คุณเลือกทางไหน

ความดีความชั่วมาจากไหน

การทำความดีเป็นธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์รู้จักทำความดีกับความชั่วตั้งแต่เมื่อใด จากพระคัมภีร์ในพระธรรมปฐมกาล เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์คู่แรกคืออาดัมและเอวา พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระเจ้า พระฉายาของพระเจ้าไม่ใช่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนพระเจ้า แต่หมายถึง ความรู้สึกที่ดี ความนึกคิดที่ดี และมีสติปัญญาของพระเจ้า เมื่อมนุษย์อยู่ในสวนเอเดน มนุษย์จึงเป็นผู้ไร้เดียงสา ผู้บริสุทธิ์ และ ทำแต่สิ่งที่ดี การทำความดีจึงเป็นลักษณะของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงประทานให้ แต่ความดีในสายพระเนตรของพระเจ้าก็คือการเชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้มนุษย์มีอิสรภาพที่จะเชื่อฟังพระเจ้า “พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น แล้วพระเจ้าทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากินเป็นอาหาร งอกขึ้นจากดิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งอยู่ท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วต้นหนึ่งด้วย” (ปฐมกาล 2:8-9) พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่ (ปฐมกาล 2:16-17) เมื่อมนุษย์เชื่อฟังพระเจ้า มนุษย์จึงทำแต่ความดี ดังนั้น มนุษย์รู้จักทำความดีตั้งแต่แรกเริ่มในสวนเอเดน ก่อนมีธรรมบัญญัติมาใช้บังคับ แต่ซาตานต้องการแย่งมนุษย์ออกจากพระเจ้า จึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะให้มนุษย์มาเป็นพรรคพวกของเขา ซาตานจึงได้มาล่อลวงอาดัมและเอวาให้เชื่อฟังซาตาน ดังนั้น การไปเชื่อฟังซาตานและไม่เชื่อฟังพระเจ้ากลายเป็นการทำบาป ความบาปจึงเข้ามาอยู่ในพันธุกรรม (Gene) ของมนุษย์ มนุษย์ซึ่งถูกสร้างโดยพระฉายาของพระเจ้าถูกเปลี่ยนแปลง แต่ก่อน มนุษย์รู้จักแต่ความดีตามพระฉายาของพระเจ้า แต่ความบาปหรือความชั่วเกิดชึ้น เมื่อมนุษย์ไปกินผลไม้จากต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ความดีกับความชั่วในผลไม้ได้เข้ามาในพันธุกรรม (Gene) ของมนุษย์ ความชั่วได้เข้ามาในพันธุกรรมของมนุษย์ นั่นคือ ความบาปได้เข้ามาในตัวของมนุษย์ และมีอิทธิพลต่อความประพฤติของมนุษย์ ทำให้มนุษย์อยากทำชั่ว ต่อจากนี้ มนุษย์จึงทำความดีและทำความชั่วได้ เพราะว่าความชั่วคือความบาป มนุษย์ทุกคนจึงได้ชื่อว่าเป็นคนบาป มนุษย์คนหนึ่งเกิดมา เมื่อเป็นเด็ก เขาเป็นเด็กไร้เดียงสา เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เขาเริ่มรู้สึกผิดชอบ เขามีความรับผิดชอบว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว เพราะเขาสามารถเลือกตามพระฉายาของพระเจ้า หรือเลือกผลกรรมของต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วซึ่งเข้ามาฝังอยู่ในพันธุกรรมของมนุษย์ ตัวอย่างที่ 1 มีคนคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักพระเจ้าและไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่เขากระทำแต่ความดีตามมาตรฐานของสังคมนั้น นั่นคือ มีความรัก ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เขาช่วยเหลือคนยากคนจน ในทางตรงข้าม เขาไม่เบียดเบียนใคร เขาไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่อิจฉาริษยา ไม่โกง ไม่โสโครก ไม่เล่นการพนัน ไม่ใฝ่สูง เขาเป็นคนที่สมบูรณ์ที่สุด เขาทำความดีทั้งๆที่ไม่รู้จักพระเจ้าไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ที่เป็นเช่นนึ้เป็นเพราะเขาเกิดมามีลักษณะของพระฉายาของพระเจ้าซึ่งให้เขาทำความดี และเขายังมีผลกรรมจากต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว เขามีทางเลือกระหว่างความดีกับความชั่ว แต่เขาเลือกทำความดี เขาจึงเป็นคนดี ดังนั้นคนที่เชื่อพระเจ้าและไม่เชื่อพระเจ้าล้วนทำความดีได้ตามมาตรฐานของสังคมและของโลก ตัวอย่างที่ 2 มีคนคนหนึ่งไม่รู้จักพระเจ้าและไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า เขาเป็นคนรุนแรง โกรธง่าย ฉุนเฉียว ทำร้ายคนอื่น ไม่เชื่อฟังใคร เขาได้รับการขนานนามว่าคนชั่ว คนคนนี้มีพระฉายาของพระเจ้าซึ่งให้เขาเป็นคนดี แต่เขาเลือกที่จะทำชั่วจากผลกรรมของต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว นั่นคือ เขาเลือกผลชั่วมากกว่าผลดี เขาจึงทำแต่ความชั่วตามมาตรฐานของสังคมนั้น ตัวอย่างที่ 3 มีคนคนหนึ่งไม่รู้จักพระเจ้าและไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า เขาเป็นคนร่าเริงสนุกสนาน ไม่เป็นภัยต่อใคร แต่เขาไปดื่มเหล้าเมา ไปทะเลาะเบาะแว้งและทำร้ายคนอื่น พอเขาหายเมา เขาเสียใจและไปขอโทษคนคนนั้นที่เขาทำร้าย สรุปคือ เวลาปกติ เขาเป็นคนดีตามมาตรฐานของสังคม เพราะเขามีพระฉายาของพระเจ้าซึ่งให้เขาเป็นคนดี แต่เวลาเมาเหล้า ความชั่วจากผลกรรมของต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วมาครอบงำเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว เขาควบคุมตัวเขาไม่ได้ เขาจึงทำความชั่ว แต่เมื่อเขาหายเมา เขาเสียใจเพราะเขาให้พระฉายาของพระเจ้าซึ่งให้เขาเป็นคนดีมาควบคุมเขา จากตัวอย่างข้างต้น มนุษย์ซึ่งพึ่งตนเองเลือกทางชีวิตของตนเอง ไม่ขึ้นกับพระเจ้าหรือซาตานหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หรืออาจจะกล่าวว่า แล้วแต่ตราบาปที่ติดมากับพันธุกรรมของคนคนนั้นหรือคนทั่วไปมักกล่าวว่าแล้วแต่บุญแต่กรรม ทำไมมนุษย์เลือกทำความดี เพราะมนุษย์ยังเชื่อและเข้าใจว่า เมื่อเขาตายไป จิตวิญญาณของเขาจะไปเกิดใหม่ เขาจึงสะสมความดีตามมาตรฐานของโลกเพื่อจะไปเกิดในที่ดีกว่า นี่คือความเชื่อของคนซึ่งนับถือศาสนาอินดู และศาสนาพุทธ แต่ไม่ใช่ความเชื่อของคริสเตียน เพราะ คริสเตียนทำความดี เพราะเชื่อฟังพระเจ้า