คุณเลือกทางไหน

ศาสนาต่างๆมาจากแหล่งใด

ศาสนาที่เชื่อพระเจ้าเช่นศาสนายิวและศาสนาคริสต์ไม่ใช่ศาสนาแต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ จากเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งมีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงสร้างทูตสวรรค์ไว้รับใช้พระองค์ในสวรรค์ ต่อมา หัวหน้าทูตสวรรค์คนหนึ่งชื่อลูซีเฟอร์ และ 1/3 ของทูตสวรรค์ไม่เชื่อฟังพระเจ้าและกบฎต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงขับไล่พวกเขาออกจากสวรรค์ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้า และเรียกพวกเขาว่าซาตาน ซึ่งแปลว่า ผู้ต่อต้านพระเจ้า ต่อมาพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน (ปฐมกาล1:1) พระองค์ได้ทรงสร้างสวนแห่งหนึ่งชื่อสวนเอเดน และสร้างสิ่งมีชีวิตได้แก่ต้นไม้และสัตว์และพระเจ้าได้สร้างมนุษย์คู่แรกคืออาดัมและเอวาเพื่อมาดูแลสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในสวนเอเดน “พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน” (ปฐมกาล1:28) ในสมัยนั้น พระเจ้ากับมนุษย์สนิทสนมกันและดำเนินไปด้วยกัน เมื่อมนุษย์เชื่อฟังพระเจ้า มนุษย์กับสัตว์ทั้งหลายจึงอยู่ในสวนเอเดนอย่างมีสันติสุข แต่ซาตานต้องการแย่งมนุษย์ออกจากพระเจ้า จึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะให้มนุษย์มาเป็นพรรคพวกของเขา ซาตานได้เข้าสิงในงูและงูได้มาล่อลวงอาดัมและเอวาให้รับประทานผลของต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว มนุษย์ไปเชื่อฟังงูซึ่งซาตานมาสิงอยู่ ดังนั้น การไปเชื่อฟังซาตานและไม่เชื่อฟังพระเจ้ากลายเป็นการทำบาป ความบาปจึงเข้ามาอยู่ในใจของมนุษย์ อาดัมและเอวาอยู่ในสวนเอเดนของพระเจ้าไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายก็ถูกสาปเพราะงูซึ่งยอมให้ซาตานเข้าสิง ดังนั้นสิ่งมีชีวิตทั้งต้นไม้ สัตว์และมนุษย์ต้องออกจากสวนเอเดนมาอาศัยในโลกซึ่งเป็นที่อาศัยของซาตานด้วย พระเจ้าทรงสัญญาจะมาทำลายอำนาจของซาตาน พระเจ้าตรัสว่า “เราจะให้เจ้าและหญิงนี่เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วยพงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวเจ้าแหลกและเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ” (ปฐมกาล 3:15) หมายความว่าวันหนึ่ง พระบุตรคือพระเยซูคริสตเจ้าจะมาบังเกิดเป็นมนุษย์มาทำลายอำนาจของซาตาน เมื่อมนุษย์ออกห่างจากพระเจ้า มนุษย์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนบาป มีอิสระที่จะเลือกทำดีและทำชั่ว จากประวัติศาสตร์บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ มนุษย์เลือกทำบาปมากกว่าทำดี ก่อนสมัยน้ำท่วมโลก มนุษย์ไม่มีศาสนา มีแต่ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อพระเจ้าเท่านั้น พระเจ้าทรงเห็นว่า มนุษย์ทำชั่วทั้งแผ่นดิน ในภายหน้า พระบุตรพระเยซูคริสต์ไม่สามารถเกิดมาในครอบครัวซึ่งทำชั่วหรือไม่เชื่อพระเจ้าได้ ในที่สุด พระเจ้าได้พบครอบครัวหนึ่งซึ่งเชื่อฟังพระเจ้า ครอบครัวนั้นคือครอบครัวโนอาห์ จนกระทั่งพระเจ้าได้ตัดสินใจให้น้ำท่วมโลก น้ำได้ท่วมโลก 40 วัน และ 40 คืน ภายหลังจากที่น้ำได้ท่วมโลก เหลือแต่โนอาห์และ ครอบครัวกับสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในนาวารอดมาได้ นาวาของโนอาห์มาค้างอยู่บนเทือกเขาอารารัต เทือกเขานี้เป็นแหล่งเริ่มต้นของประวัติศาสตร์โลก โนอาห์มีบุตรชาย 3 คน คือ เชม ฮาม และยาเฟท ชนชาติต่างๆทั้งหลายในโลกล้วนมาจาก ลูกหลานของโนอาห์ในประวัติศาสตร์โลกได้บันทึกชนชาติที่ กำเนิดขึ้นครั้งแรกอยู่บริเวณเทือกเขาอารารัต ในแถบ เมโสโปเตเมีย (MESOPOTAMIA) ซึ่งมี 4 ชนชาติด้วยกัน 1) ชนชาติซูเมอร์ (SUMERIAN) อาศัยอยู่ตอนใต้ของ เมโสโปเตเมีย มีเมืองสำคัญชื่อ เออร์(ER) ซึ่งเป็นบ้านเกิด ของอับราฮัม ถึงแม้พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกเกี่ยวกับชนชาติ ซูเมอร์ แต่จากหลักฐานเชื่อว่า อาจกำเนิดมาจาก เชม 2) ชนชาติบาบิโลน (BABYLONIAN) อาศัยอยู่ตอนกลาง เมืองสำคัญ คือเมืองบาบิโลน กำเนิดมาจาก นิมโรด ซึ่งเป็น ลูกของคูช คูชเป็นลูก ของ ฮาม 3) ชนชาติอัสซีเรีย (ASSYRIAN) อาศัยอยู่ตอนเหนือ เมืองสำคัญ คือ นีเนเวต์ กำเนิดมาจาก นิมโรด ซึ่งเป็นหลานของ ฮาม 4) ชนชาติเปอร์เซีย (PERSIAN) อาศัยอยู่ทางตะวันออกของ เมโสโปเตเมีย ชนชาตินี้ไม่ได้บันทึกว่ากำเนิดมาจากผู้ใด ต่อมา ชนชาติเหล่านี้ได้กระจายออกไปสู่ตะวันออกกลาง ชนชาติในแถบตะวันออกกลาง มี 11 ชนชาติ คือ 5) ชนชาติฮิตไทต์ (HITTITE) อาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน กำเนิดมาจาก เฮท ลูกของคานาอัน คานาอันเป็นลูกของ ฮาม 6) ชนชาติคานาอัน (CANAAN) และชนชาติอาโมไรต์ (AMORITE) กำเนิดมาจาก คานาอัน ลูกของ ฮาม 7) ชนชาติ โฟนีเซียน (PHOENICIAN) ไม่ได้บันทึกว่ามาจาก ผู้ใด 8) ชนชาติอาราเมียน (ARAMEAN) กำเนิดมาจาก อาราม ซึ่งเป็นลูกของ เชม 9) ชนชาติฟีลิสเตีย (PHILISTENE) กำเนิดมาจากคัสลูฮิม ซึ่งเป็นลูกของอียิปต์ อียิปต์เป็นลูกของฮาม 10) ชนชาติอียิปต์ (EGYPT) กำเนิดมาจากอียิปต์ซึ่งเป็นลูกของ ฮาม โดยตรง 11) ชนชาติโมอับ (MOAB) กำเนิดมาจากโลทกับลูกสาวคนโต ของเขา โลทเป็นหลานของอับราอัม 12) ชนชาติอัมโมน (AMMONITE) กำเนิดมาจากเบน-อัมมี ซึ่งเป็นลูกของโลทกับลูกสาวคนเล็ก 13) ชนชาติเอโดม (ADOMITE) กำเนิดมาจากเอซาว ซึ่งเป็น ลูกคนโตของอิสอัค อิสอัคเป็นลูกของอับราฮัม 14) ชนชาติอาหรับ กำเนิดมาจากอิชมาเอล ซึ่งเป็นลูกคนโต ของอับราฮัมกับนางฮักกาชนชาติอาหรับอาจเป็นเผ่าผสมระหว่างชนชาติอิชมาเอลกับชนเผ่าเอโดมซึ่งเป็นลูกหลานของเอซาว เพราะอาศัยในแหล่งเดียวกัน 15) ชนชาติมีเดียน กำเนิดมาจากอับราฮัม กับนางเคทูราห์ 16) ชนชาติอิสราเอล (ISRAELITE) กำเนิดมาจากยาโคบ ลูกคนเล็กของอิสอัค อิสอัคเป็นลูกของอับราฮัมกับนางซาราย จะเห็นว่านักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่า ชนชาติต่างๆที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกกลาง และตะวันออกใกล้ (NEAR EAST) ล้วนเป็นลูกหลานของ โนอาห์ และลูกหลานของอับราอัม ซึ่งเป็นเหลนๆของเชม ชนชาติทุกชาติที่กล่าวมาข้างต้นยกเว้นชนชาติซูเมอร์ นักโบราณคดีได้อาศัยหลักฐานในพระคัมภีร์ไปขุดค้นวัตถุโบราณ ของใช้ต่างๆ ตลอดจนเมืองต่างๆ ในสมัยโบราณได้ และได้พบซากสลักหักพังของสถานที่หรือเมืองเหล่านั้นซึ่งยังปรากฎอยู่ในปัจจุบัน ทั้งบุคคลและเหตุการณ์ต่างๆก็พบเป็น ความจริงทั้งสิ้น แสดงว่า เรื่องราวของโนอาห์และลูกหลานเป็นความจริง ดังนั้น ถ้าพระคัมภีร์ซึ่งบันทึกเรื่องราวของโนอาห์และลูกหลานเป็นความจริง พระเจ้าก็ต้องมีจริง พระคัมภีร์บันทึกว่าพระเจ้าเป็นผู้ดลใจให้มนุษย์เขียนพระคัมภีร์ขึ้น ในสมัยของโนอาห์ โนอาห์และลูกๆเชื่อและนับถือพระเจ้าเท่านั้น จึงไม่มีศาสนาเพราะทุกคนในสมัยนั้นเชื่อพระเจ้า ต่อมา หลานเหลนของโนอาห์ห่างเหินจากพระเจ้า เพราะไม่มีใครเชื่อพระเจ้าเช่นเดียวกับโนอาห์ซึ่งเชื่อพระเจ้า ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าได้เจิดจางลง ครอบครัวของหลานเหลนของโนอาห์ขยายพงศ์พันธุ์จนกลายเป็นชนชาติต่างๆซึ่งเข้าใจพระเจ้าผิดๆหรือสับสน จากพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวได้กลายเป็นพระเจ้าซึ่งมนุษย์คิดขึ้นหรือสร้างขึ้นมา หลานเหลนของโนอาห์บางคนมีอำนาจตั้งตัวเป็นพระเจ้าเอง มีชายคนหนึ่งชื่อนิมโรด เป็นลูกของคูช คูชเป็นลูกของฮามชึ่งเป็นลูกของโนอาห์ นิมโรดได้ชื่อว่าเป็นพรานใหญ่ยิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า (ปฐมกาล 10:9) นิมโรดตั้งตัวเป็นใหญ่และสร้างอาณาจักรซึ่งประกอบด้วยเมืองบาบิโลน เมืองเอเรก และเมืองอัคคัด เมืองทั้งสามอยู่ในแผ่นดินชินาร์ (ปฐมกาล 10:10) เมืองเหล่านี้เป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมเริ่มแรกของโลก เช่นวัฒนธรรมของชนชาติซูเมอร์ และ มีการสร้างพระต่างๆขึ้นให้มนุษย์กราบไหว้ พระเหล่านี้ล้วนเป็นพระที่มนุษย์คิดหรือสร้างขึ้น