์เดียวกันแต่แยกจากชีโอล์ส่วนอื่นๆด้วยเหว (ลูกา 16:19-31) พระคัมภีร์เดิมได้กล่าวถึงชีโอล์ 48 ครั้ง สภาพและสถานที่ของชีโอล์นี้อยู่ใต้โลก (เอเสเคียล 26:20; 31:14-15; อาโมส 9:2) ) เป็นที่มืด (โยบ 10:21) และลึก(สดุดี 88:6) และมีลักษณะของเมืองซึ่งมีประตูหลายแห่ง (โยบ 17:16) ชีโอล์เป็นโลกบาดาลท่ามกลางสิ่งสลักหักพัง (เอเสเคียล 26:20) และมีฝุ่นผงคลีดิน (สดุดี 30:9; โยบ17:16) เป็นที่ทุกข์ทรมาน หมดหวัง ช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากสถานที่นั้นไม่ได้ พระเยซูคริสต์ได้เล่าให้สาวกของพระองค์ฟังเกี่ยวกับชีโอล์หรือเฮเดสในภาษากรีกว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งกับขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส (ลูกา 16:19-31) เมื่อเขาทั้งสองตายลง เขาทั้งสองได้ไปอยู่แดนมรณา ดังนั้นแดนมรณาเป็นสถานที่ของคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าและคนที่เชื่อพระเจ้า โดยที่แดนมรณาหรือเฮเดสแบ่งเป็นสองที่ ที่หนึ่งเป็นสถานทุกขติที่ซึ่งเศรษฐีไปอยู่ อีกสถานที่หนึ่งเป็นสถานบรมสุขเกษมที่ซึ่งเหล่าทูตสวรรค์ได้นำลาซารัสไปไว้ที่อกของอับราฮามโดยทั้งสองแห่งแยกจากกันโดยเหวลึกข้ามกันไม่ได้ แต่ยังมองเห็นกันได้และสนทนากันได้ สถานทุกขติเป็นสถานที่มืดและสถานที่แห้งแล้งมีเปลวไฟ ไม่มีอาหารและน้ำให้รับประทาน เป็นสถานที่รอการพิพากษา ก่อนที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลก มนุษย์ทุกคนต้องไปอยู่ที่เฮเดส เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ได้เสด็จไปเฮเดส 3 วัน 3 คืน เพื่อไปประกาศกับผู้เชื่อทั้งหลายว่าคำสัญญาต่างๆตลอดจนคำทำนายต่างๆที่พวกเขาได้รอคอยได้สำเร็จในพระเยซูคริสต์แล้ว หลังจากนั้น พระองค์จึงได้นำวิญญาณของผู้เชื่อทั้งหลายกลับสู่สวรรค์ หลังจากนั้น พระองค์เสด็จกลับมาด้วยการฟื้นคีนพระชนม์และดำเนินอยู่ในโลกอีก 40 วันก่อนที่พระองค์ถูกรับกลับสู่สวรรค์ไปประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดาเจ้าและกับผู้เชื่อทั้งหลายซึ่งพระเยซูคริสต์ได้รับกลับสู่สวรรค์ ต่อจากนี้ไป ผู้ที่เชื่อพระเยซูคริสต์ตายจากโลกนี้จะไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ (ฟิลิปปี 1:23) ไม่ต้องไปอยู่ในเฮเดสอีกแล้ว นรกคำที่สองคือ ทาร์ทารัส (Tartarus) ซึ่งปรากฎใน 2 เปโตร 2:4 “เพราะว่าถ้าพระเจ้าไม่ได้ทรงยกเว้นพวกทูตสวรรค์ที่ได้ทำบาปนั้น แต่ได้ทรงผลักเขาลงไปสู่ทุกขติ และได้ขังเขาในขุมนรกมืด คุมไว้จนกว่าจะถึงเวลาทรงพิพากษา” ยูดาห์ ข้อ 6 ได้บันทึกว่า“และเหล่าทูตสวรรค์ที่ไม่พอใจอธิปไตยที่ทรงประทานให้ แต่ได้ละทิ้งถิ่นฐานอันเหมาะสมของตนนั้น พระองค์ก็ได้ทรงจองจำไว้ด้วยเครื่องพันธนาการอันไม่รู้จักสลาย ขังไว้ในที่มืดจนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาในวันสำคัญยิ่งนั้น” ทาทารัสจึงเป็นที่คุมขังของซาตานโดยตรง นี่คือที่คุมขังชั่วคราวของซาตานภายหลังสงครามโลกครั้งสุดท้ายเพื่อรอเวลาถูกปล่อยเป็นอิสระและให้มาหลอกลวงมนุษย์ใหม่ นรกคำที่สามคือ เกเฮนนา (Gehenna) เป็นนรกที่เป็นสถานที่ใช้ลงโทษมนุษย์ซึ่งกระทำบาป คำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษาฮีบรูคือ หุบเขาฮินโนม ซึ่งเป็นที่ราบอยู่ทางทิศใต้นอกกรุงเยรูซาเล็ม