หนังสือส่องใจ

90 พระเยซูทรงเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ

เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้อาศัยอยู่ในสวนเอเดน มนุษย์มีสุขภาพสมบูรณ์ทางร่างกายและจิตใจ เพราะมีอาหารซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้ คือผลไม้จากต้นไม้แห่งชีวิต เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว จะบำรุงเลี้ยงร่างกายและใจให้แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย และไม่ตาย แต่เมื่อมนุษย์ได้ทำบาปต่อพระเจ้า มนุษย์จึงถูกไล่ออกจากสวนเอเดน มนุษย์จึงต้องเข้าสู่วัฏจักรของชีวิต คือมีการเกิด แก่เจ็บตาย การเจ็บป่วยเกิดจากโรคทางกาย และโรคทางจิตใจ โรคทางกาย และโรคทางจิตใจก็เกี่ยวพันแยกจากกันไม่ได้มีชายคนหนึ่งเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลรับการรักษา ผลที่ติดตามมาก็คือ เสียเงินค่ารักษาค่าโรงพยาบาล เงินทองที่เก็บสะสมมาก็ถูกใช้จ่ายมากมายในการักษาพยาบาล เงินทองไม่พอผ่อนบ้าน และไม่มีเงินส่งเสียค่าเล่าเรียนให้ลูก นอกจากร่างกายซึ่งป่วยแล้ว จิตใจก็เป็นทุกข์ เพราะตนเองทำงานไม่ได้ ขาดสภาพการเป็นผู้นำในครอบครัว ภรรยาซึ่งไม่เคยออกทำงานข้างนอก ก็ต้องออกไปทำงานเลี้ยงครอบครัวแทน เพื่อหาเงินมารักษาสามี ส่งค่าผ่อนบ้าน ส่งค่าเล่าเรียนลูก สถานะซึ่งมีพอกินพอใช้ก็กลายเป็นสถานะยากจน ผู้ชายเกิดความตึงเครียดจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า ในช่วงระยะนี้ เป็นระยะอันตรายของผู้เจ็บป่วย อัตราการฆ่าตัวตายสูง เป็นโรคกระเพาะ โรคความดันสูง โรคหัวใจ ตลอดจนเป็นโรคอัมพาต ผู้ชายคนนี้ได้กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย โกรธ ฉุนเฉียวง่าย ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจ ฝ่ายภรรยาก็ตึงเครียดจากงาน และการดูแลลูก จนทนไม่ไหว ก็ขอหย่ากัน ผลตามมา คือ ไปฟ้องหย่าในศาลแย่งกันอุปการะลูก ผลที่สุดก็ต้องจ้างทนายมาต่อสู้คดีในศาล เงินทองก็ยิ่งหมดไป ผลสุดท้าย สามีและภรรยาเกลียดชังกัน ลูกก็พลอยถูกกระทบไปด้วย การเรียนของลูกเลวลง ในที่สุดก็ต้องออกจากโรงเรียนไป นี่คือโรคภัยไข้เจ็บของร่างกายนำไปสู่โรคทางจิตใจ ตัวอย่างนี้เกิดขึ้นกับคนแต่ละคน หรือ ครอบครัวแต่ละครอบครัวไม่มากก็น้อย นี่คือสภาพของร่างกายและจิตใจซึ่งเกิดจากความบาป ตราบใดที่เรายังอาศัยอยู่ในโลกนี้ เราจะต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระเจ้าทรงเข้าใจถึงความทุกข์ยากที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลก และเริ่มประกาศพระคำของพระเจ้า “พระเยซูได้เสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลี ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชาวเมืองให้หาย กิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทั่วประเทศซีเรีย เขาจึงพาคนป่วยเป็นโรคต่างๆ คนที่ทนทุกข์เวทนา คนผีเข้า คนเป็นลมบ้าหมู และคนเป็นอัมพาต มาหาพระองค์ พระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หาย (มัทธิว 5:23-24) พระเยซูทรงรักษาโรคต่างๆด้วย 3 วิธี 