นอกจากนั้นซาตานซึ่งมีอำนาจเหนือกว่ามนุษย์ยังมาชักชวนให้มนุษย์ทำบาป และออกห่างจากพระเจ้าด้วยการให้มนุษย์เชื่อถือสิ่งต่างๆนอกเหนือจากพระเจ้าหรือให้มนุษย์มาเชื่อถือซาตาน การเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือคำสั่งสอนของศาสดาของชนชาติต่างๆได้กลายเป็นศาสนาต่างๆขึ้นมา ศาสนาเกิดจากกลุ่มชนซึ่งเชื่อถือในสิ่งเดียวกันมารวมกัน ศาสนาทุกศาสนาที่เชื่อมีสิ่งที่มีอำนาจเหนือมนุษย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีการกราบไหว้บูชาบวงสรวงด้วยความเคารพหรือเกรงกลัว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมีชื่อเรียกต่างๆกันขึ้นกับกลุ่มชนหรือชนชาติต่างๆ ชนชาติต่างๆเหล่านั้นสืบเชื้อสายมาจากโนอาห์แต่ไปนับถือศาสนาต่างๆ ตัวอย่าง ชนชาติในแถบ เมโสโปเตเมียได้แก่ซูเมอร์ อัสซีเรีย และบาบิโลนซึ่งเป็นลูกหลานของโนอาห์ไม่รู้จักพระเจ้า แต่ไปนับถือพระมาร์ดูค (Marduk) ซึ่งเป็นพระผู้สร้าง ตำนานเล่าว่า พระมาดูคได้รบชนะเจ้าแม่เทียมัต (Tiamat) ซึ่งเป็นเจ้าแม่ของทะเลลึก พระมาดูคได้เปลี่ยนเจ้าแม่เทียมัตให้กลายเป็นดิน ทะเลและท้องฟ้า พระมาร์ดูคได้สร้างจักรวาลขึ้นมา ชนชาติในแถบ เมโสโปเตเมียยังนับถือพระอื่นๆ แต่พระมาร์ดูคใหญ่ที่สุด ชนชาติอียิปต์ซึ่งเป็นลูกของฮามมีลูกหลานมากมายจนกลายเป็นประเทศอียิปต์ คนอียิปต์มีศาสนาซึ่งแตกต่างจากความเชื่อของโนอาห์ ชนชาติอียิปต์นับถือพระเร (Re) เป็นพระผู้สร้าง พระเรเป็นพระผู้จัดระเบียบให้จักรวาลโดยควบคุมพระอีก 8 องค์ด้วยกัน พระที่สำคัญได้แก่ พระคัค (Kuk) เป็นเทพเจ้าแห่งความมืด พระอาโมน(Amon) เป็นเทพเจ้าแห่งความวุ่นวาย พระเรยังสร้างเทพเจ้าองค์อื่นๆด้วยการแบ่งส่วนของร่างกายของพระเร พระเรสร้างเทพเจ้า ชู (Shu) และ เทฟนัท (Tefnut) จากน้ำอสุจิของตนเอง เทพเจ้าเหล่านี้ก็ให้กำเนิดเทพเจ้าอื่นๆ ชนชาติคานาอันซึ่งเป็นลูกของฮามมีลูกหลานมากมายจนกลายเป็นประเทศคานาอัน คานาอันมีพระบาอัล (Baal) เป็นพระเจ้าของพวกเขา พระบาอัลเป็นเทพเจ้าของฝน พืชผัก และการมีลูกดก (god of rain, vegetation and fertility) พระบาอัลมีภรรยาชื่อเจ้าแม่อานัธ (Anath) ซึ่งเป็นเจ้าแม่แห่งความรักและการมีลูกดก (goddess of love and fertility) และมีพระอีกองค์หนึ่งชื่อ เทพเจ้ามอธ (Moth) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความตายและภัยแล้งในฤดูร้อน การต่อสู้ระหว่างพระทั้งสามองค์นี้ทำให้เกิดเป็นฤดูต่างๆ เทพเจ้ามอธฆ่าพระบาอัลและส่งพระบาอัลไปฝังอยู่ใต้โลก เจ้าแม่อานัธแก้แค้นโดยฆ่าเทพเจ้ามอธและพระบาอัลได้ฟื้นคืนชึพและกลับสู่ที่ประทับอย่างเดิม เมื่อเทพเจ้ามอธฆ่าพระบาอัลมีผลต่อฤดูคือทำให้แผ่นดินแห้งแล้งในฤดูร้อน