คุณเลือกทางไหน
ตายแล้วไปไหน
มนุษย์ทุกคนต้องเข้าสู่วัฏจักรของชีวิตคือเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคนเกิดมาแล้ววันหนึ่งต้องตาย ปัญหาอยู่ที่ว่า ตายแล้วไปไหน คนซึ่งไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่เชื่อว่า มีชีวิตหลังความตาย ตายแล้วก็สิ่งสุดไป แต่คนซึ่งเชื่อว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเชื่อว่ามีวิญญาณ จะเชื่อว่ามีชีวิตหลังความตาย คนไทยซึ่งนับถือศาสนาพุทธมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เมื่อคนตายลง มัจจุราชจะมารับเขาไปนรก ไปใช้กรรมชั่วที่กระทำขณะที่อยู่ในโลก เขาจะถูกจับไปถูกทรมานในนรกขุมต่างๆตามระดับความชั่วที่เขาได้กระทำ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อ้างอิงจาก 1. สมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา-ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม 1. (2542). กรุงเทพ: กรมศิลปากร 2. สมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา-ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม 2. (2542). กรุงเทพ: กรมศิลปากร 3. สมุดภาพไตรภูมิ ฉบับล้านนา. (2547). กรุงเทพ: กรมศิลปากร. สรุปดังนี้ นรกตามศาสนาพุทธคือ ดินแดนหนึ่งซึ่ง เชื่อกันว่าผู้ทำบาปจะต้องไปเกิดและถูกลงโทษตามคำพิพากษาของมัจจุราช มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น นิรยะ ยมโลก มฤตยูโลก ฯลฯ ดังนั้น นรกเป็นสถานที่รองรับผู้ที่ประพฤติผิดศีลผิดธรรม
ตามความเชื่ออย่างไตรภูมิกถาแล้ว นรกเป็นดินแดนหนึ่งในกามภพอันเป็นภพหนึ่งในภพทั้งสาม คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ รวมเรียกว่า "ไตรภพ" หรือ "ไตรภูมิ" ไตรภูมได้อธิบายนรกเป็นสี่กลุ่มใหญ่คือ มหานรก (มี 8 ขุม) ยมโลกนรก (มี 320 ขุม) อุสสทนรก (มี128 ขุม) และ โลกันตนรก (ชุมใหญ่ 1 ขุม) มนุษย์ทุกคนทำบาปหรือทำชั่ว ตัวอย่างของกรรมชั่ว ได้แก่ โกหก ขโมย ฆ่าสัตว์ เช่นยุง มด หนู ไก่ หมู วัว และสัตว์ประเภทอื่นๆ ตลอดจนฆ่าคน ไม่มีใครสามารถกล่าวได้ว่าตลอดชีวิตของเขาไม่เคยฆ่ามดหรือยุง ดังนั้นทุกคนต้องถูกมัจจุราชจับไปทรมานในนรกก่อน การที่จะไปอยู่นรกขุมไหนขึ้นกับระดับหรือขนาดของความชั่วนั้น
หลังจากที่เขาได้ใช้กรรมชั่วหมดแล้ว เขาจะไปอีกสถานที่หนึ่งซึ่งมีแต่ความสุขสบาย หลังจากที่ใช้หนี้กรรม(ชั่วและดี)หมดแล้ว เขาจะถูกกำหนดให้ไปเกิดใหม่อีกครั้งตามความเชื่อเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด เขาจะไปเกิดเป็นอะไรแล้วแต่บุญหรือกรรมที่กระทำมาในชาติก่อน สรุปคือไม่ว่าคนทำดีหรือทำชั่ว ยมบาลหรือมัจจุราชต้องมารับไปนรก ตัวอย่างเช่น นาย ก. เป็นคนร้ายไปฆ่า นาย ข. เป็นคนดี และนาย ก. ก็ถูกตำรวจยิงตาย ทั้งนาย ก. และนาย ข. ก็ต้องไปพบกันในนรกแล้วแต่ว่า เขาทั้งสองจะไปอยู่ในนรกขุมไหน เพราะทั้งนาย ก.และ นาย ข. ต่างก็ได้ทำบาปหรือทำชั่วมาทั้งสิ้น เพียงแต่นาย ก.