คุณเลือกทางไหน
พระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงเพื่ออะไร
พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน (ปฐมกาล 1:1) ต่อมาพระเจ้าตรัสว่า แผ่นดินจงเกิดพืชและต้นไม้ (ปฐมกาล 1:11) น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต ท้องฟ้ามีนกบินไปมา (ปฐมกาล 1:20) และแผ่นดินจงเกิดสัตว์ (ปฐมกาล 1:24) ในที่สุด พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระเจ้า (ปฐมกาล 1:26) โดยสร้างผู้ชาย (Adam) ก่อน พระเจ้าตรัสว่า ไม่สมควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว เราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น แล้วพระเจ้าทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่ พระเจ้าทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมาแล้ว ทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระเจ้าทรงสร้างให้เป็นหญิง (Eve) แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น เพราะหญิงนั้นออกมาจากชาย (ปฐมกาล 2:18,21-22) พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า “จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน (ปฐมกาล 1:28) ดังนั้น สิ่งมีชีวิตชิ้นสุดท้ายที่พระเจ้าทรงสร้าง คือ ผู้หญิง ผู้หญิงจึงมีลักษณะพิเศษ คือ
1. พระเจ้าทรงสร้างให้เป็นคู่อุปถัมภ์ คือ ให้ผู้หญิงอยู่เคียงข้างผู้ชายตลอดไป “เพราะเหตุนั้น ผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” (ปฐมกาล 2:24) ดังนั้น คำว่า คู่อุปถัมภ์ หมายถึง ภรรยา นั่นเอง ภรรยาเป็นคู่อุปถัมภ์ คือ เป็นผู้เกื้อหนุน ช่วยเหลือ และค้ำจุน นอกจากนี้ “ผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา” หมายความว่า ผู้ชายเป็นอิสระไม่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของบิดามารดาอีกต่อไป แต่ไปร่วมรับผิดชอบ ชีวิตด้วยกันกับภรรยา ไม่ใช่ละทิ้งบิดามารดา หรือไปอาศัยอยู่ที่อื่น
2. พระเจ้าทรงสร้างให้ทัดเทียมกับผู้ชาย พระเจ้าทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของผู้ชายไปสร้างให้เป็นผู้หญิง ซี่โครงตั้งอยู่ตรงกลางของความยาว (สูง) ระหว่างปลายนิ้วมือ ถึงปลายนิ้วเท้า ตั้งอยู่เหนือสุดของอวัยวะภายในของร่างกายเวลานอนหลับ และตั้งอยู่ใกล้หัวใจ แสดงว่า พระเจ้าต้องการสร้างผู้หญิงให้ทัดเทียม หรือ เท่าเทียมผู้ชาย เพราะต่างก็ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า ไม่ใช่ให้ผู้หญิงด้อยกว่า อย่างที่เห็นในสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พระเยซูคริสต์ทรงยกตัวอย่างหรือคำอุปมายกย่องผู้หญิง (ลูกา 13:20, 17:35, 15:8-10) พระเยซูคริสต์ทรงสนทนากับผู้หญิงชาวสะมาเรีย (ยอห์น 4:1-30) พระเยซูคริสต์ทรงปรากฎแก่มารีย์มักดาลาเป็นคนแรกหลังฟื้นคืนพระชนม์ (ยอห์น 20) เปาโลกล่าวว่า “ฝ่ายภรรยา จงยอมฟังสามีของตน” (เอเฟซัส 5:22) ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน (เอเฟซัส 5:25) ดังนั้นในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ผู้ชายและผู้หญิงจึงทัดเทียมกัน
3. พระเจ้าทรงสร้างให้เป็นแม่
พระเจ้าตรัสว่าจงมีลูกดกมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน (ปฐมกาล 1:28) แสดงว่า พระเจ้าต้องการให้ผู้หญิงเป็นแม่ของลูก สถาบันแห่งแรกที่พระเจ้าทรงสร้างให้แก่มนุษย์ คือ สถาบันครอบครัว เมื่อมนุษย์ไม่ได้กระทำบาปต่อพระเจ้า สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่มีสันติสุข ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกๆหลานๆ สืบถ่ายทอดตลอดไปเป็นนิตย์ ผู้ชายผู้หญิงร่วมสุข ไม่ต้องร่วมทุกข์ เพราะไม่มีความตายหรือความทุกข์ในสวนเอเดน แต่เมื่อมนุษย์ได้ทำบาปต่อพระเจ้า สามีและภรรยา หรือ พ่อและแม่ ต้องร่วมสุขและร่วมทุกข์ แม่มีสภาพแตกต่างจากแม่ที่พระเจ้าทรงหวังไว้ แม่เปลี่ยนสภาพจากแม่ถาวร ไปเป็น แม่หม้าย แม่เลี้ยงลูกคนเดียว (Single Mother) และแม่ช่วยคลอดลูกแทน (Surrogated Mother) นอกจากนี้ ยังมีแม่ทำร้ายลูก แม่ทอดทิ้งลูก และอื่นๆ จนกลายเป็นปัญหาของโลกในปัจจุบัน
4. พระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์มีลูกหลานต่อไปเพื่ออะไร
เมื่ออาดัมและเอวาได้ทำบาปต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงมีอำนาจที่จะทำลายมนุษย์ได้ แต่พระองค์ทรงรักมนุษย์และพระองค์ตรัสแล้วเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เมื่อพระเจ้าตรัสว่า จงมีลูกดกมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน (ปฐมกาล 1:28) แสดงว่าพระเจ้าทรงอนุญาตให้มนุษย์เกิดมาตามที่พระองค์ทรงอวยพระพรไว้ พระเจ้าจึงมีแผนการสำหรับมนุษย์ทุกคน พระคัม
ภีร์ได้บันทึกว่า “พระเจ้าทรงกระทำให้ทุกสิ่งมีเป้าหมายของมัน” (สุภาษิต 16:4) ดังนั้นมนุษย์จึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโดยธรรมชาติ แต่เขาเกิดมาโดยพระเจ้าและเพื่อพระเจ้า (โคโลสี 1:15) “เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพ สิ่งทั้งปวงและสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นก็ทรงสร้างขึ้นแล้ว และดำรงอยู่ตามชอบพระทัยของพระองค์” (วิวรณ์ 4:11) และ“พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ด้วยความรักก่อนตามที่ชอบพระทัยพระองค์ให้เป็นบุตรโดยพระเยซูคริสต์ ( เอเฟซัส 1:5) สรุปคือ พระเจ้าทรงชอบพระทัย และพระองค์ทรงรักมนุษย์ก่อน และให้เป็นบุตรของพระองค์ด้วย เพราะฉะนั้น มนุษย์จะกลับไปอยู่กับพระเจ้าได้ด้วยการแสวงหาพระเจ้าเสมอ ด้วยการอธิษฐาน ด้วยใจโมทนา ขอบพระคุณ และด้วยการร้องเพลงถวายพระองค์ (สดุดี 105:1,2,4) และด้วยการประกอบการดี “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ ทรงสร้างขึ้นมาในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ประกอบการดีซึ่ง พระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ” (เอเฟซัส 2:10) การดีในที่นี้คือการเชื่อฟังพระเจ้าในขณะที่อยู่ในโลกนี้ “ถ้าผู้ใดชำระตัว ให้พ้นจากสิ่งที่ไม่มีค่า เขาก็จะเป็นภาชนะที่มีค่าซึ่งชำระให้บริสุทธิ์แล้ว เหมาะที่เจ้าของเรือน (พระเจ้า) จะใช้ให้เป็นประโยชน์พร้อมกับการดีทุกอย่าง (2 ทิโมธี 2:21)