1) รักษาด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ทรงรักษาโรคต่างๆด้วยคำตรัสของพระองค์ พระองค์ทรงรักษาชายที่มีผีโสโครก (มาระโก 1:21-28) แม่ยายของเปโตร (มาระโก 1:29-31) คนเป็นอันมาก (มาระโก 1:32-34) คนโรคเรื้อน (มาระโก 1:40-45) คนง่อย (มาระโก 2:1-12) ชายที่มือข้างหนึ่งลีบ (มาระโก 3:1-6) คนผีสิง (มาระโก 5:1-20) ผู้หญิงเป็นโรคตกเลือด (มาระโก 5:25-34) บุตรสาวของไยรัส (มาระโก 5:35-43) คนเจ็บป่วยในเยนเนซาเรท (มาระโก 6:53-56) หญิงซีเรียฟีนิเซีย (มาระโก 7:24-30) เด็กผีเข้า (มาระโก 9:14-29) บารทิเมอัสตาบอด (มาระโก 10:46-52) 2) ทรงรักษาด้วยการอธิษฐาน เมื่อพระเยซูทรงรักษาคนตาบอดแต่กำเนิด คนหูหนวกและใบ้ ตลอดจนเด็กผีเข้าซึ่งมีอาการลมชัก พระองค์ทรงอธิษฐานร่วมด้วย (มาระโก 7:31-32, 8:22-26, 9:14-29) พระองค์ทรงสั่งสอนสาวกของพระองค์ให้อธิษฐานต่อพระองค์ เวลาที่รักษาคนเจ็บป่วย “มีผู้ใดในพวกท่านทนทุกข์หรือ จงให้ผู้นั้นอธิษฐาน มีผู้ใดร่าเริงยินดีหรือ จงให้ผู้นั้นร้องเพลงสรรเสริญ มีผู้ใดในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ จงให้ผู้นั้นเชิญบรรดาผู้ปกครองของคริสต์จักรมา และให้ท่านเหล่านั้นอธิษฐานเพื่อเขาและเจิมเขาด้วยน้ำมันในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ยากอบ 5:13-14) 3. รักษาด้วยการกระทำร่วมกัน คือวิธีการบำบัดหรือรักษาให้ผู้เจ็บป่วยมีส่วนร่วม เมื่อพระเยซูทรงรักษาคนตาบอดแต่กำเนิด “เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงบ้วนพระเขฬะ(น้ำลาย)ลงที่ดิน แล้วทรงเอาพระเขฬะนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอด แล้วตรัสสั่งเขาว่า ‘จงไปล้างโคลนออกเสียในสระสิโลอัมเถิด’ เขาจึงไปล้างแล้วกลับมาก็เห็นได้” (ยอห์น 9:6-7) เมื่อพระเยซูทรงรักษาคนหูหนวกและเป็นใบ้ “พระองค์จึงทรงนำคนนั้นออกจากประชาชนไปอยู่ต่างหาก ทรงเอานิ้วพระหัตถ์ยอนเข้าที่หูของชายคนนั้นและทรงบ้วนน้ำลาย เอานิ้วพระหัตถ์จิ้มแตะลิ้นคนนั้น แล้วพระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ทรงถอนพระทัยตรัสแก่คนนั้นว่า “เอฟฟาธา” แปลว่า จงเปิดออก แล้วหูคนนั้นก็ปกติ สิ่งที่ขัดลิ้นก็หลุดและเขาพูดได้ชัด” (มาระโก 7:31-37) ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า พระเยซทรงรักษาโรคต่างๆด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์เอง และด้วยการอธิษฐานต่อพระบิดา หรือด้วยวิธีการบำบัด ในขณะเดียวกัน ผู้มารับการรักษาโรคมีทั้งผู้เชื่อว่าพระเยซูรักษาเขาให้หายจากโรคได้ แต่มีหลายๆคนที่พระเยซูรักษาเขา เขายังไม่รู้จักพระเยซูว่า พระองค์คือใคร ตัวอย่างที่ยกมาได้แก่การรักษาโรคที่สระน้ำชื่อ เบธซาธาในกรุงเยรูซาเล็ม ในพระธรรมยอห์น บทที่ 5 ข้อ 1-8 ในกรุงเยรูซาเล็มที่ริมประตูแกะมีสระอยู่สระหนึ่ง ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้นว่า เบธซาธา เป็นที่ซึ่งมีศาลาห้าหลัง 3ในศาลาเหล่านั้นมีคนป่วยเป็นอันมาก คนตาบอด คนง่อย และคนเป็นอัมพาตนอนอยู่ สำเนาบางฉบับเพิ่มว่า คอยน้ำกระพื่อม 4ด้วยมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งของพระเจ้า