ชั่วกว่านาย ข. ตามมาตรฐานของโลก นอกจากนี้คนชั่วที่เชื่ออย่างนี้ เขาก็ไม่กลัวบาป เพราะถึงอย่างไรก็ต้องไปยมโลกอยู่ดี และในที่สุดเขาก็จะไปเกิดใหม่เป็นอะไรก็ได้ ความเชื่อแบบนี้มีข้อสงสัย คือทุกวันนี้มนุษย์ใช้มาตรฐานทางโลกในการตัดสินว่า ใครเป็นคนดีหรือคนชั่ว เช่น ตำรวจที่ยิงนาย ก. ซึ่งเป็นผู้ร้ายตาย ตามกฎหมายเขาไม่ผิด และสังคมยังยกย่องตำรวจนั่นว่า เป็นคนดี แต่ตามกฎแห่งธรรมะไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหน เขาทำผิดเพราะเขาได้ฆ่าคน ตามความเชื่อข้างต้น ยมบาลต้องมารับเขาไปนรกใช้กรรมที่เขาได้ฆ่าคน เพราะยมบาลมีหน้าที่ตัดสินแต่กรรมชั่ว เมื่อใช้กรรมชั่วหมดแล้ว ยมบาลก็นำไปปล่อยนอกนรก แล้วใครมารับต่อจากยมบาลเมื่อใช้กรรมดีหมดแล้ว ใครเล่าเป็นผู้ตัดสินว่าเขาจะไปเกิดเป็นอะไร นั่นแสดงว่าจะมีผู้กุมชะตาของมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ผู้นั้นคือใคร ถ้าไม่ใช่พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกตลอดจนสรรพสิ่งทั้งปวง นอกจากนี้ มนุษย์ทุกคนรู้ว่าถึงเขาจะทำความดีตามมาตรฐานโลก เขาก็ยังทำบาปมากกว่าทำความดี ตราบใดที่เขายังอยู่ใน เนื้อหนัง ความโลภ โกรธ หลง กิเลสตัณหา ล้วนเป็นบาปทั้งสิ้น และเขาก็ทำอยู่ทุกวัน ทุกวันนี้ เขาได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เพียงใด เขาช่วยคนอดอยาก ทำบุญทำทานทุกวันหรือไม่ สรุป คือชาติหน้าของเขาต้องไปเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่าตามมาตรฐานของโลกและของธรรมะแน่นอน สำหรับคนที่มาเชื่อพระเยซูคริสต์ พระองค์ตรัสว่า “อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย ในพระนิเวศของพระบิดา เรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหน ท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย และท่านรู้จักทางที่เราจะไปนั้น” (ยอห์น 14:1-4) ดังนั้น คนที่มาเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาจะไม่ถูกตัดสินตามมาตรฐานของโลกหรือของศาสนาต่างๆอีกแล้ว แต่เขาจะถูกตัดสินตามมาตรฐานของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์ พระเยซูตรัสว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว” (มัทธิว 28:18) ในวันพิพากษาสุดท้าย อัครสาวกของพระเยซูคริสต์ “ยอห์น”ได้บันทึกว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวและเห็นท่าน (พระเยซูคริสต์) ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น เมื่อพระองค์ทรงปรากฎ แผ่นดินโลกและท้องฟ้าก็หายไป และไม่มีที่อยู่สำหรับแผ่นดิน โลกและท้องฟ้าเลย ข้าพเจ้าได้เห็นบรรดาผู้ที่ตายแล้วทั้งผู้ใหญ่ และผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้นและหนังสือต่างๆก็เปิดออก หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย คือ หนังสือชีวิต และผู้ที่ตายไปแล้วทั้งหมดก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้นและตามที่เขาได้กระทำ” (วิวรณ์ 20:11-12) คริสเตียนเชื่อว่าพระเจ้ายังให้โอกาสแก่ทุกคน “เพราะว่า พระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดย พระบุตรนั้น ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า” (ยอห์น 3:16-18) ดังนั้นโอกาสของทุกคนที่จะได้รับความรอดและไปสวรรค์อยู่ที่เวลานี้หรือวันนี้ ไม่ใช่ผลัดวันถึงวันพรุ่งนี้ เพราะถ้าพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาเมื่อใด โอกาสก็จะหมดไป