คุณเลือกทางไหน

ซาตานเป็นใคร

ซาตานเป็นทูตสวรรค์ซึ่งกบฎต่อพระเจ้า ซาตาน แปลว่า ผู้ต่อต้านพระเจ้า แต่ก่อนพระเจ้าทรงสร้างทูตสวรรค์มากมายเพื่อรับใช้พระเจ้า เหล่าทูตสวรรค์ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสาร ทำตามคำสั่งของพระเจ้า ดูแลสวรรค์ของพระเจ้าและ สรรเสริญพระเจ้า มีทูตสวรรค์องค์หนึ่ง ชื่อ ลูซีเฟอร์ (LUCIFER) แปลว่า ลูกของรุ่งอรุณ (อิสยาห์ 14:12) เขาเป็นทูตสวรรค์ที่สง่างาม มีพละกำลังสูง และฤทธิ์เดชมากกว่าทูตสวรรค์อื่นๆเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าของทูตสวรรค์ และควบคุมทูตสวรรค์ 1/3 ของทูตสวรรค์ของพระเจ้า ลูซีเฟอร์ต้องการจะเป็นเหมือนพระเจ้า เขากล่าวว่า “ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด” (อิสยาห์ 14:14) เขาจึงทำการกบฎต่อพระเจ้า ลูซิเฟอร์และพรรคพวก 1/3 ของทูตสวรรค์จึงถูกไล่ออกจากสวรรค์ชั้น 3 ลงมาอยู่ในสวรรค์ชั้น 2 (จักรวาล) สวรรค์ชั้น 1 (ท้องฟ้า) และในโลก พระเจ้าเปลี่ยนชื่อกลุ่มทูตสวรรค์เหล่านี้เป็นซาตาน ซาตานสามารถไปมาในสวรรค์ชั้น 2 และ 1 คือในจักรวาลและในโลกได้อย่างอิสระ ซาตานมีอำนาจและมีกำลัง พวกเขาต่อต้านพระเจ้าด้วยวิธีการต่างๆ สร้างความหวาดกลัวแก่มนุษย์ซึ่งไม่เชื่อพระเจ้า ซาตานมาในรูปหรือลักษณะต่างๆ เช่นเป็นร่างมนุษย์และสัตว์ ซาตานจึงถูกเรียกชื่อต่างๆกันตามความชั่วร้ายของเขาคือ เบเอลเซบูล (ลูกา 11:15) แปลว่าคนมีเรี่ยวแรงคืออาวุธ วันหนึ่ง พระเยซูทรงกำลังขับผีออกจากคนใบ้คนหนึ่ง เมื่อผีออกแล้ว คนใบ้จึงพูดได้ ประชาชนกล่าวหาพระเยซูว่า พระเยซูขับผีออกได้โดยใช้อำนาจของเบเอลเซบูลซึ่งเป็นนายผี พระเยซูตรัสว่า ผีจะขับผีด้วยกันไม่ได้ นอกจากพระหัตถ์ของพระเจ้า (ลูกา 11:14-23) เจ้าแห่งย่านอากาศ ซาตานอาศัยอยู่ในอวกาศและท้องฟ้า อาจารย์เปาโลจึงเรียกซาตานว่า เจ้าแห่งย่านอวกาศ (เอเฟซัส 2:2) สิงห์คำราม อัครสาวกเปโตรได้เตือนคริสเตียนในสมัยนั้นให้ระวังซาตานซึ่งจะมาวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำราม (1 เปโตร 5:8) พญานาค ซาตานมาในลักษณะของพญานาคมาทำสงครามกับพระเยซู (วิวรณ์ 12:13-17) พ่อของการมุสา ซาตานมาหลอกลวงมนุษย์ตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงปัจจุบัน (ยอห์น 8:44) เอวาทำบาปเพราะไปเชื่อฟังงูซึ่งซาตานสิงอยู่ และยังคงหลอกลวงมนุษย์ตามสันดานของเขา เบลีอัส เบลีอัสเป็นซาตานตนหนึ่งที่อาจารย์เปาโลได้กล่าวถึง เป็นแหล่งของความอธรรม ความมืด (2 โครินธ์ 6:15) ดังนั้น จากชื่อของซาตานเหล่านี้ ทำให้รู้ว่า ซาตานมีฤทธิ์เดชมาก 1) ซาตานมีฤทธิ์เดช เหนือธรรมชาติ ตัวอย่างได้แก่ ซาตานได้ทำให้เกิดพายุใหญ่ข้ามถิ่นทุรกันดารมากระทบเรือนทั้งสี่มุมและเรือนนั้นพังทับคนหนุ่มสาวและเขาก็ตาย (โยบ 1:19) 2) ซาตานมีฤทธิ์เดช เข้าสิงในมนุษย์ ตัวอย่างได้แก่ ผีโสโครกได้เข้าไปสิงในชายคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ เขาคลั่งร้องอึงอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพและที่ภูเชาทั้งกลางคืนกลางวันเสมอและเอาหินเชือดเนื้อของตัว (มาระโก 5:2-6) 3) ซาตานมีฤทธิ์เดช เหนือสัตว์ ตัวอย่างได้แก่ ผีโสโครกออกจากร่างชายคนนั้นไปข้าสิงอยู่ในสุกร สุกรทั้งฝูงประมาณสองพันตัวก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสำลักน้ำตาย (มาระโก 5:13) 4) ซาตานมีฤทธิ์เดช ทำให้ร่างกายเกิดโรคได้ ตัวอย่างได้แก่ ซาตานทำให้โยบเป็นฝีร้ายตั้งแต่ฝ่าเท้าของท่านจนถึงกระหม่อมที่ศีรษะ (โยบ 2:7) 5) ซาตานมีฤทธิ์เดช ควบคุมสติปัญญาของมนุษย์ ตัวอย่างได้แก่ อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “ส่วนคนไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ได้ทำให้ใจของเขาให้มืดไป (2 โครินธ์ 4:4) พิธีเข้าทรงเป็นพิธีหนึ่งที่เชิญผีซาตานเข้ามาสิงในร่างของมนุษย์เพื่อสำแดงฤทธิ์เดชต่างๆ พิธีทรงเจ้าเข้าผีเป็นอีกพิธีหนึ่งที่เชิญผีเข้ามาสิงในร่างในงานฉลองต่างๆของคนไทยคนลาว พิธีถามผีเป็นพิธีของคนชนบท เวลาที่คนหนึ่งเจ็บป่วยลงหรือเคราะห์ร้าย จะไปหาหมอผี หมอผีจะบอกว่าเป็นโรคหรือเคราะห์อะไร ต้องมีการถวายบูชาหรือสะเดาะเคราะห์ต่างๆ พิธีถอดร่างเป็นพิธีของผู้ถือเวทมนต์ซึ่งมีผีสิงอยู่ เขาสามารถถอดร่างก็คือถอดวิญญาณผีออกจากร่างไปตามที่ต่างๆ โดยทั่วไปจะเป็นพฤติกรรมในทางที่เลวร้าย ดังนั้น จะเห็นว่า การที่ซาตานทำเช่นนั้น เพราะซาตานต้องการให้มนุษย์หวาดกลัวอิทธิฤทธิ์ของเขาและมาเป็นพรรคพวกของเขาให้มากที่สุด เพราะพระเจ้ารักมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างมา ถ้าเขาได้มนุษย์มาเป็นพรรคพวกมากเท่าใด พวกเขาคิดว่า พระเจ้าจะไม่ทำลายมนุษย์และพวกเขา นอกจากนี้ ซาตานต่อต้านพระเจ้า และพยายามทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ซึ่งเชื่อพระเจ้ามาเป็นพรรคพวกจองซาตาน ส่วนซาตานไม่ต้องชักนำคนซึ่งไม่เชื่อพระเจ้า เพราะเป็นพรรคพวกของเขาอยู่แล้ว ยุทธวิธีของซาตานในการต่อต้านพระเจ้าคือ 1) ทำลายหลักความเชื่อของคริสเตียน 2) เพิ่มเติมและตัดข้อพระคัมภีร์ของพระเจ้า 3) สร้างลัทธิศาสนาใหม่ๆเทียมเท็จ 4) ดำเนินชีวิตตามวิธีของโลกและเนื้อหนัง ยุทธวิธีที่หนึ่งคือทำลายหลักความเชื่อของมนุษย์ โดยสอนว่า พระเยซูไม่ใช่พระเจ้า พระเยซูไม่ได้เกิดจากหญิงพรหมจารีย์ พระเยซูไม่ได้สิ้นพระชนม์บนกางเขน พระเยซูไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์จริง ยุทธวิธีที่สองคือ เพิ่มเติมและตัดข้อพระคัมภีร์ของพระเจ้า พวกฟาริสี และ สะดูสี (Pharisees and Sadducees) เปลี่ยนพระคัมภีร์ พวกฟาริสีแต่งเติมพระคัมภีร์ พวกสะดูสีตัดตอนพระคัมภีร์ ในปัจุบันก็มีพวกมอร์มอน(Mormon) ซึ่งแต่งเติมพระคัมภีร์ ด้วยการเขียนพระคัมภีร์อีกเล่มหนึ่งโดยอ้างว่า พระเยซูคริสต์ได้มาเทศนาอยู่ในทวีปอเมริกา ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานหรือประวัติศาสตร์ยืนยันข้อเท็จจริงเหล่านั้น และ พยานพระยะโฮวาห์ (Jehoavah witness) เปลี่ยนแปลงพระคัมภีร์โดยการแก้ไขพระคัมภีร์ว่า พระเยซูคริสต์เป็นมนุษย์ที่พระเจ้าพระเยโฮวาห์ทรงสร้างขึ้นให้เป็นตัวแทนของพระเจ้าในการไถ่บาปของมนุษย์ แต่พระองค์ไม่มีอำนาจในการยกโทษบาป เพราะอำนาจของการยกโทษบาปอยู่กับพระเยโฮวาห์ ยุทธวิธีที่สามคือสร้างลัทธิศาสนาใหม่ๆเทียมเท็จ (โคโลสี 2:8-10, 15, 20) ซาตานสร้างความเชื่อแก่มนุษย์ให้กราบไหว้หรือบวงสรวงมนุษย์บางคนซึ่งคนเคารพนับถือและตายไปโดยยกขึ้นให้เป็นเทพเจ้า ทั้งๆที่คนที่ตายไปแล้วนั้นไม่มีอำนาจใดๆ เพราะเขาก็เป็นคนเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ และไปอยุ่ในแดนมรณาแล้ว แต่ซาตานหลอกลวงโดยให้เชื่อว่าคนที่ตายนั้นยังมีชีวิตอยู่และมีอำนาจช่วยคนได้ ซาตานซึ่งมีอำนาจเหนือมนุษย์ต่างหากเป็นผู้มาช่วยมนุษย์คนนั้น แต่ทำเหมือนกับคนที่ตายไปนั้นมาช่วยเขา เพราะซาตานต้องการแย่งคนมาเป็นพรรคพวกของเขาให้มากที่สุด นี่คือแผนการของซาตานในการต่อต้านพระเจ้า ซาตานยังปลูกฝังความคิดมนุษย์ให้นับถือสัตว์บางชนิดให้เป็นเทพเจ้า เช่น พระโค พระเอราวัน หรือพระครึ่งสัตว์ครึ่งคน โดยให้มนุษย์ปั้นเป็นรูปร่างแล้วทำการปลูกเสก โดยคิดว่า สิ่งเหล่านี้มีอำนาจช่วยมนุษย์ได้ แต่ข้อเท็จจริงคือ ซาตานเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอำนาจเหล่านั้น เพราะรูปปั้นเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ทุบก็แตกหักได้ ไม่สามารถช่วยมนุษย์ได้ ซาตานเข้ามาสิงในมนุษย์คนนั้นที่นับถือบูชารูปปั้นให้รู้สึกว่ารูปปั้นนั้นกำลังช่วยเขาอยู่ เมื่อมนุษย์คนนั้นขออะไรจากรูปปั้นซาตานสามารถช่วยทำให้มนุษย์คนนั้นได้สิ่งที่เขาขอได้ เพราะซาตานมีอำนาจเหนือมนุษย์อยู่แล้ว ซาตานทำให้มนุษย์มีเงินทอง มีชื่อเสียง มีอำนาจ และอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขตามที่เขาขอ เมื่อมนุษย์มีความสุขในโลกนี้ เขาไม่ต้องการพระเจ้า เพราะสวรรค์ของเขาอยู่ในโลกนี้แล้ว เขาไม่ต้องการสวรรค์ของพระเจ้า นี่คือความสามารถของซาตานที่จะดึงมนุษย์ออกห่างจากพระเจ้า ยุทธวิธีที่สี่คือให้ดำเนินชีวิตตามวิธีของโลกและเนื้อหนัง (กาลาเทีย 5:16-24) ซาตานสอนให้มนุษย์คิดว่า พระเจ้าไม่มี มนุษย์เป็นเพียงสิ่งบังเอิญที่เกิดขึ้นในโลกตามธรรมชาติ เมื่อมนุษย์ตายไป ทุกอย่างก็สิ้นสุดไป ซาตานสอนมนุษย์ให้พึ่งตนเอง แสวงหาความสุขในโลกนี้ ไม่ต้องไปห่วงว่ามีสวรรค์หรือนรกจะเห็นว่า ซาตานมีอำนาจมากมาย แต่อำนาจนั้นมีจำกัด พระเจ้าคือพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถควบคุมอำนาจขอซาตานได้ ซาตานไปไหนมาไหนได้ แต่อยู่ได้แต่ละที่ แบ่งภาคไม่ได้ สรุปคือ มนุษย์ซึ่งพึ่งเนื้อหนังของตนเองถูกซาตานหลอกได้ แต่มนุษย์ซึ่งประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซาตานทำอะไรไม่ได้