ลงมากวนน้ำในสระเป็นครั้งคราว และเมื่อน้ำกระเพื่อมนั้น ผู้ใดก้าวลงไปในน้ำก่อน ก็จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่นั้น ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรคนนั้น และทรงทราบว่าเขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ” คนป่วยนั้นทูลตอบพระองค์ว่า “ท่านเจ้าข้าเมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น ไม่มีผู้ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ และเมื่อข้าพเจ้ากำลังไปคนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงลุกขึ้นยกแคร่ของเจ้าเดินไป วันนั้นเป็นวันสะบาโต ดังนั้นพวกยิวจึงพูดกับชายที่หายโรคนั้นว่า “วันนี้เป็นวันสะบาโต ที่เจ้าแบกแคร่ไปนั้นก็ผิดธรรมบัญญัติ คนนั้นจึงตอบเขาเหล่านั้นว่า “ท่านที่รักษาข้าพเจ้าให้หายโรค ได้สั่งข้าพเจ้าว่า ‘จงยกแคร่ของเจ้าแบก เดินไปเถิด’ ” เขาเหล่านั้นถามคนนั้นว่า “คนที่สั่งเจ้าว่า ‘จงยกแคร่ของเจ้าแบก เดินไปเถิด’ นั้นเป็นผู้ใด” คนที่ได้รับการรักษาให้หายโรคนั้นไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด เพราะพระเยซูเสด็จหลบไปแล้ว เนื่องจากขณะนั้นมีคนอยู่ที่นั่นเป็นอันมาก ภายหลัง พระเยซูได้ทรงพบคนนั้นในบริเวณพระวิหารและตรัสกับเขาว่า “นี่แน่ะ เจ้าหายโรคแล้ว อย่าทำบาปอีก มิฉะนั้นเหตุร้ายกว่านั้นจะเกิดกับเจ้า” ชายคนนั้นก็ได้ออกไปบอกพวกยิวว่า ท่านที่ได้รักษาเขาให้หายโรคนั้น คือพระเยซู คำถามคือ เป็น 1. จุดประสงค์ที่พระเยซูจะรักษาทุกคนให้หายหรือ ไม่ใช่พระเยซูรักษาคนคนเดียวในจำนวนคนมากมายที่อยู่ในศาลานั้น 2. พระเยซูรักษาเฉพาะคนที่มีความเชื่อพระเจ้าหรือ คำตอบคือไม่ใช่ ชายคนนี้ไม่รู้จักพระเยซูเลย 3. การรักษาโรคต้องประกาศและจัดให้คนมาดูกันหรือ คำตอบคือไม่ใช่ พระเยซูเข้าไปพูดกับชายคนนี้ ไม่ได้พูดกับผู้ป่วยคนอื่นๆ แล้วพระองค์ก็หลบออกไปจากที่นั่น ในปัจจุบัน คริสเตียนรักษาโรคด้วยการอธิษฐาน ด้วยความเชื่อ “การอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้เขาหายโรคและถ้าเขาได้กระทำบาป พระองค์ก็จะทรงโปรดอภัยให้” (ยากอบ 5:15) การอธิษฐานร่วมกันยิ่งมีพลังในการรักษาโรค “เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล” (ยากอบ 5:16) อาจารย์เปาโลได้สอนให้คริสเตียนดำเนินชีวิตอย่างคนมีปัญญา “เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา” (เอเฟซัส 5:15) นั่นคือ คริสเตียนทั้งหลายต้องรักษามีความเชื่อมั่นคงว่า ท่านสามารถอธิษฐานต่อพระเยซูคริสต์โดยตรง ให้ทรงรักษาสุขภาพของตนเองและผู้อื่นซึ่งต้องการการอธิษฐานเผื่อ นอกจากนี้ การมีปัญญารวมถึงการขอบพระคุณพระเจ้าเสมอไม่ว่า ผลลัพธ์ของการอธิษฐานจะเป็นอย่างไร เมื่อเราทั้งหลายมาเชื่อพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าของชีวิตของเราทั้งหลาย ไม่ว่าสภาพของโรคภัยไข้เจ็บจะเป็นอย่างไร ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอนกับการขอบพระคุณแล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี 4:4-6) แล้วพระองค์จะทรงอวยพระพรแก่เราทั้งหลายเสมอไป