พวกต่างชาติซึ่งนับถือศาสนาอื่นเอาคนมาเผาบูชายัณ (พงศ์กษัตริย์ 23:10) พวกยิวใช้เป็นที่ทิ้งขยะและสิ่งสกปรกมีหนอนมากมายที่นั่น คำนี้ปรากฎในพระคัมภีร์ใหม่ 12 ครั้ง เช่น “ถ้ามือของท่านทำให้หลงผิด จงตัดทิ้งเสีย ซึ่งจะเข้าในชีวิตด้วยมือด้วนยังดีกว่ามีสองมือและต้องถูกทิ้งในนรกในไฟที่ไม่รู้ดับ” (มาระโก 9:43) นรกนี้มีตัวหนอนซึ่งไม่ตายและไฟก็ไม่ดับ (มาระโก 9:48) เป็นบึงไฟที่ไหม้ด้วยกำมะถัน (วิวรณ์ 19:20) จึงเป็นสถานที่ทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์ ใน 12 ครั้งที่กล่าวถึง เกเฮนนา พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ตรัสถึงนรกนี้ 11 ครั้ง แสดงว่าพระองค์ทรงเป็นห่วงมนุษย์ซึ่งไม่เชื่อพระองค์ นรกเกเฮนนาเป็นสถานที่สุดท้ายที่ซาตานทั้งหลายและมนุษย์ทั้งหลายซึ่งไม่เชื่อพระเจ้าไปทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นั่นตลอดไปชั่วนิรันดร์ ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า สถานที่ทั้งสามนี้อยู่ใกล้กันหรือห่างกัน แต่ที่แน่นอนเป็นสถานที่ไม่มีความสุข มีแต่ทุกข์และทุกข์มากจนถึงทุกข์มหันต์ ดังนั้น เมื่อมนุษย์ซึ่งเชื่อพระเจ้าจากโลกนี้ไป เขาจะพบพระเยซูคริสต์และพระองค์พากลับสู่สวรรค์ ไม่ต้องไปอยู่ในแดนมรณาอีก ส่วนคนที่ไม่เชื่อพระเยซูคริสต์จะไปอยู่ในแดนมรณาก่อนเพื่อรอคำพิพากษาในอนาคตเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง ลักษณะของคนซึ่งอยู่ในแดนมรณามีตัวอย่างจากเศรษฐีซึ่งไปอยู่ที่นั่น เศรษฐีคนนี้มีความรู้สึก เขาได้พบความทุกข์ทรมานจากเปลวไฟ (ลูกา 16:24) เขาสามารถมองเห็น พูดได้ เขามีความห่วงพี่น้องของเขาแต่ทุกอย่างได้สายเกินไป แสดงว่า จิตวิญญาณของเขามีลักษณะทุกอย่างของคนที่อยู่ในโลก ต่างกันที่ว่า เขาไม่ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ เพราะไม่มีอะไรให้ทำ เขาจะรัก เกลียด หัวเราะ ร้องไห้ หรือจะทำอะไรก็ได้ แต่เขาไม่สามารถหลุดพ้นจากแดนมรณาได้ ถึงแม้เขาจะหิวข้าวหรือกระหายน้ำก็ไม่มีให้รับประทาน เขาจะอยู่โดดเดี่ยวที่แดนมรณา ที่นั่นไม่มีซาตานมาช่วยเขา เพราะซาตานอยู่ในโลกมนุษย์นี้ เขาต้องอยู่ในแดนมรณาเพื่อรอการพิพากษา เพราะเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จในโลกครั้งที่สอง พระองค์มาต่อสู้และจับพระคริสต์เทียมและผู้เผยพระวจนะเทียมทิ้งลงในบึงไฟที่ไหม้ด้วยกำมะถัน (เกเฮนนา หรือ Kehenna) และขังซาตานเอาไว้ในที่คุมขัง (ทาร์ทารัส หรือ Tartarus) ต่อจากนั้น พระองค์มาปกครองโลกหนึ่งพันปี แล้วซาตานก็ถูกปล่อยออกมาอีกครั้งมาล่อลวงคนทั้งหลายอีก แต่พระเยซูคริสต์จะจัดการโยนซาตานลงไปในบึงไฟและกำมะถัน (Kehenna) ที่พระคริสต์เทียมและผู้เผยพระวจนะเทียมอยู่ มันทั้งหลายต้องทนทุกข์ทรมานตลอดไปเป็นนิตย์ (วิวรณ์ 20) ต่อจากนั้น จะมีการพิพากษาครั้งสุดท้ายสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าซึ่งอยู่ในแดนมรณา แล้วคนทั้งหลายที่อยู่ในแดนมรณารวมทั้งแดนมรณาก็ถูกผลักทิ้งลงในบึงไฟ (วิวรณ์ 20:11-15) ในนรกเกเฮนนา ในที่สุด นรกทาทารัสซึ่งซาตานถูกขังในนั้นและเฮเดส (แดนมรณา) ซึ่งเป็นที่อยู่ของผู้ไม่เชื่อพระเจ้าจะสูญสิ้นไป ส่วนผู้ที่เชื่อพระเยซูคริสต์จะอยู่กับพระเยซูคริสต์ในนครเยรูซาเล็มใหม่ในสวรรค์ตลอดไปเป็นนิตย์ หนังสือสารบัญ