เมื่อเจ้าแม่อานัธแก้แค้นโดยฆ่าเทพเจ้ามอธและพระบาอัลได้ฟื้นคืนชีพและกลับสู่ที่ประทับอย่างเดิมก็ทำให้เกิดฝนตกในฤดูฝน ชาวคานาอันมีพิธีกราบไหว้บูชาพระบาอัล คือ 1. เพื่อขอฝนให้ตกลงมา 2. พิธีบูชาพระบาอัลจะเกี่ยวข้องกับการร่วมเพศเพื่อให้มีลูกดก 3. มีพิธีบูชายัญเด็กซึ่งเป็นลูกคนโตเพื่อถวายพระบาอัล แล้วพระบาอัลจะให้แม่นั้นมีลูกดก 4. มีพิธีร่วมเพศของผู้ชายกับหญิงโสเภณีหรือผู้ชายกับผู้ชายในพระวิหารเพื่อสนันสนุนการมีลูกดก 5. มีการปั้นรูปเคารพเป็นรูปเปรยกายของเจ้าแม่ต่างๆในพระวิหาร เช่น เจ้าแม่อาชีราห์ (Asherah) เพื่อสนับสนุนให้มีการร่วมเพศในพระวิหาร ชนชาติกรีก ชาวกรีกในสมัยโบราณนับถือเทพเจ้ามากมาย เทพเจ้าที่ใหญ่ที่สุดคือ เทพเจ้าซูส (Zeus) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เป็นพ่อของเทพเจ้าทุกองค์ เทพเจ้าอพอลโล (Apollo) เป็นเทพเจ้าพระอาทิตย์ เทพเจ้าองค์นี้เดินทางไปมาในโลกเพื่อให้แสงแดดช่วยการเพาะปลูก เทพเจ้าแพน (Pan) เป็นเทพเจ้าที่มีลักษณะครึ่งคนครึ่งแพะดูแลต้นไม้ในป่า ทุ่งนา เทพเจ้าพอเซดอน (Poseidon) เป็นเทพเจ้าแห่งมหาสมุทร เทพเจ้าซูสมีภรรยาชื่อ เฮรา (Hera) มีลูกชายชื่อเออร์คิวลิส (Hercules) ซึ่งมีพละกำลังมหาศาล เทพเจ้าผู้หญิงอาร์เทมิสเป็นเทพเจ้าพระจันทร์ และเทพเจ้าผู้ให้มีลูกดก เทพเจ้าผู้หญิงอาฟรอไดท์ (Aphrodite) เป็นเทพเจ้าแห่งความงาม และเทพเจ้าผู้หญิงอีกองค์หนึ่งคืออาเธน่า (Athena) เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปกรรม ชนชาติในแถบชมพูทวีป ในสมัยโบราณเป็นที่อยู่ของคนผิวดำซึ่งสืบเชื้อสายมาจากคูชเป็นลูกของฮาม พวกนี้นับถือธรรมชาติเบื้องต่ำ ได้แก่ แผ่นดิน ภูเขา น้ำ ไฟ สิ่งเหล่านี้มีอำนาจเป็นที่หวาดกลัวของคนพวกนี้ พวกเขาเรียกว่า “แม่” นอกจากนี้ยังนับถือภูตผีปิศาจ เช่นการนับถือวิญญาณของคนบรรพบุรษที่ตายไปแล้ว โดยเชื่อว่าวิญญาณนั้นไม่ตาย วิญญาณต้องการกินอาหารเช่นเดียวกับคน จึงมีการเซ่นไหว้ส่งอาหารไปให้รับประทาน เพราะวิญญาณหรือผีที่ตายไปให้ความสุขความทุกข์แก่คนได้ พวกเขาจึงกลัววิญญาณหรือผีที่ตายไป ชนชาติอินเดีย มีชนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นหลานเหลนของฮามอาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำอินดัส (Indus) ในปี 3000-1500ก่อนคริสตศักราช ที่รู้ว่ามีชนกลุ่มนอยู่เพราะได้มีการขุดเมืองเก่าโบราณคือเมืองฮาราปปา (Harappa) โมเฮนโจ-ดาโร (Mohenjo-daro) พบว่าชนกลุ่มนี้มีวิวัฒนาการณ์คล้ายชนชาติซูเมอร์ ในปี1500 ก่อนคริสตศักราช ชนชาตินี้สูญสิ้นไปโดยไม่รู้สาเหตุ ต่อมา มีอีกชนชาติหนึ่งชื่ออารยัน (Aryan) เป็นชาวผิวขาวคล้ายชาวเปอร์เซีย ชนชาตินี้เชื่อและนับถือธรรมชาติเบื้องบน เช่นนับถือพระอาทิตย์ พระจันทร์ พระดวงดาวต่างๆ เช่น พระพุธ พระศุกร์ พระเสาร์ ชนชาติอารยันเชื่อว่าวิญญาณนั้นไม่ตาย เมื่อวิญญาณของคนตายออกจากร่างจะถูกพญายมนำไปสู่ยมโลก คนที่ยังอยู่เช่นญาติพี่น้องจะมาช่วยวิญญาณนั้นด้วยการเซ่นไหว้พญายมเหล่านั้น และยังเชื่อว่ามีเทวดา เทวดามี 3 กลุ่มด้วยกัน คือเทวดาในโลก เทวดาบนท้องฟ้าและจักรวาลและเทวดาในสวรรค์ ชนชาติอารยันก็จะเซ่นไหว้เทวดาให้มาช่วยวิญญาณนั้นให้หลุดจากการควบคุมของพญายมด้วย ชนชาติอารยันกลุ่มนี้เคลื่อนย้ายคนเข้ามาในลุ่มแม่น้ำอินดัส (Indus) ในปี 2000 ก่อนคริสตศักราชและปกครองดินแดนแถบเหนือของลุ่มน้ำอินดัส ต่อมาชนชาตินี้จึงกลายเป็นชนชาติอินเดีย ในปี 2000 ถึง 1500 ก่อนคริสตศักราช ชนชาติอินเดียเจริญขึ้นและแบ่งชั้นวรรณะ และเป็นบ่อเกิดของศาสนาฮินดู (ฮินดูมาจากคำ ฮินดัส) หรือศาสนาพราห์ม (เป็นเวลาเดียวกับอับราฮัมในพระคัมภีร์เดิม) ศาสนานี้เชื่อว่าเกิดจากการผสมผสานของลัทธินับถือธรรมชาติเบื้องบน มีบทสวดเรียกพระเวท และมีการนับถือเทพเจ้าต่างๆจนสับสนมากจนกระทั่ง มีการสร้างพระพรหม(Brahman) ขึ้นมา โดยยกย่องให้เป็นพระเทพเจ้าเหนือเทพทั้งปวง ต่อมาในยุคหลัง มีการตั้งพระขึ้นเป็นพระ3 องค์ทำหน้าที่ต่างๆกัน พระ 3 องค์ คือ พระพรหม (Brahman) คือพระผู้สร้าง พระนารายณ์ (พระวิษณุหรือพระกฤษณะ) คือพระผู้รักษาดูแล และพระศิวะคือพระผู้ทำลาย แท้ที่จริง พระพรหมไม่มีรูปธรรม เพราะพระพรหมเป็นสภาวะไม่มีตัวตน เรียกว่า อนาทิหรือ อนันตะ คือไม่มีเกิดไม่มีตาย พระพรหมคืออาตมันหรือวิญญาณไม่มีเกิดไม่มีตาย แต่เป็นบ่อเกิดของจิตวิญญาณที่ให้เกิดชีวิตต่างๆ อาตมันหรือวิญญาณมาสัมผัสกับโลกมนุษย์ซึ่งเป็นโลกแห่งการสัมผัส มีรูปรสกลิ่นเสียง จนเกิดเป็นรูปร่างขึ้นนั่นคือจิตวิญญาณซึ่งเป็นนามธรรมถูกสวมด้วยรูปธรรม ดังนั้นมนุษย์มีการเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ขบวนการนี้ดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่ามีการหลุดพ้นจากโลกซึ่งเป็นรูปธรรม ความเชื่อของการหลุดพ้นชั้นสูงสุดคือสังขยะหรือนิพพาน การหลุดพ้นขึ้นกับกฎแห่งกรรม นั่นคือ ชีวิตในปัจจุบันเป็นผลกรรมของชีวิตในอดีต เขาจะเป็นอย่างไรในอนาคตขึ้นกับการกระทำในวันนี้ การที่จะหลุดพ้นจึงต้องอาศัยหลายๆชาติจนกว่าจิตวิญญาณจะบริสุทธิ์ด้วยการประกอบกรรมดีหลีกเลี่ยงกรรมชั่วจนสามารถหลุดพ้นได้ไม่ไปเกิดในโลกนี้อีก แต่จิตวิญญาณไปเกิดอยู่ในสวรรค์หรือไปสู่ชั้นสูงสุดคือนิพพานในที่สุด แต่ทุกกรรมจะมีกรรมใหม่เกิดขึ้นจึงยากที่จะหลุดพ้น เพราะเขาต้องเวียนว่ายอยู่ในกฎแห่งกรรม