คุณเลือกทางไหน

ความดีมาจากการเชื่อพระเยซูคริสต์ไม่ใช่ธรรมบัญญัติ

ดังที่กล่าวมาแล้ว มนุษย์เกิดมามีลักษณะของพระฉายาของพระเจ้าซึ่งให้เขาทำความดี และเขายังมีผลกรรมจากต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว เขามีทางเลือกระหว่างความดีกับความเชื่อ แต่เขาเลือกทำความดี เขาจึงเป็นคนดี ถ้าเขาเชื่อพระเยซูคริสต์ก็เป็นคนดีของพระเจ้า “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบกรรมดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” (เอเฟซัส 2:10) พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยผู้เชื่อพระเจ้าให้มีพระฉายาของพระเจ้าให้มากที่สุด นั่นคือให้เหมือนพระเยซูคริสต์ให้มากที่สุด แต่ซาตานก็พยายามที่จะแย่งมนุษย์ให้เป็นพรรคพวกของซาตานด้วยวิธีการต่างๆข้างต้น ดังนั้นพระเจ้าได้พยายามให้มนุษย์รู้ถึงอุบายของซาตานด้วยการส่งผู้เผยพระวัจนะมาในยุคต่างๆ แต่มนุษย์ซึ่งมีความบาปยังชอบทำบาปต่อพระเจ้าด้วยการไปเชื่อฟังซาตาน ในที่สุด พระเจ้าได้เลือกชนชาติอิสราเอลให้เป็นชนชาติของพระเจ้าและตั้งธรรมบัญญัติขึ้นโดยให้โมเสสเขียนออกมาเป็นธรรมบัญญัติของพระเจ้าให้ชนชาติอิสราเอลปฏิบัติ ต่อมาชนชาติต่างๆได้นำธรรมบัญญัติมาปรับปรุงขึ้นให้มนุษย์ซึ่งเชื่อและไม่เชื่อพระเจ้าปฏิบัติ กฎบัญญัติเหล่านี้ได้กลายเป็นกฎหมายให้มนุษย์ปฏิบัติ สรุปคือ กฎหมายและธรรมบัญญัติของพระเจ้ามีไว้ให้มนุษย์ปฎิบัติตามเพื่อให้สังคมอยู่อย่างสงบสุข กฎหมายและธรรมบัญญัติของพระเจ้ามีไว้ลงโทษผู้ที่ทำผิดกฎหมายหรือกฎบัญญัติของพระเจ้าแต่กฎหมายของมนุษย์ต่างจากธรรมบัญญัติของพระเจ้าคือ กฎหมายเขียนขึ้นโดยมนุษย์เพื่อใช้บังคับให้ชุมชนปฏิบัติตาม กฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาขึ้นกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ เช่น ในถนนสายหนึ่งห้ามขับรถเกิน45 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่พอมีอุบัติเหตุ กฎหมายก็แก้เป็น 35 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ก่อนสูบบุหรี่ในโรงภาพยนตร์ได้ แต่ปัจจุบัน กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในโรงภาพยนตร์ กฎหมายมีข้อยกเว้น มีการลดโทษและเพิ่มโทษ และในบางครั้งมีการยกโทษให้ด้วย เช่นพระเจ้าแผ่นดินหรือประธานาธิบดีมีสิทธิ์ยกโทษให้นักโทษได้ เแต่ธรรมบัญญัติของพระเจ้าเป็นคำตรัสของพระเจ้า พระองค์เป็นผู้ทรงกำหนดให้มนุษย์เขียนขี้นโดยได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ธรรมบัญญัติของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะพระเจ้าตรัสแล้วไม่คืนคำ ธรรมบัญญัติของพระเจ้าทำให้รู้ว่ามนุษย์ทุกคนในโลกอยู่ใต้การพิพากษา เช่น ธรรมบัญญัติให้เขาอย่ามีพระเจ้าอื่นใด อย่าทำรูปเคารพ อย่าออกพระนามพระเจ้าอย่างไม่สมควร จงระลึกถึงวันสะบาโต ให้เกียรติบิดามารดา อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ อย่าโลภ (อพยพ 20:1-17) เมื่อมนุษย์ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ พระเจ้าจะทรงอวยพระพรแก่เขาในวันพิพากษา แต่ถ้าเขาทำผิดธรรมบัญญัติแม้แต่ข้อเดียว เขาก็ถูกลงโทษ ดังนั้น ทำให้รู้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นผู้ชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย (โรม 3:10) เพราะว่า ในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นคนชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติได้ เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาปได้ (โรม 3:20) ดังนั้น คนที่เชื่อพระเจ้าจึงหลีกเลี่ยงความชั่วหรือความบาป และพยายามทำความดี แท้ที่จริง การทำความดีก็คือการประพฤติตามธรรมบัญญัตินั่นเอง ความดีจึงตั้งอยู่บนรากฐานของธรรมบัญญัติของพระเจ้าซึ่งได้รับการบันทึกไว้เมื่อ 3500 ปีมาแล้ว ก่อนที่จะมีศาสนาต่างๆในโลก แม้แต่คำสอนศีลธรรมของศาสนาต่างๆก็คล้ายคลึงกับคำสั่งสอนของธรรมบัญญัติของพระเจ้าทั้งสิ้น ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดีทั้งสิ้นนั้นเป็นความจริง เพราะสอนตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่คริสเตียนให้ความสำคัญกับการเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้เป็นเจ้าก่อนความประพฤติ นั่นคือ ถ้าเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาต้องประพฤติตนเป็นคนดี การทำความดีอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เขามีชีวิตนิรันดร์หรือไปสวรรค์ เพราะว่าซาตานก็ช่วยให้คนทำความดีตามมาตรฐานของมนุษย์ได้ แต่คนนั้นไม่สามารถไปสวรรค์ของพระเจ้า เพราะว่าหนทางเดียวที่เขาจะไปสวรรค์ได้คือ เชื่อพระเยซูคริสต์เท่านั้น ถ้าเช่นนั้นการประพฤติตามธรรมบัญญัติของพระเจ้าจะมีประโยชน์อย่างไรถ้าไม่ช่วยให้ไปสวรรค์ได้ “เพราะว่าในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติได้ เพราะว่าธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาปได้” (โรม3:20) สรุปคือใครบ้างไม่เคยทำบาป “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมต่อพระสิริของพระเจ้า” (โรม 3:23) “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (โรม 6:23) ด้วยเหตุนี้ “พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ โดยความเชื่อจึงได้ผล” (โรม 3:25) “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (โรม 4:12) นี่เป็นเครื่องยืนยันว่า การเชื่อพระเยซูคริสต์เท่านั้นจึงจะมีชีวิตนิรันดร์ และนี่คือพระคุณของพระเจ้า สรุปคือ มนุษย์รอดโดยพระคุณของพระเจ้าโดยการเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเขา สรุกคือ ในโลกนี้ มีคนอยู่ 3 ประเภท คือ ประเภทที่หนึ่ง ทำความดี เชื่อตนเอง ไม่เชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครช่วยเขาได้ เขาต้องช่วยตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามชะตาชีวิต มีเกิดตามธรรมชาติ และตายก็สิ้นสุดไป ไม่มีการเกิดหรือไปอยู่ที่อื่น ประเภทที่สอง ทำความดี เชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งช่วยเราได้ เช่นเทพเจ้าหรือผี คนที่ตายไปแล้วกลายเป็นผีหรือเทพเจ้า มาช่วยหรือมาทำลาย คนซึ่งเชื่อผีก็กราบไหว้ผี เช่นผีแม่น้ำ (พระแม่คงคา) เจ้าพ่อซึ่งมีอำนาจขณะที่อยู่ในโลก พอตายไปก็กลายเป็นผีมาหลอกหลอน หรือ ผีแม่นาคพระโขนง กษัตริย์บางองค์ซึ่งสิ้นพระชนม์กลายเป็นผีหรือ คนดี คนมีอำนาจ หรือมีชื่อเสียงซึ่งตายไปเป็นผี แต่เพราะว่าเป็นกษัตริย์หรือเป็นคนซึ่งคนทั่วไปรักและยกย่องก็ถูกยกฐานะขึ้นตามความคิดของมนุษย์ให้เป็นเทพเจ้าต่างๆ เช่น เทพเจ้าพระซุส เทพเจ้าพระนารายณ์ และเทพเจ้าอีกมากมาย แล้วแต่คนจะเชื่อ เขากราบไหว้ผีหรือเทพเจ้าให้มาช่วยให้ร่ำรวย ให้มีชื่อเสียง หรือมีอำนาจ แต่เขายังต้องช่วยตนเองด้วยการทำความดี ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามชะตาชีวิต มีเกิดตามธรรมชาติหรือถูกกำหนดให้มาเกิดจากผลกรรมแต่ชาติก่อน และตายก็ไปเกิดใหม่หรือไปอยู่ที่อื่น ประเภทที่สาม ทำความดี เพราะเชื่อพระเจ้าหรือพระเยซูคริสต์ไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากพระเจ้า เราช่วยตนเองไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่โดยบังเอิญ มีเกิดตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้เกิดมา และตายก็ไปอยู่สวรรค์กับพระเยซูคริสต์เจ้าตลอดไปเป็นนิตย์ สรุปคือ เราทุกคนไม่ว่ามีศาสนาหรือไม่มีต่างก็ทำความดี ที่แตก ต่างก็คือ คนประเภทที่หนึ่งไม่เชื่อว่ามีชีวิตหลังความตาย คนประ เภทที่สองและสามเชื่อว่ามีจิตวิญญาณซึ่งไม่ตาย และจะต้องมีชีวิตอยู่หลังความตาย และ ถ้าเชื่อว่ามีชีวิตหลังความตายก็ต้องเชื่อว่ามีผู้มาควบคุมชีวิตของเราว่า เราจะไปอยู่ที่ไหนหลังความตาย ถ้าคนเชื่อผี ก็ไปอยู่กับผี ถ้าคนเชื่อเทพเจ้า ก็ไปอยู่กับเทพเจ้า หรือถูกส่งกลับมาอยู่ในโลกนี้ใหม่ตามความเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดซึ่งมนุษย์ได้เป็นผู้จินตนาหรือคิดขึ้นมา แต่ในความเชื่อของคริสเตียน ผีหรือเทพเจ้าก็คือมนุษย์ซึ่งประกอบกรรมดี หรือกรรมชั่วขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซาตานจะมาสิงในร่างมนุษย์ซึ่งทำชั่ว เช่น ฆาตกร นักการพนัน และอื่นๆ ขณะที่มนุษย์คนนั้นยังมีชีวิตอยู่ พอคนนั้นตายไป ซาตานก็ปลอมแปลงเป็นคนนั้นมาหลอกให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เชื่อว่าคนตายได้กลับมาหาหรือมาหลอกลวงได้ เช่น ผีแม่นาคพระโขนง แต่คนดีที่ตายไปได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้า ซาตานก็เข้าสวมรอย ช่วยคนที่มาขอกับเทพเจ้าให้ร่ำรวย ช่วยให้หายโรค ช่วยให้รอดชีวิต หรือป้องกันอันตรายใดๆได้ เพราะซาตานมีอำนาจมากกว่ามนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความสุขในโลกนี้ คนจึงไปกราบไหว้ผีและเทพเจ้าดังที่กล่าวมาแล้ว บางคนซึ่งรู้จักซาตาน ก็มากราบไหว้ซาตานโดยตรง และซาตานจะใช้คนเหล่านี้ไปชักชวนมนุษย์คนอื่นๆให้มาเป็นพรรคพวกของมัน สรุปคือ คนที่เชื่อพระเจ้าหรือเชื่อซาตานล้วนทำความดีในมาตรฐานของมนุษย์ได้ สำหรับคริสเตียน การทำความดีคือ การเชื่อพระเยซูคริสต์ เพราะสวรรค์นั้นสำคัญกว่าโลกนี้ เพราะว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มนุษย์เคยอยู่ในสวนเอเดนของพระเจ้า เมื่อมนุษย์ได้ทำบาปด้วยการไม่เชื่อพระเจ้า พระเจ้าทรงสัญญาจะพามนุษย์กลับไปอยู่กับพระองค์อีก เพราะพระเจ้าทรงรักมนุษย์ซึ่งพระองค์ทรงสร้างมา โดยพระสัญญาของพระเจ้า พระเยซูคริสต์จึงได้เสด็จมาเพื่อจะมาพามนุษย์กลับบ้านสู่สวรรค์ของพระองค์ นี่คือพระคุณของพระเจ้า เขารอดโดยพระคุณของพระเจ้าโดยการเชื่อพระเยซูคริสต์เจ้า เขาไม่ได้อยู่ใต้ธรรมบัญญัติซึ่งมีไว้ลงโทษเขาไปสู่ความตาย ความจริงก็คือเขาทำความดีเพราะเขาเชื่อพระเยซูคริสต์